ท่องเที่ยวไทย ถึงจุดชี้ชะตา เสี่ยงเสียแชมป์หลังเวียดนามรุกหนักชิงเค้กตลาดโลก
TTF 2026 สะท้อนภาพวิกฤตความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวไทย หลังตัวเลขนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 2568 หดตัวสวนทางคู่แข่งในภูมิภาค นักลงทุนจี้รัฐและเอกชนเร่งปรับยุทธศาสตร์ กระจายการพัฒนาสู่เมืองรองเพื่อสร้างจุดขายใหม่หนีการแข่งขันราคา ผู้เชี่ยวชาญเตือนไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างพื้นฐานและยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยเพื่อรับมือกระแสการเปลี่ยนแปลงระดับโลก
23 มกราคม 2569 - อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทยกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อข้อมูลล่าสุดระบุว่าไทยอาจกำลังสูญเสียความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศคู่แข่งในภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะเวียดนามที่มีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคและปัจจัยกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ ในงานสัมมนา Thailand Tourism Forum (TTF) 2026 ครั้งที่ 15 ภายใต้ธีม "A World of Change" ผู้นำด้านการลงทุนและผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมต่างออกมาส่งสัญญาณเตือนให้ไทยเร่งปรับตัวก่อนที่จะสูญเสียสถานะผู้นำด้านการท่องเที่ยวในเอเชียแปซิฟิก
สถิติสะท้อนวิกฤต: ไทยถอยหลัง เวียดนามรุกฆาต
จากรายงานข้อมูล Snapshot ท่องเที่ยวไทยในปี 2568 พบว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศมีจำนวน 32.97 ล้านคน ซึ่งลดลงถึง 7.2% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ส่งผลให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลงมาอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านบาท หรือหดตัวลง 4.2% ในขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามกลับมีอัตราการเติบโตของนักท่องเที่ยวสูงถึง 20.4%
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้เวียดนามก้าวขึ้นมาเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวคือการเดินหน้าพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเชิงรุก โดยปัจจุบันเวียดนามมีแผนสร้างสนามบินเพิ่มเป็น 12 แห่ง และเร่งโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมต่อทั่วประเทศ นอกจากนี้ เวียดนามยังมีจำนวนห้องพักที่จดทะเบียนรวมกว่า 780,000 ห้อง ซึ่งสูงกว่าประเทศไทยที่มีประมาณ 704,000 ห้อง (เฉพาะที่จดทะเบียนเป็นโรงแรม) สะท้อนให้เห็นถึงแผนยุทธศาสตร์ระยะยาวในการชิงส่วนแบ่งตลาดการท่องเที่ยวระดับโลก
ทัศนะจากผู้นำธุรกิจ: "กลยุทธ์" สำคัญกว่า "ขนาด"
นายบิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks ได้ให้มุมมองที่น่าสนใจถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า "อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังอยู่บนจุดตัดสินเชิงกลยุทธ์ ที่วันนี้ ‘กลยุทธ์’ สำคัญกว่าการวัดกันที่ขนาด นี่ไม่ใช่ช่วงฟื้นตัวอีกต่อไป แต่เป็นช่วงชี้ชะตา เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกแล้ว การตัดสินใจในตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดอีกสิบปีข้างหน้า"
สอดคล้องกับความเห็นของ นายภูมิ จิราธิวัฒน์ ผู้บริหารจาก Central Group Capital และ Central Pattana ที่มองว่าแม้ไทยจะยังมีศักยภาพในเชิงวัฒนธรรมที่ลึกซึ้ง แต่ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ทำให้การลงทุนต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น โดยนายภูมิเสนอแนวทางว่าไทยจำเป็นต้องสร้าง "สินค้าและประสบการณ์มูลค่าสูง" เพื่อดึงดูดตลาดโลก แทนการพึ่งพาสินค้าเดิมๆ
ทางรอด: กระจายตัวสู่เมืองรองและยกระดับมาตรฐาน
เพื่อรับมือกับการแข่งขันที่รุนแรง ที่ประชุม TTF 2026 ได้สรุปแนวทางการปรับตัวที่สำคัญสำหรับปี 2569 ไว้ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่:
- การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเชิงยุทธศาสตร์: เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันระดับภูมิภาค
- การยกระดับมาตรฐานความปลอดภัย: เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักในการเลือกจุดหมายปลายทาง
- การส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเมืองรอง (2nd & 3rd-tier destinations): เพื่อตอบสนองเทรนด์การเดินทางแบบหาประสบการณ์ใหม่ (Experiential Travel)
นายภูมิยังได้ยกตัวอย่างพื้นที่ที่มีศักยภาพแต่ยังไม่ถูกพัฒนาอย่างเต็มที่ เช่น ภาคอีสาน ที่มีเสน่ห์ทางวัฒนธรรมและอาหาร และ จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีแนวชายฝั่งธรรมชาติยาวหลายร้อยกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่เหล่านี้สามารถพัฒนาเป็นจุดขายใหม่เพื่อลดความแออัดจากหัวเมืองหลักอย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต และสมุย
แนวโน้มปี 2569: ความหวังจากตลาดจีน
แม้ภาพรวมจะมีความท้าทาย แต่ในมุมของตลาดนักท่องเที่ยวจีนยังคงมีสัญญาณบวก โดยคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนจะเริ่มกลับมาฟื้นตัวในปี 2569 ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนจากความรู้สึกด้านความปลอดภัยที่ดีขึ้น และการจัดกิจกรรมขนาดใหญ่ (Ecosystem readiness & Demand generators) เช่น คอนเสิร์ตระดับโลกและอีเวนต์ระดับนานาชาติที่จะช่วยดึงดูดเม็ดเงินเข้าประเทศ