“ซิไปหวังอี่หยัง เขาเฮ็ดเป็นพิธีซื่อๆ” พิธีกรรม ‘ป่อนบัตรเลือกตั้ง’ ผลัดใบผู้นำลาว ถ่วงดุลพี่น้องคอมมิวนิสต์จีน-เวียดนาม
“มันบ่คือกับประเทศไทย เพราะว่าลาวมีพรรคเดียว นโยบายเพื่อหาเสียงจึงบ่มี เพราะผู้สมัครบ่ต้องแข่งขันอี่หยัง”
เสียงจากชาวลาวคนหนึ่งที่สะหวันนะเขต เพียงพอแล้วที่จะตอบคำถามถึงความสำคัญของการเลือกตั้งที่ สปป.ลาว เมื่อวันที่ 22 ก.พ. ที่ผ่านมา
การเลือกตั้งที่ลาวในปีนี้ ยังอยู่ภายใต้ระบบพรรคเดียวเหมือนเดิม ผู้สมัครทุกคนลงพื้นที่เพื่อแนะนำตัวตามแนวทางของพรรค
แม้ไม่มีการแข่งขันเรื่องนโยบาย แต่การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นต้นทางสู่การคัดสรรผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญของประเทศ วันนี้สำนักข่าวทูเดย์ จะพาข้ามแม่น้ำโขงไปสังเกตการณ์การเลือกตั้งที่ สปป.ลาว ที่ถูกมองว่า ทุกอย่างถูกกำหนดไว้แล้ว เชื่อมโยงผลประโยชน์ภายในของคนบางกลุ่ม กับ ถ่วงดุลภายนอกของเวียดนามและจีน
หมายเหตุ: ชื่อที่ใช้ทั้งหมดเป็นนามสมมติ ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัยของผู้ให้ข้อมูล
[นโยบายไม่จำเป็น เพราะมีพรรคเดียว]
“บ่มี ข้อยบ่เคยรู้จักนโยบายของเพิ่น เพิ่นก็บ่ได้มาเว้าเรื่องนโบบาย มีแต่แนวทางของพรรค เพิ่นก็เว้าไปตามแนวทางของพรรคซื่อๆ” ท้าว จันทะสอน ชาวบ้าน อยู่นะคอนไกสอนพมวิหาร แขวงสะหวันนะเขต
เขาบอกเล่าประสบการณ์การติดตามข่าวการเมืองในลาวมาอย่างใกล้ชิด แต่ยังไม่เคยรับรู้ว่านโยบายของพรรคประชาชนปฏิวัติลาว และเป้าหมายในการบริหารประเทศของรัฐบาลลาว ว่าเป็นไปในทิศทางใดอันเป็นผลดีต่อประชาชน ซึ่งอาจเป็นข้อสรุปว่า ถึงอย่างไรการเลือกตั้งที่ลาวก็ไม่เหมือนกับประเทศไทย
เขาเล่าอีกว่า ผู้สมัครทุกคนในแต่ละเขตจะลงพื้นที่หาเสียงพร้อมกัน เช่น มีทั้งหมด 20 คน ก็จะมาพร้อมกัน 20 คน ด้วยการแจ้งให้ผู้ใหญ่บ้านและประชาชนในพื้นที่มาต้อนรับและฟังการแนะนำตัว
“ก็ไปเว้าไปแนะนำตัวเองว่า ผู้เกี่ยวนี้มีอาชีพหยัง เฮ็ดหยัง มีประสบการณ์หยัง เรียนมาแต่ไส คือร้องเพลง พอฮอดโมงกินข้าวก็กินข้าว คันว่าเพิ่นจะลงไปหมู่บ้านนี้ เขาก็จะแจ้งนายบ้าน (ผู้ใหญ่บ้าน) ก่อน นายบ้านก็ตระเตรียมดอกดาวเรือง หมากไม้ มาต้อนรับ” ท้าวจันทะสอน อธิบายรายละเอียด
[พิธีกรรมว่าด้วยการป่อนบัตรเลือกตั้ง]
“ซิไปหวังอี่หยัง นำการเมืองที่ถูกกำหนดไว้แล้ว อยู่ลาว เขาเลือกตั้ง เขาเลือกอยู่สภาได๋ ส่วนที่ว่าให้ประชาชนไปป่อนบัตร (หย่อนบัตร) เขาเฮ็ดเป็นพิธีซื่อๆ” ท้าว มีไซ เจ้าหน้าที่รัฐ อยู่นะคอนหลวงเวียงจัน เล่าถึงการเลือกตั้งในลาว ที่ไม่ได้นำมาสู่การมีส่วนร่วมของประชาชน
ป้ายเชิญชวนให้ประชาชนไปใช้สิทธิป่อนบัตรเลือกตั้ง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของกองประชุมใหญ่ผู้แทนทั่วประเทศ ครั้งที่ 12 (ที่มา : Konlaphat Siri)
ท้าว บุนทง เจ้าหน้าที่รัฐอีกท่านหนึ่งให้ข้อมูลว่า การจัดการเลือกตั้งลาว ในวันที่ 22 ก.พ. 2569 ทางการจัดให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ ใบแรกเพื่อให้ประชาชนขีดบัตรเลือกสมาชิกสภาแห่งชาติ ชุดที่ 10 (สสช.) ส่วนอีกใบ สำหรับขีดเลือกสมาชิกสภาประชาชนขั้นแขวง ชุดที่ 5 (สสข.)
