โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ทำไมทองคำร่วงแรง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่าน ?

The Bangkok Insight

อัพเดต 26 มี.ค. เวลา 14.50 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 02.00 น. • The Bangkok Insight

คลายข้อสงสัย ทำไมทองคำร่วงแรง ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสงครามอิหร่าน ?

ทองคำเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่ถูกนิยามว่าคือ Safe Haven ในโลกการลงทุน เพราะช่วงที่ตลาดมีความเสี่ยงสูง เช่น วิกฤตเศรษฐกิจ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือเกิดความไม่เชื่อมั่นต่อค่าเงิน นักลงทุนมักจะไหลเข้าไปซื้อทองคำเพื่อรักษามูลค่า

แต่ก็ใช่ว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่เป็นอมตะเสนอไป ในวันที่โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ทองคำก็ยังร่วงได้เหมือนกัน เนื่องจากทองคำมีพฤติกรรมเฉพาะตัว คือ ไม่ได้ให้กระแสเงินสด (ไม่มีปันผล/ดอกเบี้ย) อ่อนไหวกับ Real Yield และค่าเงินดอลลาร์ ทำให้บางช่วงสามารถลงแรงได้

อย่างที่เราเห็นในตอนนี้ ท่ามกลางภาวะสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกา อิสราเอล และอิหร่าน ได้สร้างความขัดแย้งรุนแรงทั่วภูมิภาคในตะวันออกกลาง ทว่า Safe Haven อย่างทองคำกลับไม่ได้พุ่งขึ้นแบบที่คิด แต่กลับร่วงแรงที่สุดในรอบกว่า 40 ปี โดยก่อนหน้านี้ราคาทองคำติดลบ 10 วันติด ทดสอบแนวรับที่ระดับ 4,000 ดอลลาร์

ทองคำร่วง

ทั้งนี้ ทองคำและตลาดหุ้นได้ปรับตัวลดลง สวนทางราคาน้ำมันและค่าเงินดอลลาร์ที่พุ่งสูงขึ้น คำถามคือทำไมพอเกิดสงคราม ราคาทองคำร่วง สาเหตุของเรื่องนี้ คืออะไร ?

คำตอบ คือ ปัจจัยที่กดดันราคาทองคำร่วง ในตอนนี้มีหลายประการ

1. โอกาสที่จะ Fed จะปรับลดดอกเบี้ยนั้นยากขึ้น เนื่องจากเงินเฟ้อ Inflation Shock ของราคาพลังงาน แปลว่ามีโอกาสที่ดอกเบี้ยจะสูงนาน (Higher for longer) ดังนั้น ในระยะสั้นราคาทองคำ จึงโดนกดดันจาก Real Yield ที่พุ่งสูงขึ้นจากแนวโน้ม Fed ที่อาจหยุดลดดอกเบี้ย ซึ่งทำให้ต้นทุนการถือทองสูงขึ้นหรือน่าสนใจน้อยลง เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ย

2. เป็นผลต่อเนื่องจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่แข็งค่า เพราะเงินที่ไหลเข้าจาก Real Yield ที่สูง และความตึงเครียดของความขัดแย้ง โดยธรรมชาติของการเคลื่อนไหวราคาทองคำมักสวนทางกับค่าเงินดอลลาร์อยู่แล้ว

3. แรงกดดันจาก Margin Call ในตลาดการเงิน เมื่อสินทรัพย์เสี่ยงอื่นๆ ปรับตัวลดลงแรงในช่วงนี้ นักลงทุนจำเป็นต้องขายสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น ทองคำ เพื่อนำเงินสดไปชดเชยการขาดทุน ประกอบกับระดับความผันผวนของตลาดที่เพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ Value-at-Risk (VaR) ของพอร์ตลงทุนปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หมายถึงความเสี่ยงของพอร์ตสูงเกินกรอบที่กำหนด เพราะฉะนั้น นักลงทุนต้องลดขนาดการลงทุน (de-risk) และขายสินทรัพย์ออก แม้จะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยก็ตาม ซึ่งพบว่าแรงขายทองคำส่วนใหญ่มาจากกองทุน ETF นั่นเอง

ดังนั้น ภาพที่เราจำๆ กันว่าราคาทองชอบวิกฤต อาจจะไม่จริงเสนอไป ! เนื่องจากบางครั้งพอเริ่มเข้าสู่สงครามอย่างชัดเจน ตลาดอาจเกิด Panic Sell เทขายสินทรัพย์ทุกอย่างก็เป็นไปได้ เพื่อหันไปถือครองเงินสดให้มากขึ้น

ประกอบกับการที่นักลงทุนหันไป Hedging หรือป้องกันความเสี่ยงพอร์ตการลงทุน ด้วยสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ แทน อาทิ น้ำมัน แร่หายาก และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร

ทองคำร่วง

แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าย้อนไปดูประวัติศาสตร์สงครามและราคาทอง จะเห็นว่าหากมองเป็นเกมระยะยาว ราคาทองจะกลายเป็นช่วงขาขึ้นได้ หากสงครามได้สร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รุนแรง และตามมาด้วยเงินเฟ้อที่สูง และยิ่งสงครามยืดเยื้อ ยิ่งมีแนวโน้มเป็นปัจจัยบวกต่อราคาทองคำในอนาคต

ท้ายที่สุดแล้ว ทองคำ = Safe Haven = ต้องขึ้นทุกครั้งที่เกิดสงคราม อาจเป็นเพียงความเข้าใจที่ไม่ครบด้าน เพราะในโลกการลงทุนจริงราคาทองคำไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยความกลัว เพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดยต้นทุนของเงิน ทิศทางค่าเงิน และสภาพคล่องของตลาดในช่วงวิกฤตด้วย

แต่ในระยะยาวทองคำก็ยังมีโอกาสกลับมาทำหน้าที่ "สินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยง" ได้อีกครั้ง

อ่านข่าวเพิ่มเติม

ติดตามเราได้ที่

เว็บไซต์: https://www.thebangkokinsight.com/
Facebook: https://www.facebook.com/TheBangkokInsight
X:https://twitter.com/BangkokInsight
Instagram:https://www.instagram.com/thebangkokinsight/
Youtube:https://www.youtube.com/channel/UCYmFfMznVRzgh5ntwCz2Yxg

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...