โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยาบ้าถูกกว่าข้าว วัยรุ่นแห่ติดพุ่งเกือบ 80% สูตรผสมจนเสี่ยงป่วยจิตเวช

Thaiger

อัพเดต 09 เม.ย. เวลา 14.47 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. เวลา 12.34 น. • Thaiger ข่าวไทย

คดีเสพยาเสพติดพุ่งเกือบ 80% พบเยาวชนใช้ยาสูตรผสมจนเสี่ยงป่วยจิตเวช สสส. ผนึกกำลังจัดงานถ่ายทอดบทเรียนสร้างพื้นที่ปลอดภัย เผยความสำเร็จชุมชนบ้านยางนมกับเรื่องราวอดีตนักค้ายาที่กลับตัวเป็นที่ปรึกษาให้สังคม

เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 มูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติดร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพจัดเวทีถ่ายทอดบทเรียนภาคประชาชนสร้างชุมชนสุขภาวะและพื้นที่ปลอดภัยจากยาเสพติดโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ณ โรงแรมอมารี ดอนเมือง แอร์พอร์ต งานนี้มีเป้าหมายเพื่อแบ่งปันบทเรียนจากผู้ที่เปลี่ยนแปลงตัวเองพร้อมนำเสนอแนวทางการสร้างพื้นที่ปลอดภัยโดยเครือข่ายภาคประชาชน

นายพิทยา จินาวัฒน์ คณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 สสส. เปิดเผยข้อมูลน่าตกใจว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตร่วมด้วยเกือบ 400,000 คน แม้ภาพรวมคดียาเสพติดจะลดลง ทว่าคดีที่เกิดจากการเสพกลับพุ่งสูงถึง 77.44% เมื่อเทียบกับคดีครอบครอง ยาบ้า กัญชา รวมถึงกระท่อม ยังคงเป็นวังวนที่เยาวชนไทยหลุดพ้นได้ยาก นายพิทยาตั้งข้อสังเกตว่าปัญหานี้เกิดจากการที่เยาวชนเข้าถึงยาเสพติดได้ง่าย ราคาบ้าปัจจุบันลดลงเหลือเพียง 30-50 บาทต่อเม็ด

สสส. มองว่าปัญหานี้สะท้อนความไม่ปกติของสังคมไทย จึงเร่งประสานความร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อขับเคลื่อนงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด แนวทางหลักคือการใช้ความรู้ทางวิชาการร่วมกับการปฏิบัติจริงในพื้นที่ เน้นกระบวนการสร้างภูมิคุ้มกันพร้อมใช้ชุมชนเป็นฐาน

นายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น ผู้จัดการมูลนิธิศูนย์วิชาการสารเสพติด อธิบายถึงความท้าทายใหม่ว่า เยาวชนเริ่มใช้ยาเสพติดตั้งแต่อายุยังน้อย หลายคนนิยมเสพแบบผสมหลายชนิด โดยเฉพาะยาเสพติดสังเคราะห์ร่วมกับยาแผนปัจจุบัน เช่น ยาแก้ปวด ยาแก้แพ้ ยาแก้ไอ หรือยาคลายเครียดที่หาซื้อได้ทางออนไลน์ การผสมยาเหล่านี้ก่อให้เกิดอันตรายร้ายแรงต่อระบบประสาทจนอาจนำไปสู่อาการป่วยทางจิตเวช

นายวัชรพงศ์ยืนยันว่าการปราบปรามหรือใช้กฎหมายเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ ปัญหายาเสพติดเชื่อมโยงกับโครงสร้างสังคมและค่านิยมที่ซับซ้อน ทางออกระยะยาวคือต้องสร้างกลไกป้องกันระดับชุมชน ให้ผู้นำพร้อมประชาชนตื่นตัวลุกขึ้นมาร่วมกันเฝ้าระวัง ดูแลกลุ่มเสี่ยง และให้กำลังใจผู้ป่วย

นางพิมลพรรณ เฉลยอาจ ผู้ใหญ่บ้านยางนม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เล่าถึงความสำเร็จของการใช้ชุมชนเป็นฐาน อดีตหมู่บ้านยางนมเคยขึ้นชื่อเรื่องเป็นแหล่งมั่วสุมยาเสพติดรุนแรง ปัจจุบันสถานการณ์ดีขึ้นมากหลังจากผู้นำชุมชนลงมือทำงานอย่างเข้มแข็ง

เธอบอกว่าชุมชนยังคงเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงสูงคือเยาวชนอายุ 9-15 ปีที่มาจากครอบครัวเปราะบาง ทีมงานเปลี่ยนแนวคิดจากการบังคับให้ผู้เสพเลิกยา 100% มาเป็นเป้าหมายทำอย่างไรให้เขาอยู่ร่วมกับสังคมได้โดยไม่สร้างปัญหา การดูแลผู้ป่วยยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชจำนวน 8 คน ส่งผลดีต่อความปลอดภัยของชาวบ้านกว่า 800 คนในชุมชนอย่างเห็นได้ชัด

นายวัฒนา อดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติด หนึ่งในวิทยากรของงาน แบ่งปันเรื่องราวการกลับตัวเป็นคนดี เขาเคยถูกคุมขังในเรือนจำความมั่นคงสูงสุด เมื่อได้รับโอกาสกลับสู่สังคม เขาได้รับแรงสนับสนุนจากสภาชุมชนคำเมย จังหวัดศรีสะเกษ ปัจจุบันเขาทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาให้กำลังใจผู้พ้นโทษหรือคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เขาหวังว่าจะช่วยเพื่อนที่หลงผิดไม่ให้กลับไปทำผิดซ้ำพร้อมร่วมกันสร้างพื้นที่ปลอดภัยผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ต่อไป

ที่มา: สสส

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...