สำหรับผลการเลือกตั้ง คาดว่าจะมีการเปิดเผยในเดือน มี.ค. 2569 จากนั้นจะนำไปสู่การคัดสรรประธานสภาแห่งชาติ นายกรัฐมนตรี ประธานประเทศ เลขาธิการพรรค และคณะกรรมการกลาง
ท้าว บุนทง บอกอีกว่า “ตามแผน เพิ่นซิให้สะเหลิมไซ ขึ้นแทน สอนไซ โดยจะให้ สสช. ไปโหวตพอเป็นพิธีซื่อๆ แต่ว่าผู้เพิ่นซิเอา เพิ่นมีแล้ว กรรมการพรรค พวกกรมการเมือง พวก Polisburo เพิ่นตกลงกันแล้ว”
ที่ผ่านมา ท้าว มีไซ สนใจติดตามข่าวการเมืองในไทย เพราะอยู่ลาวไม่ค่อยได้รับการพูดถึง เขาบอกว่า แม้แต่การเข้าถึงข่าวสารทางการเมือง ยังถูกจำกัด ส่วนเรื่องการมีสิทธิมีเสียงที่แท้จริง ในการเลือกผู้แทน จึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก
“ข้อยติดตามการเมืองไทย แต่ลาวบ่ได้ติดตาม เพราะว่าเพิ่นประชาสัมพันธ์น้อย เฮาบ่รู้จัก บ่เคยเห็นหน้า เลือกตั้ง 22 ข้อยหาก็รู้” ท้าว มีไซ กล่าวด้วยน้ำเสียงและสีหน้าผิดหวัง
คูหาเลือกตั้งแห่งหนึ่งอยู่นะคอนหลวงเวียงจัน ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 (ที่มา : Konlaphat Siri)
[ขีดเลือกไม่พอ ต้องขีดฆ่าด้วย แนวทางกาบัตรเลือกตั้งลาว]
นาง ไก่คำ ชาวนะคอนหลวงเวียงจัน บอกว่า การป่อนบัตรเลือกตั้งอยู่ลาว มักจัดอยู่ห้องว่าการหมู่บ้าน สำนักงานรัฐ วัด หรือโรงเรียน สำหรับผู้ที่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งส่วนมากเป็นพนักงาน-เจ้าหน้าที่รัฐ สามารถอ่านออกเขียนได้ และมีความเข้าใจรูปแบบการขีดบัตร
สำหรับการขีดบัตรในลาว แต่ละเขตก็จะแตกต่างกันไป เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาแห่งชาติ ชุดที่ 10 นะคอนหลวงเวียงจัน มีผู้สมัคร 25 คน เลือกเอา 19 คน ให้ขีดออก 6 คน
ส่วนการเลือกตั้งสมาชิกสภาประชาชนนะคอนหลวงเวียงจัน ชุดที่ 5 ประจำเขตเมืองจันทะบุรี มีผู้สมัคร 7 คน เลือกเอา 5 คน ให้ขีดออก 2 คน ทั้งนี้ ถ้าหากขีดออกเกินจำนวนที่แต่ละเขตกำหนด ก็จะมีผลให้บัตรเลือกตั้งนั้นเป็นโมฆะ
ตัวอย่างวิธีขีดบัตรเลือกตั้ง สมาชิกสภาแห่งชาติ ชุดที่ 10 (ที่มา: กระทรวงป้องกันความสงบ)
“โอ้ย คือว่าเขาเอาบัตรมา บอกให้เฮาขีด เฮาก็ขีดตามเขาบอก เขาเอาคนนี้ๆ เขาก็บอกเฮาเนาะ เฮาบ่ได้เลือกเอง” นาง ไก่คำ บอกเล่าประสบการณ์ที่ตนเองเคยพบเจอ
ท่าน นาง วาลี เวดสะพง เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2569 (ที่มา : Valy Vsp)
ในการทำงานของสมาชิกสภาแห่งชาติชุดที่แล้ว ท้าว จันทะสอน บอกว่า ตนชื่นชอบ ท่าน นาง วาลี เวดสะพง อดีตสมาชิกสภาแห่งชาติ เขตเลือกตั้งที่ 1 นะคอนหลวงเวียงจัน “เพิ่นเว้าตรงไปตรงมา ประชาชนมักหลาย แต่สมัยนี้เพิ่นบ่ได้ลงสมัคร”
ท่าน นาง วาลี ซึ่งไม่ได้ลงสมัครสมัยนี้ เปิดเผยสาเหตุผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “บ่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้งต่ออีกสมัย เพื่อขอเวลาพัก และเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่เข้ามารับใช้ชาติ แต่ยังคงพร้อมมีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคมในบทบาทอื่น และเชื่อมั่นว่าประเทศจะพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นด้วยความสามัคคี”
