โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

9 มิถุนายน 2489: รัชกาลที่ 8 สวรรคต

The Momentum

อัพเดต 08 มิ.ย. 2565 เวลา 18.26 น. • เผยแพร่ 08 มิ.ย. 2565 เวลา 23.00 น. • THE MOMENTUM TEAM

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2489 ถือเป็นวันสวรรคตของ ‘พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล’ หลังทรงครองราชย์เป็นเวลา 12 ปี กับอีก 99 วัน ซึ่งต่อมาภายหลัง เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ ปวงชนชาวไทยจึงมีการยึดถือวันดังกล่าวของทุกปีเป็น ‘วันอานันทมหิดล’

วันที่ 2 มีนาคม 2478 ในหลวงรัชกาลที่ 7 ทรงสละราชสมบัติ โดยมิได้มีการสมมติเจ้านายพระองค์ใดพระองค์หนึ่งเป็นรัชทายาท จึงทำให้ พระยาพหลพลพยุหเสนา (พจน์ พหลโยธิน) พร้อมคณะรัฐมนตรี ได้ทำจดหมายพิจารณาลงความเห็นชอบต่อสภาผู้แทนราษฎร เพื่ออัญเชิญ ในหลวงรัชกาลที่ 8 ที่ขณะนั้นมีพระชนมายุ 9 พรรษา เสด็จขึ้นครองราชย์ เนื่องจากทรงมีฐานะเป็นเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์พระองค์ที่ 1 ในลำดับพระราชสันตติวงศ์ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบพระราชสันตติวงศ์ ปี 2467 โดยวันที่ 25 มีนาคม 2478 ทรงได้รับการเฉลิมพระนามใหม่ว่า ‘สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล’

อย่างไรก็ดี ช่วงเวลาดังกล่าวในหลวงรัชกาลที่ 8 ยังคงถือเป็นผู้เยาว์ไม่บรรลุนิติภาวะ และยังทรงประทับอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทำให้ต้องมีการแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นเวลา 11 ปี ซึ่งหนึ่งในนั้น คือ ปรีดี พนมยงค์ ก่อนในวันที่ 5 ธันวาคม 2488 จะทรงเสด็จนิวัตกลับพระนครเป็นการถาวร โดยในระหว่างนั้น ยังคงทรงศึกษาในระดับปริญญาเอก สาขานิติศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยโลซานน์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ท่ามกลางความหวังของราษฎรที่กำลังตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดจากเหตุสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่เพิ่งสิ้นสุด

ขณะที่ในหลวงรัชกาลที่ 8 ทรงมีพระชนมายุล่วงเลยถึง 21 พรรษา และกำลังรอคอยพระราชพิธีบรมมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการ อยู่ๆ ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2489 เวลา 09.00 น ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้น เมื่อมีรายงานว่าพระองค์เสด็จสวรรคตภายในห้องบรรทม พระที่นั่งบรมพิมาน ด้วยพระแสงปืนอย่างมีเงื่อนงำ โดยทางคณะแพทย์ผู้ชันสูตรพระศพ 3 ใน 4 ต่างลงความเห็นว่าเป็นการลอบปลงพระชนม์ ส่งผลให้ ชิต สิงหเสนี, บุศย์ ปัทมศริน และเฉลียว ปทุมรส 3 มหาดเล็กคนสำคัญ ที่เฝ้าเวรยามอยู่หน้าห้องบรรทม ณ เวลานั้น ตกเป็นจำเลย เนื่องจากบริเวณนั้นไม่มีผู้ใดอื่น

คดีการสิ้นพระชนม์ของในหลวงรัชกาลที่ 8 ศาลผู้พิเคราะห์คดียังมีการสันนิษฐานไปยัง ปรีดี พนมยงค์ ว่าเป็นผู้บงการมหาดเล็กทั้งสามให้ลอบปรงพระชนม์ ถึงแม้จะไม่มีพยานหรือหลักฐานใดๆ ที่บ่งชี้ชัดเจน แต่ก็ทำให้ปรีดีต้องตัดสินใจลี้ภัยทางการเมืองไปยังประเทศฝรั่งเศส เพราะมีการปลุกปั่นกระแสอยู่เป็นระยะ ซึ่งนักประวัติศาสตร์เห็นว่ามาจากฝีมือขั้วการเมืองฝั่งตรงข้าม ดั่งเหตุการณ์ที่โรงหนังศาลาเฉลิมกรุงที่มีผู้ตะโกนว่าปรีดีเป็นผู้ลอบสังหารในหลวงรัชกาลที่ 8

9 ปีต่อมา ถึงแม้ ชิต สิงหเสนี, บุศย์ ปัทมศริน และเฉลียว ปทุมรส จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาขอพระราชทานอภัยโทษ แต่ก็ไร้ผล ศาลยังคงยืนกรานคำตัดสินเนื่องจากคนที่อยู่หน้าห้องบรรทมมีแค่มหาดเล็กทั้งสาม และเป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะไม่เห็นว่าใครเข้าออกห้องบรรทมเลย ท้ายที่สุดจึงตัดสินลงโทษผู้ต้องหาด้วยการประหารชีวิต โดยส่วนหนึ่งของคำแถลงการณ์ของกระทรวงมหาดไทย ระบุไว้ว่า

“ตามที่ศาลฎีกาได้พิพากษาลงโทษประหารชีวิต ชิต สิงหเสนี, บุศย์ ปัทมศริน และเฉลียว ปทุมรส จำเลยในคดีที่ถูกกล่าวหาว่าประทุษร้ายต่อองค์พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล และจำเลยทั้งสามได้ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกา ขอพระราชทานอภัยโทษนั้น

“บัดนี้ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ยกฎีกาของจำเลยทั้งสามเสีย ทางราชทัณฑ์จึงได้นำตัวจำเลยทั้งสาม ไปประหารชีวิตตามคำพิพากษา ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2498 เวลา 05.00 น. ณ เรือนจำกลางบางขวาง ต่อหน้าคณะกรรมการ ซึ่งประกอบด้วยผู้บัญชาการเรือนจำกลางบางขวาง เป็นประธานกรรมการ, ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี, นายแพทย์ เชื้อ พัฒนเจริญ และหลอม บุญอ่อน รักษาการในตำแหน่งหัวหน้าแผนกควบคุมเรือนจำกลางบางขวาง เป็นกรรมการ ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยเป็นการเสร็จไปแล้ว จึงขอแถลงมาให้ทราบทั่วกัน”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...