1 ปี ตึก สตง.ถล่ม ยังหาคนรับผิดชอบไม่ได้
ผ่านพ้นไปแล้ว 1 ปีเต็มกับโศกนาฏกรรมครั้งรุนแรงที่สุดครั้งหนึ่งของประเทศ เมื่ออาคารสูง 33 ชั้นซึ่งอยู่ระหว่างการก่อสร้างเพื่อเป็นที่ทำการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) แห่งใหม่ พังถล่มลงมาจนราบเป็นหน้ากลองจากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว เหตุการณ์ครั้งนั้นคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 93 ราย บาดเจ็บอีก 8 ราย และยังมีอีก 3 ชีวิตที่สูญหายอย่างไร้ร่องรอย ไม่เพียงแต่ชีวิตของแรงงานที่ต้อง ‘อันตรธาน’ ไปพร้อมกับตัวอาคารอย่างไม่เต็มใจ แต่เงินภาษีของประชาชนมูลค่ากว่า 2,100 ล้านบาท ก็มลายหายไปในพริบตาพร้อมกับเหตุการณ์ในวันนั้นด้วย
นอกจากบาดแผลทางร่างกายและจิตใจของผู้รอดชีวิต เหตุการณ์นี้ยังทิ้งรอยร้าวแห่งความเคลือบแคลงสงสัยให้แก่คนทั้งประเทศ ต่อมาตรฐานการก่อสร้างและคุณภาพวัสดุที่นำมาใช้ในโครงการราคาหลักพันล้าน ความไม่ชอบมาพากลของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องถูกขุดคุ้ยอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริษัทผู้รับเหมาที่มีพฤติการณ์น่าสงสัย ตั้งแต่การเสนอราคาที่ต่ำกว่าราคากลางอย่างผิดปกติ ไปจนถึงรายชื่อกรรมการชาวไทยในบริษัทข้ามชาติที่พบว่า ต่างขาดความรู้และประสบการณ์ด้านงานวิศวกรรม แต่กลับมีชื่อเป็นผู้บริหารบริษัทที่รับงานก่อสร้างระดับเมกะโปรเจกต์ของรัฐ มิหนำซ้ำยังมีการตรวจพบการปลอมแปลงลายเซ็น เพื่อแก้ไขแบบโครงสร้างอาคาร ซึ่งถูกระบุว่า เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตึกพังถล่ม โดยข้อพิรุธทั้งหมดนี้ ล้วนเริ่มต้นจากการร่วมแรงร่วมใจขุดคุ้ยของภาคประชาชนแทบทั้งสิ้น
แน่นอนว่า เหตุวินาศกรรมตึกถล่มครั้งนี้ต้องมีผู้รับผิดชอบและได้รับโทษตามกฎหมายอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง ทว่าคำถามสำคัญคือ นับจากวันเกิดเหตุจนถึงวันนี้ที่ผ่านไปแล้ว 365 วัน การดำเนินคดีกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมีความคืบหน้าไปถึงไหน บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจว่าใครบ้างที่ได้รับโทษ ใครที่ยังเป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหา และใครที่เลือกจะเงียบที่สุด พร้อมชวนตั้งคำถามว่า ระยะเวลา 1 ปีกับความคืบหน้าที่เกิดขึ้นนั้นสมเหตุสมผลหรือไม่ และกลไกของรัฐในปัจจุบันดีพอที่จะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนไม่ให้เกิดเหตุซ้ำรอยได้จริงหรือ
เหตุสุดวิสัย?
