โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

‘เอกนิติ’ ออกมาตรการอุ้ม 4 กลุ่ม 11 เม.ย.นี้ รับมือวิกฤตพลังงาน

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 10 เม.ย. เวลา 01.08 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. เวลา 13.07 น.

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวชี้แจงในการประชุมรัฐสภาในวาระการแถลงนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรี ว่า มาตรการเร่งด่วนเพื่อรับมือวิกฤตพลังงานจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลางที่อาจยืดเยื้อนั้น

จะเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรที่มีจำกัดเพื่อช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำพร้อมเงินเฟ้อ (Stagflation)

ทั้งนี้ จากการประเมินสถานการณ์นั้น กลุ่มเป้าหมายที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษเพื่อตัดวงจรผลกระทบที่จะลุกลามไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ได้แก่

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • กลุ่มภาคขนส่ง เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบด่านแรกเนื่องจากใช้พลังงานสูง หากต้นทุนการขนส่งเพิ่มขึ้นจะส่งผลให้ราคาสินค้าทุกประเภทขยับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย
  • กลุ่มประมง รัฐบาลเล็งช่วยเหลือเรื่องน้ำมันสำหรับการออกเรือหาอาหารทะเล เพื่อป้องกันไม่ให้ราคาอาหารทะเลพุ่งสูงจนกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนและรายได้ของชาวประมง
  • กลุ่มเกษตรกร นอกจากน้ำมันแล้ว ยังได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยเคมีที่มีแนวโน้มขาดแคลนและราคาแพงขึ้นจากวิกฤตในตะวันออกกลาง
  • กลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย เตรียมนำเข้าที่ประชุม ครม. นัดพิเศษในวันเสาร์นี้ (11 เมษายน 2569) เพื่อกำหนดมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพโดยเฉพาะ

"วิกฤตนี้เป็นวิกฤตทั้งโลก ถ้าเราไม่เตรียมความพร้อม ใช้เม็ดเงินทุกอย่างทุกบาททุกสตางค์ไปช่วยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะเจอวิกฤตซ้อนวิกฤต และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดอาจจะนำมาสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งเราเคยผ่านเหตุการณ์นั้นในปี 2540 ที่คนต้องตกงานจำนวนมาก ดังนั้น เราจะต้องป้องกันไม่ให้เจอวิกฤตเช่นนั้นอีก"
ยึด "กองทุนน้ำมัน" เป็นเครื่องมือหลักแทนการลดภาษี

ในการดำเนินมาตรการดังกล่าว จะใช้ "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" เป็นด่านแรกในการพยุงราคาน้ำมันไม่ให้สูงจนเกินไป ส่วนข้อเสนอเรื่องการลดภาษีสรรพสามิตนั้น ในเชิงนโยบายการลดภาษีสรรพสามิตมีผลลัพธ์ไม่ต่างจากการใช้เงินจาก "กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง" เข้าไปพยุงราคา เนื่องจากทั้งสองอย่างเป็นการใช้เครื่องมือทางการเงินเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาไม่ให้สูงเกินไปจนกระทบต่อประชาชนเช่นเดียวกัน

ขณะเดียวกัน ยังมีความจำเป็นต้องเก็บรายได้ส่วนนี้ไว้เพื่อความต่อเนื่องของงบประมาณสวัสดิการ เนื่องจากภาษีสรรพสามิตถูกใช้เป็นรายได้สำคัญในการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชนในมิติอื่น ๆ ที่ไม่ใช่แค่เรื่องพลังงาน เช่น ด้านสาธารณสุขและงบประมาณโรงพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นทุกปี

“ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของประเทศเพิ่มสูงขึ้นทุกปี หากลดรายได้จากภาษีส่วนนี้ลง อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพของคนไทยในภาพรวมได้“

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...