เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways ต่อเนื่องในกรอบ 1,480-1,500 จุด โดยคาดตลาดชะลอการซื้อขายเนื่องจากเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ โดยปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์อยู่บ้างทั้งการโจมตีที่ยังคงมีอยู่ รวมถึงช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงไม่ได้เปิด
โดยปัจจัยหลักที่ต้องจับตาคือการเจรจาสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในวันพรุ่งนี้ 11 เม.ย. ที่ปากีสถาน ซึ่งผลลัพธ์ของการเจรจาจะกำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์หน้า ส่วนอิสราเอลจะเปิดการเจรจากับเลบานอนโดยตรง
ภาพรวมทำให้ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวผันผวนและยังยืนบริเวณ US$97 ต่อบาร์เรลสำหรับ Brent ส่วนการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์เสี่ยงยังทรงถึงค่อนไปในทางบวก โดยกลุ่มเทคโนโลยีคาดยังคงหนุนตลาด ส่วนปัจจัยทีต้องติดตามคืนนี้คือตัวเลข CPI เดือน มี.ค. ของสหรัฐฯ (ตลาดคาด Headline +3.3% y-y Core +2.7% y-y) ด้านปัจจัยในประเทศโฟกัสจะอยู่ในช่วงหลังสงกรานต์ทั้งมาตรการประหยัดพลังงาน รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ที่คาดว่าจะเข้าครม.วันที่ 21 เม.ย. ซึ่งต้องติดตามกรอบจำนวนคนได้สิทธิ์และวงเงินที่คาดเพิ่มขึ้นจากเฟสแรก
คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคได้บางส่วนในภาวะราคาน้ำมันแพง ภาพรวมวันนี้เรามองตลาดจะลดการเก็งกำไรกลุ่มที่ได้ประโยชน์หากสงครามคลี่คลาย และพักเงินในกลุ่มเทคโนโลยี Defensive และ Consumer Staple ก่อนเข้าช่วงหยุดยาว
กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : DELTA
- แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายปี 2027 ที่ 300 บาท
- คาดกำไร 1Q26 ยังทำ New High ที่ 8.33 พันลบ. +16% q-q, +67% y-y หนุนจากรายได้ที่เติบโตโดดเด่นต่อเนื่อง แม้กลุ่ม EV จะชะลอ แต่กลุ่ม AI ที่โตแกร่งชดเชยได้ทั้งหมด ขณะที่ Gross Margin คาดยังอยู่ในระดับสูง
- Gartner คาดการใช้จ่าย AI ทั่วโลกโตสูง 38% CAGR ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ทำให้เราคาดกำไรสุทธิปี 2026-28 +32% CAGR เราชอบโมเมนตัมการเติบโตของ DELTA ที่แข็งแกร่ง แต่ Valuation ค่อนข้างสูง จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้
- แนวรับ 292-290//280 บาท แนวต้าน 300//310 บาท
บล.คิงส์ฟอร์ด : ประเมินแนวรับดัชนี 1,470 – 1,480 แนวต้าน 1,500 คาดดัชนี SET เช้านี้มีโอกาสทรงตัว รอผลการเจรจาระหว่างสหรัฐ – อิหร่านในวันพรุ่งนี้ แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีอ่อนในกลุ่มอุปโภค CPALL,CPAXT,TNP,CPN,OSP,CBG,ICHI คาดจะได้ประโยชน์จาก ม.กระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ / ADVANC,TRUE,GULF,GPSC,STECON,CK,AMATA,WHA คาดได้ประโยชน์จาก ม.กระตุ้นการลงทุน
PRM* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 9.10 บาท) บริษัทรายงานกำไร 4Q68 ที่ 422 ล้านบาท ลดลงทั้ง QoQ, YoY เนื่องจากมีขาดทุน FX ขณะที่กำไรปกติลดลง QoQ เนื่องจากมีเรือ VLCC ที่เข้า Dry Dock แต่โต YoY ได้ตามกำลังการให้บริการที่เพิ่มขึ้นตามกองเรือที่มีมากกว่าปีก่อน โดยธุรกิจ OSV มีปัจจัยหนุนจากเรือ Crew Boat ใหม่ และเรือ AWB ที่ทำสัญญาใหม่ ส่วนปี 69 จะมีเรือเข้ามา 4 ลำ เริ่มรับมอบในช่วง 1Q69 จำนวน 2 ลำ
สำหรับแผนการลงทุนในการจัดหาเรือใหม่เพื่อทดแทนเรื่อที่มีอายุมาก 2H69 จะสั่งต่อเรือ PCT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและได้อัตราค่าเช่าที่สูงขึ้น ทั้งนี้ในปี 69-70 ตลาดคาดการณ์กำไรที่ 2.3 พันล้านบาท (+5%YoY) และ 2.47 พันล้านบาท (+9%YoY) ทั้งนี้บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลงวด 2H68 ที่ 0.25 บาท/หุ้น ขึ้น XD 6 พ.ค.
