โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทำไมประเทศเวเนซุเอลาจึงยากจน?

สยามรัฐ

อัพเดต 26 นาทีที่แล้ว • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

คุยเฟื่องเรื่องต่างประเทศ/ดร.วิวัฒน์ เศรษฐช่วย

เป็นไปได้อย่างไรที่ถึงแม้ว่าเวเนซุเอลาจะเป็นประเทศที่มีน้ำมันเป็นทรัพยากรธรรมชาติในประเทศมากกว่า ซาอุดีอาระเบีย อิหร่าน แคนาดา อิรัก หรือรัสเซีย และสหรัฐอเมริกา ก็ตาม แต่เพราะเหตุใดเวเนซุเอลากลับกลายเป็นประเทศที่ยากจน ทั้งนี้ยังมีคำถามที่หลายๆ คนต้องการจะทราบว่า เพราะเหตุใดและเพราะอะไรประเทศเวเนซุเอลาจึงกลับกลายเป็นประเทศที่ยากจน ทั้งๆ ที่เป็นประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติน้ำมันมากที่สุดในโลก!!!

ประการแรก: เมื่อปี ค.ศ. 2020 นับตั้งแต่ “ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร” สามารถผนึกกำลังรวบรวมอำนาจเข้าไปนั่งบริหารเวเนซุเอลาได้อย่างเบ็ดเสร็จในระบอบเผด็จการ ซึ่งขณะนั้นกระทรวงยุติธรรมของสหรัฐฯ ตั้งข้อกล่าวหาว่า ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร เป็นผู้นำของ “กลุ่มคาร์เทล” ที่ทำลายระบอบประชาธิปไตย นับว่าสหรัฐฯ เริ่มวางแผนที่จะโค่นล้มอำนาจของเขานับแต่นั้นเป็นต้นมา ที่ผ่านมาเมื่อเดือนกรกฎาคม ของปี ค.ศ. 2025 “สำนักงานควบคุมทรัพย์สินต่างประเทศของสหรัฐฯ” ออกมากล่าวประกาศคว่ำบาตรต่อกลุ่มคาร์เทลของประธานาธิบดีมาดูโร และในเดือนสิงหาคมรัฐบาลสหรัฐฯ ก็ประกาศเพิ่มรางวัลนำจับประธานาธิบดีมาดูโร เป็นเงินถึง 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว ทั้งนี้รัฐบาลสหรัฐฯ เชื่อว่ากลุ่มของประธานาธิบดีมาดูโร คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังบรรดาองค์กรอาชญากรรมทั้งในเวเนซุเอลาและนานาชาติ

ประการที่สอง: การเมืองของเวเนซุเอลาขาดซึ่งเสถียรภาพเริ่มตั้งแต่ยุคสมัยของ “ประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ” ที่ครั้งนั้นเกิดวิกฤตเงินเฟ้ออย่างรุนแรง เกิดการขาดแคลนอาหาร แถมบ้านเมืองยังเต็มไปด้วยอาชญากรรม จนทำให้ประธานาธิบดีชาเวซ ต้องออกมาประกาศสงครามเศรษฐกิจ สืบเนื่องมาจากการผลิตน้ำมันลดลงมากเป็นประวัติการณ์ และภายหลังการเสียชีวิตของประธานาธิบดีชาเวซในปี 2013 ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ก็ก้าวเข้าไปรับช่วงต่อ โดยเขาต้องเผชิญกับการบริหารประเทศที่อยู่ในสภาวะเงินเฟ้อ และการขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคเป็นอย่างมาก โดยปี ค.ศ. 2014 ความยากจนได้เพิ่มขึ้นจนถึงขั้นรุนแรง ตามติดมาด้วยภาวะเศรษฐกิจถดถอยและอัตราเงินเฟ้ออยู่ที่ 14.2% นอกจากนั้นดูเหมือนว่าประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ยังดำเนินนโยบายผิดพลาดทางด้านเศรษฐกิจ ที่ปล่อยให้สหรัฐฯ ใช้นโยบายคว่ำบาตรต่อน้ำมันของรัฐบาลเวเนซุเอลา การบริหารจัดการด้านน้ำมันเชื้อเพลิงที่เป็นรายได้หลักเพียงอย่างเดียวก็ดำเนินอย่างผิดพลาดด้วยเช่นกัน จนมีผลทำให้รายได้ไม่เพียงพอต่อการนำไปใช้พัฒนาประเทศด้านอื่นๆ อีกด้วย!!!

