3 พรรคใหญ่ หนุนแก้รัฐธรรมนูญ ชี้ต้นตอปัญหาประชาธิปไตย-คอร์รัปชั่นไทย บนเวทีดีเบต "มติชน"
เวที MATICHON Thailand Election 2026 ที่พารากอนฮอลล์ เปิดฉากถก “แก้รัฐธรรมนูญ” สามพรรคการเมืองหลัก เพื่อไทย-ภูมิใจไทย-พรรคประชาชน แสดงจุดยืนชัด เห็นพ้องต้องแก้โครงสร้างรัฐธรรมนูญปี 2560 เหตุที่มาไม่ชอบธรรม ล็อกอำนาจการเมือง กระทบสิทธิประชาชน การกระจายอำนาจ และกลไกปราบโกง พร้อมชี้รัฐธรรมนูญใหม่ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่เป็นจุดเริ่มออกแบบระบบการเมืองที่ตอบโจทย์ประเทศในระยะยาว
ที่พารากอนฮอลล์ ศูนย์การค้าสยามพารากอน เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ “เครือมติชน” จัดงาน MATICHON Thailand Election 2026 “The Real Politics : ทางแพร่งประเทศไทย” เปิดเวทีสาธารณะประชันโยบายวิสัยทัศน์ โดยมีพรรคการเมืองต่าง ๆ ส่งตัวแทนเข้าร่วมเป็นจำนวนมาก
โดยช่วงแรกของการแสดงวิสัยทัศน์ในคำถามเรื่องเกี่ยวกับ เห็นชอบหรือไม่ที่จะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ? มี 3 พรรคการเมือง ซึ่งประกอบไปด้วย พรรคเพื่อไทย, พรรคภูมิใจ และพรรคประชาชน อธิบายพร้อมให้เหตุผลในการเห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญ ดังนี้
เพื่อไทยชี้ รัฐธรรมนูญปัจจุบันมีปัญหา ไม่ตอบโจทย์ประชาชน
นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย (หมายเลข 9) ในฐานะประธานคณะกรรมการรณรงค์สื่อสารประชามติและรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เรามีความเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีปัญหาที่มาและเนื้อหาที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน เมื่อผ่านไป 8 ปี ตอนนี้กำลังจะเข้าปีที่ 9 ยิ่งเห็นชัดว่าปัญหาทั้งสองนี้ยังเป็นปัญหาใหญ่มาก
“รัฐธรรมนูญฉบับ 2560 นี้มาจากการรัฐประหาร คนของคณะรัฐประหารเขียนขึ้น โดยไม่ได้ฟังความเห็นประชาชน ประชาชนไม่มีส่วนร่วม และในการทำประชามติ ก็เป็นประชามติที่ไม่เที่ยงธรรม ไม่เสรี ปิดกั้นการแสดงความคิดเห็นอย่างมาก จนกระทั่งฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยไม่สามารถแสดงความเห็นอะไรได้ การทำประชามตินั้นจึงอยู่ในสภาพที่มัดมือชก ทำให้ประชาชนจำใจต้องกาเห็นชอบไปในคราวนั้น” นายจาตุรนต์กล่าว
ส่วนเนื้อหาผ่านมา 8 ปี จะเห็นได้ชัดว่ามีปัญหาในเรื่องใหญ่ 5 ข้อ
เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน : ยังถูกจำกัดอยู่ สิทธิถูกเปลี่ยนไปเป็นหน้าที่ของรัฐ และสิทธิยังถูกจำกัดด้วยข้อความที่ว่า “ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย” ซึ่งเปิดช่องให้รัฐใช้อำนาจจำกัดสิทธิได้
การกระจายอำนาจ : ไม่มีการปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เลย
การถ่วงดุลอำนาจ : ปัจจุบันมี “อำนาจอธิปไตยที่ 4” เข้ามาอีก คือองค์กรอิสระ การตรวจสอบไม่เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยทั่วไป คือองค์กรที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งและไม่ยึดโยงกับประชาชน กลับมีอำนาจตรวจสอบและกำกับองค์กรที่มาจากการเลือกตั้งและเชื่อมโยงกับประชาชน
การทุจริต : องค์กรที่ทำหน้าที่นี้มีสังกัดมาตั้งแต่สมัย คสช. และปัจจุบันเรามี สว. ที่มีที่มาจากการเลือกกันเองจนเป็นที่รู้กันว่าเป็นสีใดสีหนึ่ง เมื่อ สว. เป็นสีใดสีหนึ่ง การตั้งกรรมการองค์กรอิสระต่าง ๆ จึงมีปัญหา ดัชนีคอร์รัปชั่นไทยแย่ลงเรื่อย ๆ ถ้าไม่แก้โครงสร้างนี้ จะมีผลทำให้ภาษีอากรประชาชนจะหายไปเข้ากระเป๋าใครก็ไม่รู้ โดยไม่กลับมาถึงประชาชน
ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี : ทำให้การบริหารประเทศและนโยบายต่าง ๆ ทำได้ยากและไม่ตอบโจทย์
พรรคภูมิใจไทย หนุนแก้ไขทั้งฉบับ ยกเว้นหมวด 1 หมวด 2
นายนิกร จำนง ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย ฐานะอดีตเลขานุการคณะกรรมาธิการพิจารณา พ.ร.บ.ประชามติ ให้มุมมองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีที่มาจากความผิดปกติและแก้ไขยากเกินไป