หากย้อนกลับไปพิจารณา ‘สาเหตุ’ การพังถล่ม ประเด็นนี้กลายเป็นข้อถกเถียงในสังคมทันทีว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคือเหตุสุดวิสัยหรือไม่ โดยทาง สตง.พยายามชี้แจงว่า อาคารถล่มเพราะแผ่นดินไหวรุนแรง พร้อมยืนยันว่า การออกแบบนั้นรองรับแรงสั่นสะเทือน ‘ตามที่กฎหมายกำหนด’ ทุกประการ และปฏิเสธกระแสข่าวเรื่องการลักไก่ปรับเปลี่ยนแบบโครงสร้าง
ไม่เพียงแต่หน่วยงานเจ้าของโครงการเท่านั้นที่ปฏิเสธความรับผิดชอบ ด้านกิจการร่วมค้า ITD-CREC ก็ออกแถลงการณ์เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2568 โดยระบุว่า อาคารถล่มจากภัยธรรมชาติ พร้อมสำทับว่าวัสดุก่อสร้างทั้งหมดเป็นไปตามมาตรฐานวิศวกรรม และข้อกำหนดในสัญญาจ้าง (TOR) ทุกประการ
ในแง่กฎหมาย หากกรณีนี้ถูกตีความว่า เป็น ‘เหตุสุดวิสัย’ นั่นหมายความว่าผู้ก่อสร้างได้ใช้ความระมัดระวังตามมาตรฐานอาชีพอย่างเต็มที่แล้ว แต่ยังไม่สามารถป้องกันได้ ซึ่งจะส่งผลให้การเอาผิดฐานประมาทหรือฝ่าฝืนมาตรฐานวิชาชีพทำได้ยากขึ้น โดยเฉพาะในคดีอาญา แต่ในทางกลับกัน หากพิสูจน์ได้ว่า โครงสร้างอาคารมีปัญหาอยู่เดิมและแผ่นดินไหวเป็นเพียงตัวเร่ง ความรับผิดชอบจะสาวไปถึงทั้งผู้ออกแบบ ผู้ควบคุมงาน ผู้รับเหมา ตลอดจนเจ้าหน้าที่และผู้บริหาร สตง. หากพบหลักฐานว่า มีการอนุมัติหรือตรวจรับงานโดย มิชอบด้วยกฎหมาย
ในที่สุด ความจริงก็เริ่มปรากฏชัดเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เมื่อคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจากกลุ่มสถาบันการศึกษาชั้นนำ (จุฬาฯ, สจล., มก. และ มจธ.) ได้สรุปสาเหตุการถล่มออกเป็น 4 ประเด็นหลัก คือ
การถล่มเริ่มต้นจากชั้น 1-4 เนื่องจากแรงเฉือนจากแผ่นดินไหวกระทำต่อผนังรับแรงเกิดการวิบัติ
ผลทดสอบค่ากำลังอัดของคอนกรีตจากผนังรับแรงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนดไว้
กระบวนการก่อสร้างไม่เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ ส่งผลให้อาคารรับแรงได้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนด
ระยะฝังเหล็กบริเวณจุดต่อของ Link Beam กับผนังรับแรงน้อยกว่าแบบที่กำหนด ทำให้จุดเชื่อมต่ออ่อนแอและพังทลายลง
ข้อสรุปเหล่านี้เป็นหลักฐานมัดตัวว่า โศกนาฏกรรมครั้งนี้ ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากความไร้มาตรฐานของโครงการ จนนำมาซึ่งความสูญเสียมหาศาล ซึ่งต่อมาพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการพิเศษคดีอาญา 8 ยื่นฟ้องผู้ต้องหารวม 23 ราย ทั้งในนามนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาต่อศาลอาญา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ในฐานความผิดเกี่ยวกับการออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างอาคารโดยไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์หรือวิธีการอันพึงกระทำเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่ผู้อื่นจนถึงแก่ความตาย และความผิดฐานร่วมกันปลอมและใช้เอกสารปลอม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 91, 227, 238, 264 และมาตรา 268, พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 , พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ตลอดจนกฎกระทรวงและระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ปัจจุบัน คดีโศกนาฏกรรมอาคาร สตง.ถล่ม ยังคงค้างคาอยู่ในชั้นศาลอาญา ตามสำนวนคดีหมายเลขดำที่ อ.2201/2568 โดยพนักงานอัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องจำเลยรวม 23 ราย ในข้อหาเกี่ยวกับการออกแบบ ควบคุม และก่อสร้างอาคารที่ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์วิศวกรรม จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต ซึ่งสามารถจำแนกกลุ่มผู้ต้องหาได้ดังนี้
