โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันทึกหน้า 4

ไทยโพสต์

อัพเดต 11 พ.ค. เวลา 17.57 น. • เผยแพร่ 11 พ.ค. เวลา 17.01 น.

ไทยโพสต์ อิสรภาพแห่งความคิด การกลับบ้านจันทร์ส่องหล้าของ ทักษิณ ชินวัตร หลังได้รับการพักโทษและเข้ารับทราบเงื่อนไขคุมประพฤติจากกรมคุมประพฤติ ทำให้บรรยากาศการเมืองกลับมาคึกคักอีกครั้งทันที

อดีตนายกฯ เปิดกระจกทักทายสื่อมวลชนและกลุ่มคนเสื้อแดง ก่อนตอบคำถามเรื่องสุขภาพสั้นๆ ว่า“ไปจำศีลมา 8 เดือน ตอนนี้จำอะไรไม่ได้แล้ว” ขณะที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯ และหัวหน้าพรรคสีน้ำเงิน เมื่อถูกถามว่าจะไปเยี่ยมหรือไม่ ก็ตอบเพียงว่า“โหย ดีใจ”

อย่างไรก็ตาม การกลับมาครั้งนี้ไม่ใช่การกลับมาแบบมีอิสระเต็มที่ หากเป็นการกลับมาพร้อมข้อจำกัดหลายชั้น ข้อจำกัดแรกคือ เงื่อนไขการพักโทษ แม้ได้รับอนุญาตให้ออกจากเรือนจำ แต่ยังอยู่ภายใต้การคุมประพฤติ การแสดงบทบาททางการเมืองอย่างเปิดเผยเกินไป ไม่ว่าจะเป็นการสั่งการ การกำหนดทิศทางรัฐบาล หรือการเคลื่อนไหวแบบเปิดหน้า อาจเปิดช่องให้เกิดการตรวจสอบจากภาคประชาชนและฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองได้ทันที

ข้อจำกัดต่อมาคือ แรงเสียดทานทางการเมือง ชื่อของทักษิณยังเป็นทั้งศูนย์รวมแรงสนับสนุนและแรงต้าน หากขยับเร็วเกินไป หรือปรากฏภาพว่าเข้ามากำกับเกมการเมืองโดยตรง ก็อาจย้อนกลับไปสร้างภาระให้กับพรรคเพื่อไทย มากกว่าจะเป็นแต้มบวก

ในทางยุทธศาสตร์ หากเลือกเดินเกมอย่างประนีประนอม ไม่เร่งเปิดหน้า และรักษาระยะให้เหมาะสม เพื่อไทยยังมีโอกาสรักษาสถานะพรรคร่วมรัฐบาล สะสมผลงาน และรอจังหวะทางการเมืองในอนาคต แต่หากเดินเกมเผชิญหน้าเร็วเกินไป จนเกิดภาพของการใช้อำนาจเหนือรัฐบาล ก็อาจทำให้เกิดแรงกระแทกทางการเมืองอย่างหนัก

อีกด้านที่สำคัญคือ ข้อจำกัดทางกฎหมาย ปัจจุบันทักษิณยังมีคดีตามมาตรา 112 ที่อยู่ในชั้นอุทธรณ์ หลังอัยการสูงสุดยื่นอุทธรณ์คำพิพากษาศาลชั้นต้นที่เคยยกฟ้อง

นอกจากนี้ยังมีกรณีชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ รวมถึงคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป มูลค่า 1.76 หมื่นล้านบาท ที่ยังอยู่ในขั้นตอนบังคับคดี ทั้งหมดนี้ทำให้การกลับมาของทักษิณครั้งนี้ เป็นการกลับมาพร้อม “พื้นที่” แต่ก็มี “เพดาน”

การออกพระราชกำหนดกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลกำลังกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมือง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องความจำเป็นเร่งด่วนของมาตรการเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการวางโครงสร้างอำนาจและความรับผิดชอบทางการเมืองที่ถูกออกแบบไว้อย่างน่าสนใจ

จุดสำคัญอยู่ที่โครงสร้างคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ ที่ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.คลัง ได้มอบหมาย มีทั้งหมด 9 คน โดยมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน และกรรมการส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับฝ่ายเศรษฐกิจและกระทรวงการคลังอย่างชัดเจน รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเป็นผู้แต่งตั้ง

ในทางการเมือง โครงสร้างลักษณะนี้สะท้อนว่าภาระความรับผิดชอบด้านการบริหาร การกลั่นกรอง และผลสัมฤทธิ์ของโครงการ จะตกอยู่กับฝ่ายเศรษฐกิจโดยตรง มากกว่าจะลงไปถึงตัวผู้นำรัฐบาล และนักการเมืองโดยตรง

ความหมายจึงค่อนข้างชัด หากโครงการเดินหน้าได้ผล เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน กระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างผลเชิงบวกต่อประชาชน เครดิตทางการเมืองย่อมกลับไปที่รัฐบาลในฐานะผู้ตัดสินใจใช้นโยบาย

แต่หากเกิดปัญหา ไม่ว่าจะเป็นความล่าช้า การใช้งบไม่ตรงเป้า ประสิทธิภาพไม่เป็นไปตามที่ประกาศไว้ หรือเกิดข้อครหาทุจริต แรงกระแทกย่อมตกลงไปที่ฝ่ายกำกับดูแลเชิงเทคนิคและฝ่ายเศรษฐกิจเป็นลำดับแรก

อีกประเด็นที่ถูกจับตาคือ ความเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านในการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ของพระราชกำหนดดังกล่าว

ดังนั้นแนวโน้มทางกฎหมายชี้ให้เห็นว่า ประเด็นที่ศาลจะพิจารณาได้มีขอบเขตจำกัดไม่ไปก้าวล่วง คือ การตรวจสอบเหตุแห่งความจำเป็นเร่งด่วนของการออกพระราชกำหนด ซึ่งน่าจะเป็นดุลพินิจของรัฐบาล

นั่นทำให้โอกาสที่การยื่นตรวจสอบครั้งนี้จะส่งผลให้รัฐบาลสะเทือนอย่างมีนัยสำคัญ ยังถือว่าไม่สูงนัก ในภาพรวม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทจึงน่าจะเดินหน้าต่อได้ในทางการเมือง.

คางดำ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...