โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Little Miss Sunshine 2 ทศวรรษ ของหนังชวนหัวเราะทั้งน้ำตาที่บอกเราว่า ‘มันไม่เป็นหรอก ที่จะผุพังและพ่ายแพ้’

Mirror Thailand

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 10.10 น. • เผยแพร่ 27 มี.ค. เวลา 10.10 น.
ภาพไฮไลต์

ไม่น่าเชื่อผ่านเวลาไป 20 ปี หนังเรื่อง Little Miss Sunshine ยังทำให้เรายิ้มค้างและหลงรักได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันเป็นผลงานเรื่องแรกๆ ของผู้กำกับ-นักเขียนบท Valerie Faris กับ Jonathan Dayton ซึ่งฉายในปี 2006 และไม่มีใครเชื่อว่าหนังนอกกระแสเล็กๆ เรื่องนี้จะได้ออสการ์ไปถึง 2 สาขาในเวลานั้น ทั้งการแสดงอันเป็นตำนานของ Aran Arkin และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่เล่าเรื่องความตลกร้ายด้วยน้ำเสียงชื่นมื่นรื่นเริง ขณะที่มีน้ำตาก็ยังทำเราหัวเราะฮ่าๆ ได้เหมือนคำพูดของตัวละครว่า ‘ช่างแม่ง’ กับความบัดซบของชีวิต

Little Miss Sunshine เป็นหนังจิกกัดความฝันแบบอเมริกันชนที่โหยหาความทะเยอทะยานเชื่อสุดใจว่านั่นจะเป็นเส้นทางนำพาไปสู่ความสำเร็จในชีวิต และการมองหาความสำเร็จนี้ มันก็ได้แบ่งแยกมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภทคือ ‘คนแพ้’ กับ ‘คนชนะ’ ไปโดยปริยาย

ซึ่งคงไม่มีอะไรจะเล่าเรื่องความเป็นอเมริกันเหล่านี้ได้ดีไปกว่าครอบครัวธรรมดาๆ ในรัฐแอลบูเคอร์คี ที่ดูเหมือนจะเป็นครอบครัวปกติดีทุกอย่าง มีพ่อ-ผู้พยายามจะเป็นหัวหน้าครอบครัวโดยอาศัยความเชี่อเรื่องความสำเร็จเป็นสรณะ ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จสำหรับเขานั่นเท่ากับเป็นคนล้มเหลว เป็นตราบาปที่ควรถูกปั๊มหน้าผากไว้ตัวโตๆ ว่า ‘พวกขี้แพ้’

ทว่าสิ่งที่เขาเชื่อดูจะสวนทางโดยสิ้นเชิงกับความเป็นจริงของคนในบ้านที่มีทั้งคุณอาซึ่งเพิ่งพยายามฆ่าตัวตายจากการเป็นเกย์อกหัก เพราะดันไปหลงรักลูกศิษย์ตัวเอง แม่ประสาทเสียที่เหนื่อยกับการดูแลทุกอย่างในบ้าน พี่ชายวัยรุ่นท่ีเกลียดทุกคน กับคุณปู่ซ่าที่พูดจาไม่ไว้หน้าใครและชอบแอบเล่นยาประชดชีวิต

ความสดใสเพียงไม่กี่อย่างที่ครอบครัวนี้พอมีอยู่บ้าง ก็คือตัวหนูน้อยโอลีฟวัย 7 ขวบผู้มีความฝันอยากเป็นมิสอเมริกาให้ได้เมื่อโตขึ้น เธอมีความพยายามจะสมัครเวทีนางงามด็กมามากมายเพื่อปูทาง แต่ก็ติดข้อจำกัดหลายอย่างมาตลอด จนกระทั่งอยู่ๆ วันหนึ่งเวทีประกวดหนูน้อย Little Miss Sunshine ก็ตอบรับให้เธอเข้าร่วมในที่สุด

แต่เวทีเจ้ากรรมดันอยู่ไกลถึงแคลิฟอร์เนีย นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นของครอบครัวที่ต้องตัดสินใจขับรถแวนคนเก่าๆ ที่ใกล้พังมิพังแหล่ ออกเดินทางข้ามรัฐไปยังงานประกวดเพื่อเติมเต็มความฝันของเด็กน้อยคนหนึ่ง พร้อมๆ กับที่ทุกคนก็ยังต้องแบก ‘ความพัง’ ของตัวเองใส่รถไปด้วยกัน

การเดินทางของครอบครัวฮูเวอร์ ค่อยๆ เผยให้เห็นความวายป่วงหนักขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่รถที่อยู่ๆ ก็เกิดงอแงจนการเดินทางต้องสะดุด ไหนจะความขัดแย้งของสมาชิกที่หวุดหวิดจะชวนทะเลาะกันได้ตลอด หมดนั้นทำให้เรายิ่งพบว่าแท้จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้เฉียดเข้าใกล้โมเดลของคนที่ประสบความสำเร็จตามแบบฉบับเลยสักนิด แถมเป็นพวก ‘ลูซเซอร์’ ตัวจริงของแท้ที่น่าขำ