กลุ่มผู้ออกแบบ/ วิศวกรผู้ออกแบบ
บริษัท ฟอ-รัม อาร์คิเทค จำกัด
สุชาติ ชุติปภากร
พิมล เจริญยิ่ง
บริษัท ไมนฮาร์ท (ประเทศไทย) จำกัด โดยธีระ วรรธนะทรัพย์ และเซ็น เยา ฮุย
ธีระ วรรธนะทรัพย์
สุพล อัครอารีสุข
ชัยณรงค์ เสียงไพรพันธ์
อภิชาติ รักษา
วิศาล จุลพัลลภ
กลุ่มผู้ควบคุมงาน
บริษัท พี เอ็น ซิงค์โครไนซ์ จำกัด โดยปฏิวัติ ศิริไทย
ปฏิวัติ ศิริไทย
บริษัท เคพี คอนซัลแทนส์ แอนด์ แมเนจเม้นท์ จำกัด โดยกฤตภัฏ ปล่องกระโทก
กฤตภัฏ ปล่องกระโทก
บริษัท ว.และสหาย คอนซัลแตนตส์ จำกัด โดยพลเดช เทิดพิทักษ์วานิช และประณีต แสงอลังการ (ขณะเกิดเหตุ)
พลเดช เทิดพิทักษ์วานิช
สมชาย เย็นทรัพย์
กลุ่มนี้คือชุดที่ถูกฟ้องเพิ่มเรื่อง ปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมร่วมด้วย
กลุ่มผู้รับเหมาก่อสร้าง
บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) โดยเปรมชัย กรรณสูตร และนิจพร จรณะจิตต์ (ขณะเกิดเหตุ)
เปรมชัย กรรณสูตร
บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด โดยชวนหลิง จาง
ชวนหลิง จาง
เกรียงศักดิ์ กอวัฒนา
อนุวัฒ คันษร
ธิปัตย์ รัตนวงษา
แม้เวลาจะล่วงเลยมานานกว่า 1 ปี แต่คดีนี้ยังคงอยู่ในขั้นตอนทางกฎหมาย จึงยังไม่มีใครได้รับโทษทางกฎหมาย โดยศาลนัดสืบพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 23 กรกฎาคม 2569 และนัดสุดท้ายในวันที่ 25 พฤษภาคม 2570
ในระหว่างนี้ศาลอนุญาตให้ประกันตัวจำเลย 6 รายในกลุ่มวิศวกรออกแบบ โดยเงื่อนไขคือ ต้องติดกำไล EM และห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2568 ขณะเดียวกัน ฝั่งผู้บริหาร ITD อย่างเปรมชัยและเกรียงศักดิ์ ก็ได้รับอนุญาตให้ประกันตัวไปเมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568 เช่นกัน
นอกจากคดีหลักแล้ว ยังมีประเด็นเรื่อง ‘นอมินี’ ที่น่าสนใจคือ กรณีคนไทย 3 คน ได้แก่ โสภณ มีชัย, ประจวบ ศิริเขตร และมานัส ศรีอนันท์ ซึ่งมีภูมิหลังเป็นเพียงพนักงานขับรถและพนักงานยกของ แต่กลับมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ปัจจุบันกรมสอบสวนคดีพิเศษ(DSI) ยื่นฟ้องทั้ง 3 ราย พร้อมคนจีนอีก 2 รายคือ ชวนหลิง จาง และบินลิง วู ในฐานะผู้บงการอยู่เบื้องหลัง เพื่อใช้คนไทยเป็นฉากหน้าในการฟอกขาวธุรกิจและเคลียร์ทางให้ทุนต่างชาติประกอบธุรกิจในไทยโดยผิดกฎหมาย โดยDSI รับกรณีอาคาร สตง.ถล่มเป็นคดีพิเศษ เพื่อสอบสวนกรณีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 และได้สั่งฟ้องผู้ต้องหาต่ออัยการแล้ว
ขณะเดียวกัน DSI ยังส่งเรื่องกรณีการร้องเรียนและกล่าวหาเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ให้กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในการไต่สวนและวินิจฉัย ความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542
ฝั่ง DSIซึ่งได้รับกรณีอาคาร สตง.ถล่ม เข้าเป็นคดีพิเศษเลขที่ 32/2568 ได้ดำเนินการสอบสวนกรณีความผิดตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ซึ่งมีความเห็นสั่งฟ้องผู้ต้องหาไปยังพนักงานอัยการ โดยฝั่ง สตง.ชี้แจงว่า ได้ส่งมอบเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องตามที่มีการร้องขอแล้ว
ตั๋วผ่านทางของ ‘ทุนยักษ์ใหญ่’
สิ่งที่น่าคับแค้นใจที่สุดคือ แม้บริษัทผู้รับเหมาจะถูกตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัย แต่พวกเขายังคงได้รับความไว้วางใจให้ดำเนินโครงการของรัฐมูลค่ามหาศาลต่อไป
ก่อนหน้านี้บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด กวาดโครงการรัฐไปได้ถึง 20 โครงการ มูลค่ากว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภายหลังเหตุการณ์อาคาร สตง.ถล่ม บริษัท ITD ยังได้รับงานต่ออีก 7 โครงการ มูลค่ารวม 2.6 หมื่นล้านบาท เหตุเพราะบริษัทเหล่านี้ไม่ถูกลดขั้นผู้รับเหมา ทำให้ยังมีสิทธิประมูลงานโครงสร้างพื้นฐานระดับชาติได้ตามปกติ
