Little Miss Sunshine 2 ทศวรรษ ของหนังชวนหัวเราะทั้งน้ำตาที่บอกเราว่า ‘มันไม่เป็นหรอก ที่จะผุพังและพ่ายแพ้’
ไม่น่าเชื่อผ่านเวลาไป 20 ปี หนังเรื่อง Little Miss Sunshine ยังทำให้เรายิ้มค้างและหลงรักได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มันเป็นผลงานเรื่องแรกๆ ของผู้กำกับ-นักเขียนบท Valerie Faris กับ Jonathan Dayton ซึ่งฉายในปี 2006 และไม่มีใครเชื่อว่าหนังนอกกระแสเล็กๆ เรื่องนี้จะได้ออสการ์ไปถึง 2 สาขาในเวลานั้น ทั้งการแสดงอันเป็นตำนานของ Aran Arkin และบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมที่เล่าเรื่องความตลกร้ายด้วยน้ำเสียงชื่นมื่นรื่นเริง ขณะที่มีน้ำตาก็ยังทำเราหัวเราะฮ่าๆ ได้เหมือนคำพูดของตัวละครว่า ‘ช่างแม่ง’ กับความบัดซบของชีวิต
Little Miss Sunshine เป็นหนังจิกกัดความฝันแบบอเมริกันชนที่โหยหาความทะเยอทะยานเชื่อสุดใจว่านั่นจะเป็นเส้นทางนำพาไปสู่ความสำเร็จในชีวิต และการมองหาความสำเร็จนี้ มันก็ได้แบ่งแยกมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภทคือ ‘คนแพ้’ กับ ‘คนชนะ’ ไปโดยปริยาย
ซึ่งคงไม่มีอะไรจะเล่าเรื่องความเป็นอเมริกันเหล่านี้ได้ดีไปกว่าครอบครัวธรรมดาๆ ในรัฐแอลบูเคอร์คี ที่ดูเหมือนจะเป็นครอบครัวปกติดีทุกอย่าง มีพ่อ-ผู้พยายามจะเป็นหัวหน้าครอบครัวโดยอาศัยความเชี่อเรื่องความสำเร็จเป็นสรณะ ส่วนคนที่ไม่ประสบความสำเร็จสำหรับเขานั่นเท่ากับเป็นคนล้มเหลว เป็นตราบาปที่ควรถูกปั๊มหน้าผากไว้ตัวโตๆ ว่า ‘พวกขี้แพ้’
ทว่าสิ่งที่เขาเชื่อดูจะสวนทางโดยสิ้นเชิงกับความเป็นจริงของคนในบ้านที่มีทั้งคุณอาซึ่งเพิ่งพยายามฆ่าตัวตายจากการเป็นเกย์อกหัก เพราะดันไปหลงรักลูกศิษย์ตัวเอง แม่ประสาทเสียที่เหนื่อยกับการดูแลทุกอย่างในบ้าน พี่ชายวัยรุ่นท่ีเกลียดทุกคน กับคุณปู่ซ่าที่พูดจาไม่ไว้หน้าใครและชอบแอบเล่นยาประชดชีวิต
ความสดใสเพียงไม่กี่อย่างที่ครอบครัวนี้พอมีอยู่บ้าง ก็คือตัวหนูน้อยโอลีฟวัย 7 ขวบผู้มีความฝันอยากเป็นมิสอเมริกาให้ได้เมื่อโตขึ้น เธอมีความพยายามจะสมัครเวทีนางงามด็กมามากมายเพื่อปูทาง แต่ก็ติดข้อจำกัดหลายอย่างมาตลอด จนกระทั่งอยู่ๆ วันหนึ่งเวทีประกวดหนูน้อย Little Miss Sunshine ก็ตอบรับให้เธอเข้าร่วมในที่สุด
แต่เวทีเจ้ากรรมดันอยู่ไกลถึงแคลิฟอร์เนีย นั่นเลยเป็นจุดเริ่มต้นของครอบครัวที่ต้องตัดสินใจขับรถแวนคนเก่าๆ ที่ใกล้พังมิพังแหล่ ออกเดินทางข้ามรัฐไปยังงานประกวดเพื่อเติมเต็มความฝันของเด็กน้อยคนหนึ่ง พร้อมๆ กับที่ทุกคนก็ยังต้องแบก ‘ความพัง’ ของตัวเองใส่รถไปด้วยกัน
การเดินทางของครอบครัวฮูเวอร์ ค่อยๆ เผยให้เห็นความวายป่วงหนักขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่รถที่อยู่ๆ ก็เกิดงอแงจนการเดินทางต้องสะดุด ไหนจะความขัดแย้งของสมาชิกที่หวุดหวิดจะชวนทะเลาะกันได้ตลอด หมดนั้นทำให้เรายิ่งพบว่าแท้จริงแล้ว พวกเขาไม่ได้เฉียดเข้าใกล้โมเดลของคนที่ประสบความสำเร็จตามแบบฉบับเลยสักนิด แถมเป็นพวก ‘ลูซเซอร์’ ตัวจริงของแท้ที่น่าขำ
