โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

อย่าซะล่าใจ! รักแร้ดำ-คอดำ อาจไม่ใช่ขี้ไคล อาจเสี่ยงสัญญาณโรคร้ายบางชนิด

News In Thailand

เผยแพร่ 20 เม.ย. เวลา 09.48 น. • oum
อย่าซะล่าใจ! รักแร้ดำ-คอดำ อาจไม่ใช่ขี้ไคล อาจเสี่ยงสัญญาณโรคร้ายบางชนิด

จากเว็บต่างประเทศ ได้รายงานว่า หลายคนอาจเคยสังเกตเห็น “คราบดำ” บริเวณรอบคอ รักแร้ หรือขาหนีบของลูก แล้วเข้าใจว่าเกิดจากการอาบน้ำไม่สะอาด หรือเป็นเพียงคราบไคลที่ล้างออกไม่หมด แต่ในความเป็นจริง แพทย์ผิวหนังชี้ว่า อาการลักษณะนี้อาจไม่ใช่เรื่องของความสะอาดเลย คราบดำดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ โดยทางการแพทย์เรียกว่า “อะแคนโทซิส นิกริแคนส์” (Acanthosis nigricans) ซึ่งมักเกี่ยวข้องกับภาวะอินซูลินสูง และอาจนำไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ หากปล่อยไว้โดยไม่ดูแล

ภาวะผิวคล้ำลักษณะนี้เกิดจากการที่เซลล์ผิวหนังมีการเจริญเติบโตผิดปกติ โดยเฉพาะในผู้ที่รับประทานอาหารหวานหรือแป้งขัดขาวในปริมาณมากเป็นเวลานาน ส่งผลให้ระดับอินซูลินในร่างกายสูงขึ้น เมื่ออินซูลินสูงต่อเนื่อง จะกระตุ้นให้ผิวหนังหนาตัวและเกิดการสะสมของเม็ดสี ทำให้เห็นเป็นคราบดำบริเวณรอยพับของร่างกายอย่างชัดเจน

อะแคนโทซิส นิกริแคนส์ เป็นภาวะที่เกี่ยวข้องกับระบบต่อมไร้ท่อ โดยเฉพาะ “ภาวะดื้อต่ออินซูลิน” ซึ่งทำให้ร่างกายต้องหลั่งอินซูลินมากขึ้นเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด อินซูลินที่มากเกินไปนี้เอง เป็นตัวกระตุ้นให้ผิวหนังบางจุดหนาและคล้ำขึ้น ซึ่งถือเป็นหนึ่งในสัญญาณเตือนสำคัญของความผิดปกติในร่างกาย

อาการที่สังเกตได้ มีมากกว่าผิวคล้ำ

-ผิวหนังหนา หยาบ หรือสัมผัสคล้ายกำมะหยี่

-สีผิวคล้ำขึ้นชัดเจน โดยเฉพาะบริเวณคอ รักแร้ ขาหนีบ

-พบตามรอยพับ เช่น ข้อศอก หลังเข่า หรือใต้เต้านม

-บางรายมีติ่งเนื้อเล็ก ๆ เกิดร่วมด้วย

กลุ่มเสี่ยงที่ควรระวัง

-ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วน

-ผู้ที่มีภาวะก่อนเป็นเบาหวานหรือเป็นเบาหวาน

-ผู้ที่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินหรือเมตาบอลิกซินโดรม

-ผู้หญิงที่มีภาวะถุงน้ำในรังไข่หลายใบ (PCOS)

-ผู้ที่บริโภคน้ำตาลและแป้งขัดขาวเป็นประจำ

ในบางกรณีที่พบได้น้อย อาการนี้อาจเกี่ยวข้องกับการใช้ยาบางชนิด หรือโรคที่รุนแรงกว่า เช่น เนื้องอกภายในร่างกาย

แม้ภาวะนี้จะไม่ใช่โรคเบาหวานโดยตรง แต่ถือเป็น “สัญญาณเตือนล่วงหน้า” ที่สำคัญ หลายคนอาจยังไม่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน แต่มีภาวะดื้อต่ออินซูลินแล้ว หากไม่ปรับพฤติกรรม ความเสี่ยงในการพัฒนาไปสู่โรคเบาหวานชนิดที่ 2 จะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...