สงครามกดดันหุ้นไทยผันผวนหนัก ตลาดหลักทรัพย์มั่นใจ Circuit Breaker คุมได้
สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยกระดับความรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนสำคัญต่อระบบการเงินโลก อีกทั้งยังส่งแรงกระแทกมาถึงตลาดหุ้นไทย ทำให้บรรยากาศการลงทุนในเดือนมีนาคมเผชิญความผันผวนสูงกว่าปกติ
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.)เปิดมุมมองต่อ ‘ฐานเศรษฐกิจ’ ว่า แม้แรงกดดันจากปัจจัยภายนอกจะรุนแรง แต่โครงสร้างการกำกับดูแลตลาดและเครื่องมือควบคุมความผันผวนยังทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังคงเป็น “เสาหลัก” ที่จะช่วยพยุงตลาดหุ้นไทยผ่านช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอนนี้ไปได้
ทั้งนี้ เมื่อเกิดแรงขายรุนแรงจากความกังวลสงคราม เครื่องมือควบคุมความผันผวนของตลาดได้แสดงบทบาทสำคัญอย่างชัดเจน เช่นเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ถือเป็นตัวอย่างสำคัญ เมื่อดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงถึง 8% ในช่วงเช้า ส่งผลให้ต้องใช้มาตรการ Circuit Breaker หยุดการซื้อขายชั่วคราว 30 นาที ก่อนที่ตลาดจะกลับมาเปิดทำการและปิดที่ระดับลดลงประมาณ 5%
“กลไกดังกล่าวทำหน้าที่เสมือน “ปุ่มหยุดชั่วคราว” ของตลาด เปิดโอกาสให้นักลงทุนตั้งหลัก ทบทวนข้อมูล และลดแรงขายจากภาวะตื่นตระหนก”
นอกจาก Circuit Breaker แล้ว ตลาดหลักทรัพย์ยังมีมาตรการอื่นรองรับความผันผวน เช่น Ceiling–Floor กำหนดกรอบการปรับตัวของราคา Dynamic Price Band จำกัดการเคลื่อนไหวระยะสั้นของราคา และ Auto Pause หยุดการซื้อขายชั่วคราวรายหลักทรัพย์
เครื่องมือเหล่านี้ถือเป็นมาตรฐานเดียวกับตลาดทุนชั้นนำทั่วโลก และยังเพียงพอในการรองรับความผันผวนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์ยืดเยื้อหรือรุนแรงขึ้น คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ก็พร้อมพิจารณามาตรการเพิ่มเติมทันที
หนึ่งในโจทย์สำคัญที่ตลาดทุนไทยต้องเผชิญ คือ ความอ่อนไหวของดัชนีต่อราคาพลังงาน เนื่องจากหุ้นกลุ่มพลังงานมีสัดส่วนขนาดใหญ่ในตลาด เมื่อความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ผลักดันราคาน้ำมันดิบโลกให้พุ่งขึ้น จึงส่งผลโดยตรงต่อทิศทางดัชนี
หากราคาน้ำมันทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ผลกระทบต่อบริษัทจดทะเบียนจะเกิดขึ้นสองด้าน ได้แก่ กลุ่มพลังงานและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ได้อานิสงส์จากราคาขายที่สูงขึ้น ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมและการผลิต ต้องเผชิญต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลางค่อนข้างมาก โดยนำเข้าน้ำมันจากภูมิภาคดังกล่าวราว 50% ของการนำเข้าทั้งหมด และนำเข้า ก๊าซ LNG ประมาณ 10–20% หากสงครามยืดเยื้อ ผลกระทบจะขยายไปยังต้นทุนขนส่ง ราคาสินค้านำเข้า ที่สุดจะทำให้เงินเฟ้อในประเทศ
ขณะเดียวกัน ความผันผวนของค่าเงินดอลลาร์ก็เป็นอีกตัวแปรสำคัญที่บริษัทจดทะเบียนต้องบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะธุรกิจที่มีรายได้หรือหนี้สินที่เป็นสกุลเงินต่างประเทศ
แม้สถานการณ์สงครามจะกดดันตลาดหุ้นทั่วโลก แต่ภาพรวมของตลาดหุ้นไทยยังมีสัญญาณบวกในเชิงเปรียบเทียบ ในช่วงที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ดัชนี SET ปรับตัวลดลงประมาณ 10.5% แต่หากพิจารณาตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นไทยยังให้ผลตอบแทน บวกประมาณ 8.5% และยังคงติดอันดับ 3 ตลาดหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในภูมิภาค
ทั้งนี้ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ตลาดหุ้นไทยรักษาเสถียรภาพได้ คือ ความแข็งแกร่งของปัจจัยภายในประเทศ ได้แก่ การจัดตั้งรัฐบาลที่ชัดเจนและการมีทีมเศรษฐกิจที่ได้รับความเชื่อมั่นจากตลาดจะเป็นตัวแปรสำคัญต่อกระแสเงินทุนต่างชาติ
ความชัดเจนของการผ่านงบประมาณและการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบ และภาคเอกชนเริ่มบริหารต้นทุนและปรับโครงสร้างค่าใช้จ่ายเพื่อรับมือความไม่แน่นอน ขณะที่ความเสี่ยงต่อภาคท่องเที่ยวมีแนวโน้มจำกัด เนื่องจากประเทศไทยผ่านช่วง High Season ไปแล้ว
นายอัสสเดชกล่าวว่า ภาวะที่เกิดขึ้นปัจจุบัน สะท้อนการปรับฐานจากปัจจัยภายนอกมากกว่าปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย ด้วยระบบกำกับดูแลที่มีมาตรฐานสากล และปัจจัยภายในประเทศที่ยังมีโอกาสฟื้นตัวจากนโยบายเศรษฐกิจและงบประมาณภาครัฐ ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสรักษาเสถียรภาพได้ หากสถานการณ์สงครามไม่ขยายวงกว้างจนกระทบเศรษฐกิจโลกอย่างรุนแรง
สำหรับนักลงทุน ปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดในระยะนี้ ได้แก่ ทิศทาง ราคาน้ำมันโลก การเคลื่อนไหวของ ค่าเงินดอลลาร์ ท่าทีทางการทูตของ มหาอำนาจโลก เพราะทั้งหมดนี้คือ “ตัวแปรภายนอก” ที่สามารถเปลี่ยนทิศทางตลาดการเงินได้อย่างรวดเร็ว
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่สร้างความผันผวนให้กับตลาดการเงินทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทย ซึ่งยังต้องเผชิญแรงกดดันจากราคาพลังงาน ค่าเงิน และกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง
“กลไกกำกับดูแลการซื้อขายของตลาดหลักทรัพย์ยังสามารถรองรับความผันผวนได้ตามมาตรฐานสากล ขณะที่ทิศทางตลาดในระยะต่อไปจะขึ้นอยู่กับพัฒนาการของสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ต้นทุนพลังงานโลก และเสถียรภาพทางเศรษฐกิจภายในประเทศเป็นสำคัญ”นายอัสสเดชกล่าวทิ้งท้าย
หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,182 วันที่ 12 - 14 มีนาคม พ.ศ. 2569