เหล่าลูซเซอร์พยายามแบกกันไปให้ถึงปลายทาง กระทั่งพาเราไปพบกับจุดหักเหที่ไม่มีใครคาดคิด นั่นคือความผิดหวังที่พุ่งเข้ามากระแทกไม่ยั้งในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสูญเสียสมาชิกแบบไม่ทันตั้งตัว กับความฝันของพวกเขาที่ไม่มีทางเป็นจริง เพราะไม่สวยพอ ไม่ดีพอ ไม่เก่งพอ ไม่ตรงตามมาตรฐานพอ ไม่ ‘ปกติ’ มากพอ ฯลฯ ที่จะเป็นคน ‘ประสบความสำเร็จ’ มีเพียงความจริงที่ชกหน้าเต็มแรงว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อาจไม่ได้อยู่ที่นั่นเสมอไป’

การเดินทางของครอบครัวนี้อาจไม่ต่างกับความมรสุมของชีวิตคนเราที่บ่อยครั้งนอกจากมันจะทำให้ขรุขระและไม่ค่อยไม่ราบรื่นแล้ว มันยังนำพาเรื่องบ้าบอสารพัดอย่างมาให้ปวดหัวกลุ้ม Heart อยู่เสมอ

แต่ขณะเดียวกันไอ้ความไม่เป็นดังหวังนี้เอง ก็ทำให้ทั้งเราและครอบครัวฮูเวอร์ได้ฝึกทักษะการต่อสู้ดิ้นรน และเรียนรู้ที่จะอยู่ต่อไป แม้จะไม่ได้ยืนอยู่ในตำแหน่งของ ‘ผู้ชนะ’ ซึ่งการได้ลงมือทำ และเชื่อดูสักตั้งกับสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้นั้น ก็อาจสำคัญต่อการมีชีวิตของเราอยู่ยิ่งเสียกว่าคำว่าผู้แพ้หรือชนะซะอีก

และหัวใจของ Little Miss Sunshine ที่ทำให้มันเป็นหนังที่ยังทำงานกับใครหลายคนมาจนถึงทุกวันนี้ ก็อาจไม่ใช่เพียงทักษะมวยวัดของครอบครัวหนึ่งที่สถานการณ์บังคับให้หลังชนฝาแล้วเลือกที่จะพุ่งชนกับปัญหา แต่ยังเป็นสายใย ‘ความรัก’ และการพร้อมยืน ‘อยู่ข้างๆ’ กันแม้ในวันที่ผุพังพ่ายแพ้

“บางครั้งผมอยากหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาอีกทีตอนอายุ 18 เลย จะได้ข้ามเรื่องบ้าๆ ทั้งการเรียน ม.ปลาย ทั้งอะไรนั่น” พี่ชายวัยรุ่นของบ้านระบายความอึดอัดของเขากับคุณอา หลังจากยอมรับว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในลูซเซอร์

“นายเคยได้ยินชื่อ Marcel Proust ไหม นักเขียนฝรั่งเศส เป็นลูซเซอร์ตัวจริงที่ไม่เคยทำงานอะไรจริงจัง ความรักก็ห่วยแตก แถมเป็นเกย์อีก เขาใช้เวลาเกือบ 20 ปี เขียนหนังสือที่ไม่มีใครอ่าน ถึงจะว่ากันว่าเขาเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่รองจากเชคสเปียร์ก็เหอะ ทั้่งชีวิตเขาช่างแสนเศร้า จนกระทั่งเขามองกลับไปแล้วก็พบว่า ไอ้หลายปีแห่งความทุกข์ระทมนั่น มันเป็นปีที่ดีที่สุดในชีวิตของเขาเลย เพราะมันทำให้เขาเป็นอย่างที่เป็น แต่หลายปีที่เป็นสุขนั้นต่างหากที่โคตรเสียเปล่า เพราะมันไม่ทำให้เขาเรียนรู้อะไรเลย”

“เพราะงั้น ถ้านายหลับไปจนถึง 18 คิดดูสิว่านายจะพลาดเรื่องบัดซบไปกี่เรื่อง ม.ปลายน่ะเหรอ นั่นเป็นช่วงเวลาบัดซบที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตเลยนะ”

บทความต้นฉบับได้ที่ : Little Miss Sunshine 2 ทศวรรษ ของหนังชวนหัวเราะทั้งน้ำตาที่บอกเราว่า ‘มันไม่เป็นหรอก ที่จะผุพังและพ่ายแพ้’

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...