ทั้งนี้ในเดือนพฤศจิกายน ปี ค.ศ. 2022 ดูเหมือนว่ามาตรการคว่ำบาตรได้รับการผ่อนปรน โดยกระทรวงการคลังของสหรัฐฯ ยกเว้นให้เวเนซุเอลากลับมาส่งน้ำมันออกให้แก่บริษัท “เชฟรอน” (Chevron) ทว่าน้ำมันดิบเวเนซุเอลาเป็นส่วนใหญ่ที่ส่งออกนอกประเทศจะสามารถส่งออกได้มากถึง 68% ก็ตาม แต่สหรัฐฯ สั่งน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาเพียง 23% เท่านั้น นอกนั้นสหรัฐฯ สั่งน้ำมันดิบจากแคนาดาถึง 51%

ประการที่สาม: รายได้ที่เวเนซุเอลาได้รับจากการส่งออกน้ำมัน กลับนำไปใช้ทางด้านสังคมมากเกินไป แถมราคาน้ำมันที่เคยพุ่งสูง ก็ยังร่วงลงต่ำสุด โดยเมื่อปี ค.ศ. 2023 รายได้จากน้ำมันของเวเนซุเอลามีอยู่แค่เพียง 4 พันล้านดอลลาร์ เท่านั้น และหากจะเปรียบเทียบกับรายได้จากการส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียกันดูแล้วจะเห็นได้ว่ารายได้การส่งออกน้ำมันของซาอุดีอาระเบียมีมากถึง 181 พันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว

ประการที่สี่: เห็นได้ค่อนข้างชัดเจนว่า ในยุคสมัยของประธานาธิบดีฮิวโก ชาเวซ และประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ต่างก็ยึดเอาอุตสาหกรรมทางด้านน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลักใหญ่ในการหารายได้เข้าประเทศ จึงเป็นผลทำให้บรรดานักลงทุนต่างหนีแยกย้ายไปต่างประเทศ ทำให้ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนลดน้อยลงไปเรื่อยๆ แถมยังมีปัญหาเงินเฟ้อรุมเร้า อาทิเช่น ในปี ค.ศ. 2016 เวเนซุเอลามีอัตราเงินเฟ้อเพิ่มถึง 800%

ประการที่ห้า: ปัญหาการคอร์รัปชันมีแพร่หลายกระจายไปในทุกๆ ระดับและทุกๆ ภาคส่วนจนยากต่อการแก้ไข และ ประการที่หก: เกิดสมองไหล โดยผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญต่างอพยพหลบหนีออกนอกประเทศ อาทิเช่น แห่อพยพไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นต้น และเนื่องจากเวเนซุเอลา ขาดความปลอดภัยและประชาชนไม่สามารถฝากความหวังในระบอบเผด็จการภายใต้ความควบคุมของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร จึงมีผลทำให้ในปี ค.ศ. 2025 ชาวเวเนซุเอลาตัดสินใจอพยพออกนอกประเทศมากถึง 6.8 ล้านคน จากจำนวนประชากรทั้งหมด 29.9 ล้านคน ที่ส่วนใหญ่ต่างอพยพเป็นผู้ลี้ภัยเข้าสู่สหรัฐอเมริกา จากข้อมูลของสำนักหยั่งเสียง “Pew Research” เปิดเผยออกมาว่า ในช่วงห้าปีชาวเวเนซุเอลาอพยพเข้าสู่สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นถึงสองเท่าตัว โดยปี ค.ศ. 2024 ชาวเวเนซุเอลาเข้าไปอาศัยในสหรัฐฯ ถึง 1.2 ล้านคน และในขณะนี้ก็มีชาวเวเนซุเอลาพำนักอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ เป็นจำนวนมากในอันดับที่ 9 จากจำนวน 33 ประเทศในแถบลาตินอเมริกา อีกทั้งชาวเวเนซุเอลายังมีโอกาสได้รับสิทธิพิเศษทางด้านเป็นผู้ลี้ภัยที่เข้าไปพำนักอาศัยอยู่ในสหรัฐฯ อีกด้วย