TMAN* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 16.73 บาท) กำไรสุทธิปี68 อยู่ที่ 523 ลบ. +16%YoY โดยหักตัดรายการพิเศษบวก(ค่าสินไหมทดแทนจากอัคคีภัย) กำไรจะ +6% หนุนด้วยรายได้ +13%YoY โตได้เด่นผ่านลูกค้ากลุ่มโรงพยาบาล และลูกค้ากลุ่มค้าปลีก ส่วนการดำเนินงานในช่วง 1Q69 คาดว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดีตามสภาพอากาศที่มีฝุ่นมากและรับรู้รายได้จากธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่าย (DBU) ใหม่ ด้าน TMAN* เอง ตั้งเป้าหมายรายได้ปี69 +10-15%/เป้ารายได้ปี72 ที่ 4,000 ลบ. ปัจจุบัน ตลาดคาดกำไรสุทธิของ TMAN* ปี69 และ70 จะอยู่ที่ 515 ลบ.(-2%YoY/แต่หากตัดรายการพิเศษออกจะ +8%YoY) และ 569 ลบ.(+10%YoY)
บล.ดาโอ : คาดดัชนีฯ มีแนวโน้มแกว่งในกรอบแคบๆ อาจติดลบในบางช่วง เนื่องจากจะเข้าสู่วันหยุดยาว นักลงทุนบางส่วนขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยง และมีประเด็นในเรื่องการเจรจาหยุดยิง ที่เราจะยังไม่ทราบผลในวันนี้ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งบวกและลบ ทั้งนี้ DAOL ประเมินว่า โอกาสที่การเจรจาหยุดยิง หรือสถานการณ์จากนี้ไปจะค่อยๆเบาลง มีโอกาสค่อนข้างสูง (ประเมินว่า Trump ไม่อยากทำสงครามต่อ)
ปัจจัยในประเทศ
การอภิปรายนโยบายรัฐบาล: การแถลงนโยบายของรัฐบาลจะสิ้นสุดลงในวันนี้ (10 เม.ย.) จากนี้ไป ตลาดจะพุ่งเป้าไปที่ความชัดเจนของมาตรการหรือนโยบายเศรษฐกิจเพื่อกู้วิกฤตและกระตุ้น GDP ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนตลาดหุ้นในระยะถัดไป หุ้นกลุ่มแรกที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์และมีกระแส Fund Flow ไหลเข้าเก็งกำไรก่อนที่นโยบายจะเห็นผลเป็นรูปธรรม เราเลือก ADVANC, TRUE, PTT*, AOT, DELTA*** เป็น Top Tier สำหรับธีมนี้
ทีมเศรษฐกิจ: รองนายกฯ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ จัดตั้งคณะตัวแทนการค้าไทย (TTR) โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การค้า และอดีตนักการทูต มีเป้าหมายเพื่อระดมความคิดเห็นในการกำหนดนโยบายการค้าเชิงรุก เพื่อรับมือกับความท้าทายและความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต
หุ้นธนาคาร (Bank Sector): กลุ่มธนาคารจะประเดิมการขึ้นเครื่องหมาย “XD” ตัวแรกของฤดูกาลด้วย KTB (@2.24 บาท) ตามด้วย SCB (@9.28 บาท) ในวันที่ 20 เม.ย. หากราคาหุ้น KTB ปรับตัวลงน้อยกว่าเงินปันผลที่จ่าย จะเป็น Sentiment เชิงบวกที่ทำให้นักลงทุนกล้าเข้ามาสะสมหุ้นธนาคารอื่นๆ ก่อนขึ้น XD
นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้าจะเริ่มเข้าสู่ช่วงการรายงานผลประกอบการ 1Q-2026 ซึ่งเราคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมของกลุ่มจะอยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท (ลดลง 11% YoY จาก NIM ที่อ่อนตัว แต่เพิ่มขึ้น 9% QoQ จาก OPEX ที่ลดลงตามฤดูกาล)
ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทย: ผู้ว่าการ ธปท. (คุณวิทัย รัตนากร) ยืนยันว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันที่ 1.0% ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้จะมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็ตาม (การประชุม กนง. นัดถัดไปคือ 29 เม.ย.) การคงดอกเบี้ยในระยะนี้ ไม่ได้เป็นลบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และเป็นผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มธนาคารในการช่วยประคองส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)
โรงกลั่นน้ำมัน และการปรับลดค่าการกลั่นฯ: มีกระแสข่าวว่าบริษัทเอกชนเตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีรัฐบาล หลังออกประกาศรีดค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลลง 2 บาท ข่าวนี้ช่วยลดแรงกดดัน (Overhang) ที่มีต่อราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นหลักในกลุ่มอย่าง TOP, BCP, SPRC
กระแส Fund Flow : นักลงทุนต่างชาติมีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิรวม 41 ล้านบาท ตลาดตราสารหนี้ มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ (Net Inflow) จากนักลงทุนต่างชาติจำนวน 1,565 ล้านบาท
ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 32.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากช่วงเช้า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระหว่างวัน: ในช่วงเช้า ค่าเงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคปรับตัวอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน หลังจากเหตุการณ์ที่อิหร่านเข้าโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลางและทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ปัจจัยต่างประเทศ:
สถานการณ์ตะวันออกกลาง: สถานการณ์ยังคงมีความเปราะบางและยังไม่คลายตัวลงมากนัก หลังยังมีการโจมตีทางทหารรายงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางประเด็นด้านข้อจำกัดทางกฎหมายของประธานาธิบดีทรัมป์ ภายใต้ War Powers Resolution of 1973 (WPR) ซึ่งจะครบกำหนดเส้นตาย 60 วันในวันที่ 29 เม.ย. 26 นี้ หากต้องการใช้กำลังทหารต่อ ทรัมป์จำเป็นต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส ซึ่งมีความท้าทายสูง
Technical : BCH, KAMART
#ทันหุ้น #2026 #SET เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
บล.ฟินันเซีย ไซรัส : แนวโน้มตลาดวันนี้ : เราคาด SET Index จะแกว่งตัว Sideways ต่อเนื่องในกรอบ 1,480-1,500 จุด โดยคาดตลาดชะลอการซื้อขายเนื่องจากเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวสงกรานต์ โดยปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์อยู่บ้างทั้งการโจมตีที่ยังคงมีอยู่ รวมถึงช่องแคบฮอร์มุซที่ยังคงไม่ได้เปิด
โดยปัจจัยหลักที่ต้องจับตาคือการเจรจาสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านในวันพรุ่งนี้ 11 เม.ย. ที่ปากีสถาน ซึ่งผลลัพธ์ของการเจรจาจะกำหนดทิศทางตลาดในสัปดาห์หน้า ส่วนอิสราเอลจะเปิดการเจรจากับเลบานอนโดยตรง