ขณะที่ ชาวลาวหลายคนออกมาแสดงความเห็นผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า เป็นเพราะ ท่าน นาง วาลี วิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงานรัฐ อาจเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอไม่ได้ลงสมัครเป็นผู้แทนต่อในสมัยนี้
“นักธุรกิจ ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค เพิ่นเป็น สสช. ในนามภาคธุรกิจ ถ้าหากตัวแทนภาคธุรกิจมาร่วม แล้วมีผลเสียงต่อการเมืองของเพิ่น เขาเลยไม่ให้มาร่วมในครั้งต่อไป” ท้าว จันทะสอน กล่าว
ท่าน บุนเที่ยง ลัดตะนะวง ลงพื้นที่แนะนำโตให้ประชาชนได้รู้จัก (ที่มา : หนังสือพิมพ์เศรษฐกิจ-การค้า)
สำหรับสมัยนี้ ท่าน บุนเที่ยง ลัดตะนะวง ประธานสมาคมธุรกิจกสิกรรมลาว และประธานสมาคมธุรกิจบริการจัดหางานลาว ได้ลงสมัครสมาชิกสภาแห่งชาติ เขตเลือกตั้งที่ 1 นะคอนหลวงเวียงจัน เบอร์ 25 ลงสมัครด้วยโควต้าสภาการค้าและอุตสาหกรรมแห่งชาติลาว
ท่าน บุนเที่ยง เป็นนักธุรกิจชาวลาวที่มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักของแรงงานลาวที่ต้องการเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ และการผลักดันสินค้าลาวให้เป็นที่รู้จัก โดยการเลือกตั้งครั้งนี้ เขาชูนโยบายเน้นแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน ซึ่งก็ได้รับความสนใจจากชาวลาวพอสมควร
ท้าว จันสะหมอน บอกว่า ลาวอนุญาตให้ภาคธุรกิจส่งผู้แทนได้ตามสัดส่วนที่กำหนด “เพิ่นจะทดลองแต่ละชุดว่า ถ้าภาคธุรกิจเอกชนนี้มาร่วมเป็น สสช. นำ เพิ่นจะมีผลแนวใด ถ้าเฮ็ดแล้วว่ามีผลกระทบต่อระบบการเมืองของเพิ่น เพิ่นก็บ่ให้สมัครต่อ”
ในการเลือกตั้งครั้งนี้ มีผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั่วประเทศ 4,764,384 คน โดยพื้นที่ที่มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมากที่สุดคือ แขวงสะหวันนะเขต 723,129 คน รองลงมาคือ นครหลวงเวียงจันทน์ 679,952 คน และแขวงจำปาสัก 457,302 คน
ก่อนหน้านี้ ในการเลือกตั้งปี 2564 สมาชิกสภาแห่งชาติของลาวมี 164 ที่นั่ง แต่สำหรับปีนี้ เพิ่มขึ้นเป็น 174 ที่นั่ง ตามสัดส่วนของจำนวนประชากร
[ผลประโยชน์ภายใน กับ ถ่วงดุลภายนอก]
“มีความเป็นไปได้ว่า สะเหลิมไซ กมมะสิด อาจจะมาแทน แต่สอนไซ สีพันดอน จะหลุดไปอยู่ไหน เป็นกระบวนการต่อรอง” อดิศร เสมแย้ม ผู้เชี่ยวชาญด้านลาวและอินโดจีน สังกัดสถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความเป็นไปได้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงดำแหน่งนายกรัฐมนตรีของลาว
แผนผังกรรมการกรมการเมืองศูนย์กลางพรรค สมัยที่ 11 (ที่มา : กรมการเมืองศูนย์กลางพรรค)
