โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเริ่มต้นของระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญสเปน (ตอนที่ 1)

ไทยโพสต์

อัพเดต 09 เม.ย. เวลา 13.21 น. • เผยแพร่ 09 เม.ย. เวลา 06.21 น.

ชาย ไชยชิต

สถาบันพระมหากษัตริย์สเปนในช่วงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 นับเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาสำคัญในการทำความเข้าใจการเปลี่ยนผ่านจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ไปสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญในโลกตะวันตก จุดเริ่มต้นของประเพณีการปกครองภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในสเปน เกิดขึ้นภายใต้บริบทความขัดแย้งในกลุ่มชนชั้นนำทางการเมือง ความแตกแยกภายในราชวงศ์บูร์บงของสเปน การแทรกแซงจากภายนอก และอิทธิพลจากกระแสความคิดทางการเมืองสมัยใหม่ของยุโรป

กระแสความคิดทางการเมืองยุคเรืองปัญญาซึ่งแพร่ขยายไปทั่วยุโรปในศตวรรษที่ 18 เป็นแรงผลักให้พระเจ้าการ์โลสที่ 3 (Carlos III) ทรงเร่งปฏิรูปประเทศเพื่อมิให้เกิดกระแสการต่อต้านและความไม่พอใจจากพลังของการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ที่เกิดขึ้นในยุโรป สถาบันพระมหากษัตริย์สเปนเริ่มปรับตัวไปในทิศทางของ “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อันทรงภูมิธรรม” (enlightened absolutism) นั่นคือ แม้พระมหากษัตริย์ยังคงพระราชอำนาจสูงสุดไว้ แต่ใช้อำนาจรัฐดำเนินนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจและสังคม ควบคู่ไปกับเสริมความเข้มแข็งของรัฐและการขยายดินแดนอาณานิคมโพ้นทะเล

รัชสมัยของพระเจ้าการ์โลสที่ 3 ระหว่าง ค.ศ. 1759 – 1788 นับเป็นยุคทองของสถาบันพระมหากษัตริย์สเปน แม้สเปนต้องเผชิญการแข่งขันจากมหาอำนาจยุโรปอื่น ๆ โดยเฉพาะอังกฤษและฝรั่งเศส แต่พระองค์ยังสามารถประคองประเทศให้ดำรงความมีเสถียรภาพ กระทั่งพระเจ้าการ์โลสที่ 4 (Carlos V) เสด็จขึ้นครองราชย์ใน ค.ศ. 1788 สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง การปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศส ค.ศ. 1789 เป็นปัจจัยภายนอกประการสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์สเปน รวมถึงประเทศอื่น ๆ ในยุโรปตะวันตก

เมื่อการปฏิวัติทวีความรุนแรงถึงขั้นประหารพระเจ้าหลุยส์ที่ 16 และสถาปนาสาธารณรัฐขึ้นในฝรั่งเศส แม้ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์สเปนจะแสดงจุดยืนเป็นกลางต่อฝรั่งเศส แต่ชนชั้นนำภายในสเปนส่วนหนึ่งโดยเฉพาะเสนาบดีชั้นผู้ใหญ่ที่มีบทบาทในการบริหารประเทศมาตั้งแต่รัชสมัยของกษัตริย์การ์โลสที่ 3 ต่างแสดงจุดยืนต่อต้านการปฏิวัติใหญ่ในฝรั่งเศสอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก บทบาทของ มานูเอล กอดอย (Manuel Godoy)นายกรัฐมนตรีผู้ทรงอิทธิพลในรัชสมัยกษัตริย์การ์โลสที่ 4 เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เร่งให้สเปนเข้าสู่ภาวะวิกฤต กอดอยได้รับการสนับสนุนการเมืองอย่างมากจากสมเด็จพระราชินีมาเรีย ลุยซา (Marua Luisa) ในทางปฏิบัติอำนาจบริหารประเทศถูกถ่ายเทจากองค์พระมหากษัตริย์ไปอยู่ในมือของนายกรัฐมนตรีเป็นอันมาก

ยิ่งกว่านั้น ยังเกิดความขัดแย้งรุนแรงระหว่างพระเจ้าการ์โลสที่ 4 กับมกุฎราชกุมารเฟอร์นานโด ซึ่งต่อมาคือพระเจ้าเฟอร์นานโดที่ 7 (Fernando VII) มีจุดยืนไม่สอดคล้องกับพระราชบิดาและกลุ่มของกอดอย เนื่องจากพระมหากษัตริย์มีจุดยืนรักษาพันธมิตรระหว่างสเปนกับฝรั่งเศส ในขณะที่ฝ่ายมกุฎราชกุมารไม่เห็นด้วยกับการที่สเปนร่วมเป็นพันมิตรกับจักรวรรดิฝรั่งเศสภายใต้นโปเลียนในการทำสงครามกับอังกฤษ จุดแตกหักเกิดขึ้นใน ค.ศ. 1808 เมื่อเกิดเหตุการณ์ลุกฮือที่อารานเฮวซ (Aranquez) ประชาชนจำนวนมากออกมาประท้วงรัฐบาลครั้งใหญ่ เหตุการณ์ดังกล่าวนำไปสู่การขับไล่นายกรัฐมนตรีกอดอยออกจากอำนาจ และบีบให้พระเจ้าการ์โลสที่ 4 สละราชบัลลังก์ให้แก่พระราชโอรส

มกุฎราชกุมารขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์เฟอร์นานโดที่ 7 สเปนในขณะนั้นตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของกองทัพฝรั่งเศส จักรพรรดินโปเลียน โบนาปาร์ต ฉวยโอกาสจากความอ่อนแอและความแตกแยกภายในราชสำนักสเปนเข้าแทรกแซงกิจการภายในอย่างเปิดเผย โดยใช้ทั้งกำลังทหารและแรงกดดันทางการเมือง ในที่สุดทั้งพระเจ้าเฟอร์นานโดที่ 7 และพระเจ้าการ์โลสที่ 4 ถูกบีบให้เดินทางไปยังเมืองบายอน (Bayonne) ในฝรั่งเศส จักรพรรดินโปเลียนได้กดดันให้ทั้งสองพระองค์สละสิทธิในราชบัลลังก์สเปน แล้วสถาปนา โฌแซ็ฟ-นโปเลียน โบนาปาร์ต (Joseph-Napoléon Bonaparte ) พระเชษฐาของตน ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์แห่งสเปนแทน

หลังจากสถาปนาราชวงศ์โบนาปาร์ตขึ้นในสเปน จักรพรรดินโปเลียนพยายามสร้างความชอบธรรมให้แก่ระบอบใหม่ของพระเจ้าโฆเซที่ 1 แห่งสเปน (José I ) ผ่านกระบวนการทางกฎหมายและพิธีกรรมทางการเมือง เพื่อสร้างภาพลักษณ์ของระบอบพระมหากษัตริย์ที่สอดคล้องกับหลักรัฐธรรมนูญนิยมสมัยใหม่ มิใช่เพียงระบอบที่สถาปนาขึ้นจากการยึดอำนาจโดยกองทัพต่างชาติเท่านั้น นั่นคือ “การสถาปนารัฐธรรมนูญฉบับแรก”

จักรพรรดินโปเลียนทรงให้จัดประชุมผู้แทนชนชั้นนำของสเปนจากสามฐานันดร จำนวน 150 คน ณ เมืองบายอน ระหว่างวันที่ 15–30 มิถุนายน ค.ศ. 1808 เพื่อให้เป็น “สภาแห่งชาติ” ทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่พระมหากษัตริย์องค์ใหม่ของสเปนและอาณานิคม แต่มีผู้ตอบรับเข้าร่วมจริงประมาณ 90 คน กลุ่มชนชั้นนำสเปนที่ยอมเข้าร่วมประชุม มีทั้งกลุ่มที่หวาดกลัวอำนาจของจักรพรรดินโปเลียน และกลุ่มที่มองว่าราชวงศ์บูร์บงเดิมสร้างความเสื่อมถอยแก่ประเทศ จึงหวังใช้โอกาสนี้ปรับปรุงสถาบันพระมหากษัตริย์สเปน

ภารกิจหลักของสภาแห่งชาติที่บายอนคือ การประชุมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกของราชอาณาจักรสเปน ซึ่งจัดทำขึ้นภายใต้การกำกับอย่างใกล้ชิดของจักรพรรดินโปเลียน โดยมีนายเอสเมนาร์ด (Esmenard) ชาวฝรั่งเศสผู้พำนักในสเปน เป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางร่างรัฐธรรมนูญให้สอดคล้องกับความประสงค์ของจักรพรรดินโปเลียน โดยวางโครงสร้างรัฐธรรมนูญตามแบบของรัฐธรรมนูญจักรวรรดิฝรั่งเศส ค.ศ. 1804 ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นศูนย์กลางของฝ่ายบริหาร และการจัดตั้งสถาบันทางการเมือง อาทิ วุฒิสภา สภาแห่งรัฐ สภาผู้แทนระดับชาติ และคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับแบบแผนการปกครองของฝรั่งเศสมากกว่าสถาบันดั้งเดิมของสเปน

การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับแรกของสเปนแล้วเสร็จเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ค.ศ. 1808 ในวันสุดท้ายของการประชุม สภาแห่งชาติที่เมืองบายอนได้ร่วมกันปฏิญาณตนว่า จะจงรักภักดีต่อระบอบการปกครองที่สถาปนาขึ้นใหม่ อันเป็นการแสดงออกว่าผู้แทนระดับชาติของสเปนได้ยอมรับอำนาจของพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่และกฎหมายพื้นฐานฉบับนี้อย่างเป็นทางการแล้ว สอดคล้องกับคำปรารภของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า พระเจ้าโฆเซ นโปเลียน ทรงปรึกษาหารือกับสภาแห่งชาติสเปนที่ประชุมกัน ณ เมืองบายอน แล้วจึงประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพื่อเป็นกฎหมายพื้นฐานของรัฐ และเป็นรากฐานแห่งพันธสัญญาที่ผูกโยงพระมหากษัตริย์และประชาชนของพระองค์

(โปรดติดตามตอนต่อไป)

(รายงานความก้าวหน้างานวิจัย โครงการวิจัยเรื่องเอกลักษณ์ของ “ระบอบประชาธิปไตยไทยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” ของประเทศไทย: กรณีศึกษา ราชอาณาจักรสเปน: การเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญลายลักษณ์อักษรครั้งแรก (ค.ศ. 1808) ได้รับทุนสนับสนุนงานวิจัยจากกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กองทุน ววน.) ประจำปีงบประมาณ 2568)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...