ภาพรวมทำให้ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัวผันผวนและยังยืนบริเวณ US$97 ต่อบาร์เรลสำหรับ Brent ส่วนการเคลื่อนไหวของสินทรัพย์เสี่ยงยังทรงถึงค่อนไปในทางบวก โดยกลุ่มเทคโนโลยีคาดยังคงหนุนตลาด ส่วนปัจจัยทีต้องติดตามคืนนี้คือตัวเลข CPI เดือน มี.ค. ของสหรัฐฯ (ตลาดคาด Headline +3.3% y-y Core +2.7% y-y) ด้านปัจจัยในประเทศโฟกัสจะอยู่ในช่วงหลังสงกรานต์ทั้งมาตรการประหยัดพลังงาน รวมถึงนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างคนละครึ่งพลัสเฟส 2 ที่คาดว่าจะเข้าครม.วันที่ 21 เม.ย. ซึ่งต้องติดตามกรอบจำนวนคนได้สิทธิ์และวงเงินที่คาดเพิ่มขึ้นจากเฟสแรก
คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจและกำลังซื้อของผู้บริโภคได้บางส่วนในภาวะราคาน้ำมันแพง ภาพรวมวันนี้เรามองตลาดจะลดการเก็งกำไรกลุ่มที่ได้ประโยชน์หากสงครามคลี่คลาย และพักเงินในกลุ่มเทคโนโลยี Defensive และ Consumer Staple ก่อนเข้าช่วงหยุดยาว
กลยุทธ์ : Barbell ด้วยหุ้นที่เสี่ยงต่ำจากผลกระทบจากเงินเฟ้อและต้นทุนพลังงาน ผสานกับกลุ่มที่ได้อานิสงส์หากสงครามคลี่คลาย
หุ้นเด่นเดือน เม.ย. : CPALL, CPF, GULF, KTB, PRM
FSSIA Portfolio : BA, BDMS, CPALL, CPF, CPN, ERW, GULF, KTB, MTC, OSP, WHAUP
หุ้นเด่นวันนี้ : DELTA
- แนะนำ “เก็งกำไร” ราคาเป้าหมายปี 2027 ที่ 300 บาท
- คาดกำไร 1Q26 ยังทำ New High ที่ 8.33 พันลบ. +16% q-q, +67% y-y หนุนจากรายได้ที่เติบโตโดดเด่นต่อเนื่อง แม้กลุ่ม EV จะชะลอ แต่กลุ่ม AI ที่โตแกร่งชดเชยได้ทั้งหมด ขณะที่ Gross Margin คาดยังอยู่ในระดับสูง
- Gartner คาดการใช้จ่าย AI ทั่วโลกโตสูง 38% CAGR ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ทำให้เราคาดกำไรสุทธิปี 2026-28 +32% CAGR เราชอบโมเมนตัมการเติบโตของ DELTA ที่แข็งแกร่ง แต่ Valuation ค่อนข้างสูง จึงเหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้
- แนวรับ 292-290//280 บาท แนวต้าน 300//310 บาท
บล.คิงส์ฟอร์ด : ประเมินแนวรับดัชนี 1,470 – 1,480 แนวต้าน 1,500 คาดดัชนี SET เช้านี้มีโอกาสทรงตัว รอผลการเจรจาระหว่างสหรัฐ – อิหร่านในวันพรุ่งนี้ แนะนำทยอยซื้อเมื่อดัชนีอ่อนในกลุ่มอุปโภค CPALL,CPAXT,TNP,CPN,OSP,CBG,ICHI คาดจะได้ประโยชน์จาก ม.กระตุ้นกำลังซื้อของภาครัฐ / ADVANC,TRUE,GULF,GPSC,STECON,CK,AMATA,WHA คาดได้ประโยชน์จาก ม.กระตุ้นการลงทุน
PRM* (ซื้อเก็งกำไร / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 9.10 บาท) บริษัทรายงานกำไร 4Q68 ที่ 422 ล้านบาท ลดลงทั้ง QoQ, YoY เนื่องจากมีขาดทุน FX ขณะที่กำไรปกติลดลง QoQ เนื่องจากมีเรือ VLCC ที่เข้า Dry Dock แต่โต YoY ได้ตามกำลังการให้บริการที่เพิ่มขึ้นตามกองเรือที่มีมากกว่าปีก่อน โดยธุรกิจ OSV มีปัจจัยหนุนจากเรือ Crew Boat ใหม่ และเรือ AWB ที่ทำสัญญาใหม่ ส่วนปี 69 จะมีเรือเข้ามา 4 ลำ เริ่มรับมอบในช่วง 1Q69 จำนวน 2 ลำ
สำหรับแผนการลงทุนในการจัดหาเรือใหม่เพื่อทดแทนเรื่อที่มีอายุมาก 2H69 จะสั่งต่อเรือ PCT เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและได้อัตราค่าเช่าที่สูงขึ้น ทั้งนี้ในปี 69-70 ตลาดคาดการณ์กำไรที่ 2.3 พันล้านบาท (+5%YoY) และ 2.47 พันล้านบาท (+9%YoY) ทั้งนี้บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลงวด 2H68 ที่ 0.25 บาท/หุ้น ขึ้น XD 6 พ.ค.