เขากล่าวต่อว่า “สะเหลิมไซ กมมะสิด อาจสร้างภาพลักษณ์และความมั่นใจให้แก่คนลาว ด้วยบุคลิกที่สากล เคยอยู่กระทรวงการต่างประเทศ มีความเป็นมืออาชีพ เป็นเทคโนแครต ซึ่งอาจช่วยให้ประเทศขับเคลื่อนไปได้ ภายใต้ตัวเลือกที่จำกัด
อดิศร ยังวิเคราะห์อีกว่า นอกจากการตกลงกันของผู้นำระดับสูงของลาวแล้ว การจะแต่งตั้งบุคคลใดมาดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ ประธานประเทศ และนายกรัฐมนตรี จะต้องให้ความสำคัญกับการถ่วงดุลภายนอกคือเวียดนามและจีน ในฐานะพี่น้องพรรคคอมมิวนิสต์ด้วยกัน
“เขาต้องมองคนที่มีลักษณะสอดคล้องกับนโยบายของตนเอง เพราะถ้าไม่สอดคล้อง เขาก็จะบอกผ่านปีกในพรรคของเขา ก็จะรู้แล้วว่าใครจะได้ขึ้น” อดิศร กล่าว
ทางด้านเจ้าหน้าที่ลาว และประชาชนชาวลาวจำนวนหนึ่ง ต่างก็รับรู้ข่าวสารตรงกันว่า อาจมีการกำหนดให้ ท่าน ทองลุน สีสุลิด จากเดิมที่ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการใหญ่ (อำนาจสูงสุดสายพรรค) และ ประธานประเทศ (อำนาจสายรัฐ) จะดำรงตำแหน่งแต่เพียงเลขาธิการใหญ่เท่านั้น และให้ ท่าน ไซสมพอน พมวิหาน ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานประเทศแทน
ส่วนท่าน สอนไซ สีพันดอน จากเดิมที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี จะถูกปรับเปลี่ยนเป็น รองประธานประเทศ ซึ่งมีบทบาทน้อยลง และให้ ท่าน สะเหลิมไซ กมมะสิด ขึ้นมาดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีแทน
ทั้งนี้ เป็นเพียงกระแสข่าวที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาก่อนเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
[เลือกตั้งที่ (ไม่) นำไปสู่ความหวัง]
“เสาร์นี้ (21 ก.พ.) น้องจะกลับบ้าน ไปป่อนบัตรเนาะ บ้านน้องอยู่อุดมไซพุ้น ไปใช้สิทธิ เผื่อจะได้ผู้แทนคนใหม่” ท้าว สำลาน พนักงานขับรถรับส่งสาธารณะ อยู่นะคอนหลวงเวียงจัน บอกถึงความตั้งใจของตนในการเดินทางกลับบ้านเกิด เพื่อไปเลือกตั้ง
เขาบอกอีกว่า ถึงแม้คนส่วนมากจะรับรู้ตรงกันว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ อาจถูกกำหนดไว้แล้ว และไม่ได้เป็นไปตามความตั้งใจของประชาชน แต่การเลือกตั้งก็ได้กลายเป็นหนทางเดียว ที่เขาจะแสดงออกถึงสิทธิที่ตนพึงมี ท่ามกลางความหวังอันน้อยนิด
ข้อความกลางตลาดเจ้าอนุวงศ์ ความว่า “เชิดชูสติเป็นเจ้าของชาติ นำใช้สิทธิ และปฏิบัติหน้าที่ของพลเมืองลาวอย่างครบถ้วน” (ที่มา : Konlaphat Siri)
เมื่อหีบถูกปิดลงในช่วงเย็นของวันที่ 22 ก.พ. เจ้าหน้าที่ค่อยๆ ทยอยเก็บโต๊ะ เก้าอี้ แกะรายชื่อผู้สมัครออกจากบอร์ด ยกเครื่องของและหีบบัตรขึ้นรถ เพื่อไปเก็บไว้ที่สำนักงาน
และในเย็นเดียวกันนี้ ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติอย่างที่เคยเป็น ไม่มีการนับคะแนน ไม่มีการประกาศผล และไม่มีใครพูดถึง ทุกอย่างเป็นอย่างที่เคยเป็น ราวกับการเลือกตั้งไม่ได้เกิดขึ้น