เหล่าลูซเซอร์พยายามแบกกันไปให้ถึงปลายทาง กระทั่งพาเราไปพบกับจุดหักเหที่ไม่มีใครคาดคิด นั่นคือความผิดหวังที่พุ่งเข้ามากระแทกไม่ยั้งในหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่การสูญเสียสมาชิกแบบไม่ทันตั้งตัว กับความฝันของพวกเขาที่ไม่มีทางเป็นจริง เพราะไม่สวยพอ ไม่ดีพอ ไม่เก่งพอ ไม่ตรงตามมาตรฐานพอ ไม่ ‘ปกติ’ มากพอ ฯลฯ ที่จะเป็นคน ‘ประสบความสำเร็จ’ มีเพียงความจริงที่ชกหน้าเต็มแรงว่า ‘ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จก็อาจไม่ได้อยู่ที่นั่นเสมอไป’
การเดินทางของครอบครัวนี้อาจไม่ต่างกับความมรสุมของชีวิตคนเราที่บ่อยครั้งนอกจากมันจะทำให้ขรุขระและไม่ค่อยไม่ราบรื่นแล้ว มันยังนำพาเรื่องบ้าบอสารพัดอย่างมาให้ปวดหัวกลุ้ม Heart อยู่เสมอ
แต่ขณะเดียวกันไอ้ความไม่เป็นดังหวังนี้เอง ก็ทำให้ทั้งเราและครอบครัวฮูเวอร์ได้ฝึกทักษะการต่อสู้ดิ้นรน และเรียนรู้ที่จะอยู่ต่อไป แม้จะไม่ได้ยืนอยู่ในตำแหน่งของ ‘ผู้ชนะ’ ซึ่งการได้ลงมือทำ และเชื่อดูสักตั้งกับสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้นั้น ก็อาจสำคัญต่อการมีชีวิตของเราอยู่ยิ่งเสียกว่าคำว่าผู้แพ้หรือชนะซะอีก
และหัวใจของ Little Miss Sunshine ที่ทำให้มันเป็นหนังที่ยังทำงานกับใครหลายคนมาจนถึงทุกวันนี้ ก็อาจไม่ใช่เพียงทักษะมวยวัดของครอบครัวหนึ่งที่สถานการณ์บังคับให้หลังชนฝาแล้วเลือกที่จะพุ่งชนกับปัญหา แต่ยังเป็นสายใย ‘ความรัก’ และการพร้อมยืน ‘อยู่ข้างๆ’ กันแม้ในวันที่ผุพังพ่ายแพ้
“บางครั้งผมอยากหลับไปแล้วตื่นขึ้นมาอีกทีตอนอายุ 18 เลย จะได้ข้ามเรื่องบ้าๆ ทั้งการเรียน ม.ปลาย ทั้งอะไรนั่น” พี่ชายวัยรุ่นของบ้านระบายความอึดอัดของเขากับคุณอา หลังจากยอมรับว่าตัวเองก็เป็นหนึ่งในลูซเซอร์
“นายเคยได้ยินชื่อ Marcel Proust ไหม นักเขียนฝรั่งเศส เป็นลูซเซอร์ตัวจริงที่ไม่เคยทำงานอะไรจริงจัง ความรักก็ห่วยแตก แถมเป็นเกย์อีก เขาใช้เวลาเกือบ 20 ปี เขียนหนังสือที่ไม่มีใครอ่าน ถึงจะว่ากันว่าเขาเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่รองจากเชคสเปียร์ก็เหอะ ทั้่งชีวิตเขาช่างแสนเศร้า จนกระทั่งเขามองกลับไปแล้วก็พบว่า ไอ้หลายปีแห่งความทุกข์ระทมนั่น มันเป็นปีที่ดีที่สุดในชีวิตของเขาเลย เพราะมันทำให้เขาเป็นอย่างที่เป็น แต่หลายปีที่เป็นสุขนั้นต่างหากที่โคตรเสียเปล่า เพราะมันไม่ทำให้เขาเรียนรู้อะไรเลย”
“เพราะงั้น ถ้านายหลับไปจนถึง 18 คิดดูสิว่านายจะพลาดเรื่องบัดซบไปกี่เรื่อง ม.ปลายน่ะเหรอ นั่นเป็นช่วงเวลาบัดซบที่ยิ่งใหญ่ของชีวิตเลยนะ”
บทความต้นฉบับได้ที่ : Little Miss Sunshine 2 ทศวรรษ ของหนังชวนหัวเราะทั้งน้ำตาที่บอกเราว่า ‘มันไม่เป็นหรอก ที่จะผุพังและพ่ายแพ้’
บทความที่เกี่ยวข้อง
- เอกสารลับล่าสุดเผยรายชื่อ ‘หมอ’ ที่คอยเก็บงานบนเกาะส่วนตัวของ Epstein ทั้งดูแลความงาม รักษาเด็กสาวที่บาดเจ็บ ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ ฯลฯ พร้อมโกยผลประโยชน์จากขบวนการค้ามนุษย์
- ลักเซมเบิร์กเป็นประเทศที่ 2 ของโลก ที่ให้ ‘การทำแท้ง’ เป็น ‘เสรีภาพขั้นพื้นฐาน’
- FIVE STORIES, ONE ICON 5 เรื่องราวความกล้าของผู้หญิงที่ลุกขึ้นมาเลือกเส้นทางของตัวเอง
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : Mirror Thailand.com