คราวนี้ผมขอเสริมความคิดเห็นของชาวอเมริกันและนักการเมืองในสภาคองเกรสสักเล็กน้อยในเรื่องราวเกี่ยวกับการที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” ออกคำสั่งให้เข้าไปจับกุมตัวประธานาธิบดีมาดูโร และภรรยา ไปยังกรุงนิวยอร์ก!!! ทั้งนี้ชาวอเมริกันและบรรดานักการเมืองสหรัฐฯ มีความคิดเห็นที่แบ่งออกเป็นสองฝักสองฝ่าย จากการหยั่งเสียงของ “สำนักข่าวรอยเตอร์” เมื่อวันที่ 5 มกราคม 2026 ในทำนองที่ว่า สมาชิกในค่ายพรรครีพับลิกัน 60% เห็นด้วยกับนโยบายของประธานาธิบดีทรัมป์ แถมชาวอเมริกันที่เป็นฐานเสียงผู้นิยมชมชอบสังกัดอยู่ในพรรครีพับลิกันทั่วประเทศ 60% ต่างออกมาแสดงความคิดเห็นว่าประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการน้ำมันจากเวเนซุเอลา ส่วนนักการเมืองของพรรคเดโมแครตกลับเห็นต่าง โดย 63% ต่อต้านไม่เห็นด้วยต่อปฏิบัติการทางด้านทหาร โดยพวกเขาออกมาโจมตีในทำนองที่ว่า “ประธานาธิบดีทรัมป์ต้องการน้ำมัน” โดยมีชาวอเมริกันฐานเสียงสังกัดพรรคเดโมแครตก็เห็นพ้องกับข้อคิดเห็นในทิศทางเดียวกันกับนักการเมืองในสภาคองเกรส ส่วน “ประธานสภา ไมค์ จอห์นสัน” แน่นอนว่าเขาออกมาแสดงความคิดเห็นสอดคล้องเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับประธานาธิบดีทรัมป์ ส่วน “วุฒิสมาชิกชัค ชูเมอร์” ผู้นำของพรรคเดโมแครต คิดเห็นตรงกันข้ามอย่างสิ้นเชิง โดยเขาได้ออกมาแสดงความคิดเห็นและโจมตีอย่างรุนแรงว่า “การที่ประธานาธิบดีทรัมป์ตัดสินใจโค่นล้มรัฐบาลของเวเนซุเอลาภายใต้การบริหารของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ถือเป็นการกระทำที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง”

กล่าวโดยสรุปทั้งนี้และทั้งนั้นหลังจากที่ “ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร” พร้อมด้วยภรรยาถูกจับกุมและนำตัวส่งไปยังกรุงนิวยอร์ก จนมีผลทำให้อนาคตของเขาไม่มีความแน่นอน โดยมีประเด็นใหญ่ๆ แพร่กระจายในทำนองที่ว่า เขาอาจจะถูกจำคุกตลอดชีวิต อีกทั้งการที่ทหารของสหรัฐฯ เข้าไปควบคุมสถานการณ์ในเวเนซุเอลา มองๆ ไปแล้วก็ไม่มีความแน่นอนว่า จะสามารถปฏิบัติการได้ยาวนานเพียงใด แต่น่าแปลกที่กลับปรากฏให้เห็นว่าชาวเวเนซุเอลาถึง 98% มีความรู้สึกพึงพอใจในการที่ “ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์” เข้าไปโค่นล้มอำนาจในระบอบเผด็จการของประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ส่วนปัญหาด้านความยากจน ซึ่งถือเป็นปัจจัยหลักที่ส่วนใหญ่แล้วชาวเวเนซุเอลาจะทำใจยอมรับ ซึ่งอาจจะมาจากความด้อยโอกาสและรากเหง้าของคอร์รัปชันฝังรากลึกจนยากที่จะแก้ไขละครับ.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...