TMAN* (ซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 16.73 บาท) กำไรสุทธิปี68 อยู่ที่ 523 ลบ. +16%YoY โดยหักตัดรายการพิเศษบวก(ค่าสินไหมทดแทนจากอัคคีภัย) กำไรจะ +6% หนุนด้วยรายได้ +13%YoY โตได้เด่นผ่านลูกค้ากลุ่มโรงพยาบาล และลูกค้ากลุ่มค้าปลีก ส่วนการดำเนินงานในช่วง 1Q69 คาดว่ายังอยู่ในเกณฑ์ดีตามสภาพอากาศที่มีฝุ่นมากและรับรู้รายได้จากธุรกิจรับจ้างจัดจำหน่าย (DBU) ใหม่ ด้าน TMAN* เอง ตั้งเป้าหมายรายได้ปี69 +10-15%/เป้ารายได้ปี72 ที่ 4,000 ลบ. ปัจจุบัน ตลาดคาดกำไรสุทธิของ TMAN* ปี69 และ70 จะอยู่ที่ 515 ลบ.(-2%YoY/แต่หากตัดรายการพิเศษออกจะ +8%YoY) และ 569 ลบ.(+10%YoY)
บล.ดาโอ : คาดดัชนีฯ มีแนวโน้มแกว่งในกรอบแคบๆ อาจติดลบในบางช่วง เนื่องจากจะเข้าสู่วันหยุดยาว นักลงทุนบางส่วนขายหุ้นเพื่อลดความเสี่ยง และมีประเด็นในเรื่องการเจรจาหยุดยิง ที่เราจะยังไม่ทราบผลในวันนี้ ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งบวกและลบ ทั้งนี้ DAOL ประเมินว่า โอกาสที่การเจรจาหยุดยิง หรือสถานการณ์จากนี้ไปจะค่อยๆเบาลง มีโอกาสค่อนข้างสูง (ประเมินว่า Trump ไม่อยากทำสงครามต่อ)
ปัจจัยในประเทศ
การอภิปรายนโยบายรัฐบาล: การแถลงนโยบายของรัฐบาลจะสิ้นสุดลงในวันนี้ (10 เม.ย.) จากนี้ไป ตลาดจะพุ่งเป้าไปที่ความชัดเจนของมาตรการหรือนโยบายเศรษฐกิจเพื่อกู้วิกฤตและกระตุ้น GDP ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนตลาดหุ้นในระยะถัดไป หุ้นกลุ่มแรกที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์และมีกระแส Fund Flow ไหลเข้าเก็งกำไรก่อนที่นโยบายจะเห็นผลเป็นรูปธรรม เราเลือก ADVANC, TRUE, PTT*, AOT, DELTA*** เป็น Top Tier สำหรับธีมนี้
ทีมเศรษฐกิจ: รองนายกฯ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ จัดตั้งคณะตัวแทนการค้าไทย (TTR) โดยรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจ การค้า และอดีตนักการทูต มีเป้าหมายเพื่อระดมความคิดเห็นในการกำหนดนโยบายการค้าเชิงรุก เพื่อรับมือกับความท้าทายและความผันผวนทางเศรษฐกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต
หุ้นธนาคาร (Bank Sector): กลุ่มธนาคารจะประเดิมการขึ้นเครื่องหมาย “XD” ตัวแรกของฤดูกาลด้วย KTB (@2.24 บาท) ตามด้วย SCB (@9.28 บาท) ในวันที่ 20 เม.ย. หากราคาหุ้น KTB ปรับตัวลงน้อยกว่าเงินปันผลที่จ่าย จะเป็น Sentiment เชิงบวกที่ทำให้นักลงทุนกล้าเข้ามาสะสมหุ้นธนาคารอื่นๆ ก่อนขึ้น XD