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น ภายหลังเหตุการณ์อาคาร สตง.ถล่ม บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ITD ยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับอุบัติเหตุร้ายแรงอีกถึง 2 ครั้งคือ เหตุการณ์เครนก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงร่วงทับขบวนรถโดยสารที่สถานีสีคิ้ว จนมีผู้เสียชีวิตถึง 32 ราย และเหตุการณ์เครนพร้อมชิ้นส่วนคอนกรีตร่วงใส่ถนนพระราม 2 ทับรถยนต์จนมีผู้เสียชีวิตอีก 2 ราย
หากมองไปที่ บริษัท ไชน่า เรลเวย์ นัมเบอร์ 10 (ประเทศไทย) จำกัด ก็จะพบว่าบริษัทในเครือเคยมีประวัติอื้อฉาวในต่างประเทศ ทั้งเหตุการณ์สะพานถล่มในเคนยา และการทุจริตจนถูกธนาคารโลกขึ้นบัญชีดำ ทว่าข้อมูลเหล่านี้กลับไม่ทำให้ภาครัฐไทยสะกิดใจ และยังคงไฟเขียวให้กลุ่มทุนประวัติด่างพร้อยเข้ามาคุมงานจนเกิดโศกนาฏกรรม เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2568
บทเรียนที่ (ไม่) ถูกจดจำ
ผ่านมาแล้ว 1 ปีเต็ม การบอกเลิกสัญญาระหว่าง สตง.กับคู่สัญญาที่เกี่ยวข้องยังทำไม่ได้ โดยอ้างว่าอยู่ระหว่างพิจารณาข้อกฎหมายกับระเบียบที่เกี่ยวข้อง หาก สตง.ไม่รู้ประวัติความผิดพลาดของบริษัทเหล่านี้มาก่อน นี่อาจเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ แต่ถ้ารู้อยู่แล้ว แต่ยังเลือกเจ้าเดิม นี่นับเป็นการ ‘ปิดตาข้างหนึ่ง’ ที่ส่อถึงความเอนเอียงในการใช้งบประมาณแผ่นดิน เพื่อเอื้อประโยชน์แก่กลุ่มผลประโยชน์ และทำลายความน่าเชื่อถือของหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่าง สตง.เสียเอง
และแทนที่ สตง.จะเร่งหาคำตอบเรื่องนี้ รวมถึงวางมาตรการป้องกันใหม่ๆ กลับเลือกใช้การแต่งเพลงปลุกใจ เพื่อปลอบขวัญพนักงานด้วยกันเอง โดยมองข้ามความหวาดผวาของประชาชนที่ต้องใช้ชีวิตอยู่บนความเสี่ยง จากโครงการรัฐที่ไร้มาตรฐาน
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 สุทธิพงษ์ บุญนิธิ รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ในฐานะโฆษกสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินออกมาแถลงถึงความคืบหน้าหลังผ่านไปเกือบ 1 ปี กรณีอาคาร สตง.ถล่ม โดยระบุถึงความคืบหน้าของคดีความต่างๆ และการเยียวยาซึ่ง สตง.สรุปตัวเลขการช่วยเหลือครอบครัวผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บเบื้องต้นรวม 129.85 ล้านบาท
“ติดอยู่กับ สตง.ไปจนวันตาย เพราะมันเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง แล้วผมก็ยังรู้สึกเสียใจทั้งตึกถล่ม และรู้สึกต้องขออภัยญาติพี่น้องที่เสียชีวิต 93 ราย หาไม่เจอ 3 ราย บาดเจ็บ 8 ราย ตัวเองก็เสียใจ ขับผ่านทุกครั้งก็นึกว่าตรงนี้เคยมีตึก” สุทธิพงษ์กล่าวช่วงหนึ่งในแถลงความคืบหน้า พร้อมกับระบุเพิ่มเติมว่า คงไม่สร้างตึก สตง.บนที่ดินเดิมอีก เนื่องจากต้องให้เกียรติผู้สูญเสีย
แน่นอนว่าผู้คนจะจำภาพ สตง.ในฐานะเจ้าของอาคารที่พังถล่มและเต็มไปด้วยข้อสงสัยมากมายที่ในวันนี้ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ทั้งหมด แต่แทนที่ สตง.จะแสดงความโศกเศร้าเสียใจ หรือแต่งเพลงปลุกใจให้กับคนในองค์กรของตน เหตุใดไม่แสดงศักยภาพและความจริงใจในการแก้ไขปัญหาในขั้นตอนที่ยังเหลืออยู่ โดยเฉพาะการเร่งรัด ติดตามคดีความ และหาตัวผู้ที่จะต้องรับผิดชอบกับโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นมากกว่าแสดงตัวในฐานะ ‘ผู้เสียหาย’ และผู้ถูกกระทำเพียงอย่างเดียว เหมือนที่เคยเป็นมา
เพราะการหาตัวคนผิดมาเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและรับโทษทางกฎหมายในกรณีอาคาร สตง.ได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่เป็นการกู้ชื่อเสียงของ สตง.กลับคืนมาเท่านั้น แต่ยังเป็นการ ‘คืนความยุติธรรม’ ให้กับทุกชีวิตที่สูญเสียไปโดยไม่ทันได้ตั้งตัว