ดังนั้น พรรคภูมิใจไทยตั้งใจที่จะแก้ไขทั้งฉบับ เหตุผลคือ
ประเด็นแรก เรื่องที่มา : มาจากรัฐประหาร ซึ่งมีปัญหาตั้งแต่ต้นทางกำเนิด เราเป็นประเทศประชาธิปไตย เราจะอยู่กับรัฐธรรมนูญแบบนี้ไม่ได้ ในอดีตเราเคยมีฉบับประชาชน (ปี 40) ดังนั้นต้องกลับไปหาประชาชน
ประเด็นที่สอง เรื่องเนื้อหา : สภาชุดที่ 25 เคยตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาทั้งฉบับ (ซึ่งผมอยู่ในนั้น) พบว่าหมวด 1 และหมวด 2 ไม่มีประเด็นแก้ไขเพราะไม่มีปัญหาอะไร แต่หลังจากนั้นอีก 14 หมวด มีปัญหาทุกหมวด ทั้งเรื่องเสรีภาพประชาชน การกระจายอำนาจ ซึ่งไม่มีคำนี้ปรากฏเลยแม้แต่คำเดียว ระบบสภา และการดำเนินงานต่าง ๆ สรุปคือต้องแก้ทั้งฉบับเพื่อแก้เชิงกลไก
ประเด็นที่สาม การแก้ไขที่ทำไม่ได้จริง : รัฐธรรมนูญฉบับนี้เขียนมาเพื่อให้แก้ไม่ได้เลย ล็อกไว้หนาแน่นมาก แต่ประเทศต้องมีการเปลี่ยนแปลง รัฐธรรมนูญกลับล็อกไม่ให้แก้ กลไกตรงนี้จึงเป็นปัญหา จำเป็นต้องแก้ให้ได้ตามสมควร
ประเด็นที่สี่ กระบวนการร่าง : ตอนที่ กรธ. ทำไม่ได้ฟังความเห็นประชาชนเลย ตั้งคณะกรรมการกันเอง ฟังเสียงประชาชนน้อยมาก ตอนทำประชามติแม้ฝ่ายชนะจะได้คะแนนมากกว่า แต่ก็มีความโต้แย้งกันขนานใหญ่ เพราะชนะกันไม่มาก ประชาชนส่วนหนึ่งยังคับข้องใจ
“ข้อสรุปพรรคภูมิใจไทยคือ จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งฉบับ โดยยกเว้นหมวด 1 และหมวด 2 แล้วไปฟังเสียงประชาชนเพื่อลำดับความสำคัญของปัญหาใหม่” นายนิกรกล่าว
ปชน.ชี้ รฐน.ใหม่ ไม่ใช่ยาวิเศษ แต่คือโอกาสที่การเมืองตอบโจทย์ประชาชน
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ในฐานะผู้เคลื่อนไหว รณรงค์ประชามติ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญระบุว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีระบบที่ไม่ตอบโจทย์ประชาธิปไตยและการทุจริตเรื้อรัง
โดยอยากชวนทุกคนถามตัวเองว่าตลอดเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา พอใจกับระบบการเมืองนี้หรือไม่ ? พรรคประชาชนเห็นว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันนำพาประเทศไปสู่ระบบที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ทำให้ประชาธิปไตยอ่อนแอลงและทุจริตเรื้อรัง โดยชี้ให้เห็นถึงปัญหาดังนี้
1.ประชาธิปไตยอ่อนแอ : สถาบันการเมืองยึดโยงกับประชาชนน้อยลง มี “สส.งูเห่า” ที่ย้ายพรรคโดยไม่ขออนุญาตประชาชน มี สว. ที่มีอำนาจสูงมากแต่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง มีศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระที่ขยายขอบเขตอำนาจแต่ขาดความยึดโยงกับประชาชน ในมุมหนึ่งสิทธิเสรีภาพได้รับการคุ้มครองน้อยลง มีผู้ปกครองที่ต้องควรักเงินจ่ายให้ลูกหลานได้มีการศึกษาที่มีคุณภาพ โครงการในพื้นที่รับฟังความเห็นประชาชนพอเป็นพิธี มีนักวิชาการและสื่อถูกทุนใหญ่ฟ้องปิดปาก
2.การปราบโกงล้มเหลว : เคลมว่าเป็นฉบับปราบโกง แต่ดัชนีคอร์รัปชั่นไทยตกต่ำสุดในรอบ 10 ปี เพราะประชาชนตรวจสอบองค์กรอย่าง กกต., สตง., ป.ป.ช. ไม่ได้เหมือนอดีต
3.การครอบงำ : องค์กรอิสระเสี่ยงต่อการถูกครอบงำโดยกลุ่มการเมือง เพราะรัฐธรรมนูญระบุให้ สว. (ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง) เป็นคนชี้ขาดเลือกคนเข้าไปนั่งเป็นกรรมการองค์กรอิสระเหล่านั้น ถ้า สว. ไปตั้งคนเข้าไปในองค์กรอิสระ แล้วคนเหล่านั้นจะกล้าตรวจสอบกลุ่มการเมืองที่สนับสนุนเขามาหรือไม่ หากกลุ่มนั้นเป็นรัฐบาล
“การแก้ไขรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ใช่ยาวิเศษ ไม่ได้ทำให้การค้าขายดีขึ้นทันที ไม่ได้ทำให้การโกงหมดไปจากประเทศนี้ทันที แต่มันคือโอกาสที่จะร่วมกันออกแบบระบบการเมืองที่ตอบโจทย์ประชาชน เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น และปราบโกงได้จริงมากกว่าเดิม 8 กุมภาพันธ์นี้ กาเห็นชอบครับ” นายพริษฐ์กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : 3 พรรคใหญ่ หนุนแก้รัฐธรรมนูญ ชี้ต้นตอปัญหาประชาธิปไตย-คอร์รัปชั่นไทย บนเวทีดีเบต “มติชน”
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net