นอกจากนี้ในสัปดาห์หน้าจะเริ่มเข้าสู่ช่วงการรายงานผลประกอบการ 1Q-2026 ซึ่งเราคาดการณ์ว่ากำไรสุทธิรวมของกลุ่มจะอยู่ที่ 5.2 หมื่นล้านบาท (ลดลง 11% YoY จาก NIM ที่อ่อนตัว แต่เพิ่มขึ้น 9% QoQ จาก OPEX ที่ลดลงตามฤดูกาล)
ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของไทย: ผู้ว่าการ ธปท. (คุณวิทัย รัตนากร) ยืนยันว่า ธปท. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับปัจจุบันที่ 1.0% ไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แม้จะมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางก็ตาม (การประชุม กนง. นัดถัดไปคือ 29 เม.ย.) การคงดอกเบี้ยในระยะนี้ ไม่ได้เป็นลบต่อภาพรวมเศรษฐกิจ และเป็นผลบวกโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มธนาคารในการช่วยประคองส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM)
โรงกลั่นน้ำมัน และการปรับลดค่าการกลั่นฯ: มีกระแสข่าวว่าบริษัทเอกชนเตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีรัฐบาล หลังออกประกาศรีดค่าการกลั่นน้ำมันดีเซลลง 2 บาท ข่าวนี้ช่วยลดแรงกดดัน (Overhang) ที่มีต่อราคาหุ้นกลุ่มโรงกลั่นน้ำมัน ซึ่งเป็น Sentiment เชิงบวกต่อหุ้นหลักในกลุ่มอย่าง TOP, BCP, SPRC
กระแส Fund Flow : นักลงทุนต่างชาติมีสถานะเป็นผู้ขายสุทธิรวม 41 ล้านบาท ตลาดตราสารหนี้ มีเงินทุนไหลเข้าสุทธิ (Net Inflow) จากนักลงทุนต่างชาติจำนวน 1,565 ล้านบาท
ค่าเงินบาท: ปิดตลาดที่ระดับ 32.10 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากช่วงเช้า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบในระหว่างวัน: ในช่วงเช้า ค่าเงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาคปรับตัวอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นผลมาจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอย่างฉับพลัน หลังจากเหตุการณ์ที่อิหร่านเข้าโจมตีในภูมิภาคตะวันออกกลางและทำการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
ปัจจัยต่างประเทศ:
สถานการณ์ตะวันออกกลาง: สถานการณ์ยังคงมีความเปราะบางและยังไม่คลายตัวลงมากนัก หลังยังมีการโจมตีทางทหารรายงานอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางประเด็นด้านข้อจำกัดทางกฎหมายของประธานาธิบดีทรัมป์ ภายใต้ War Powers Resolution of 1973 (WPR) ซึ่งจะครบกำหนดเส้นตาย 60 วันในวันที่ 29 เม.ย. 26 นี้ หากต้องการใช้กำลังทหารต่อ ทรัมป์จำเป็นต้องขออนุมัติจากสภาคองเกรส ซึ่งมีความท้าทายสูง
Technical : BCH, KAMART