โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCB WEALTH ชี้ภาคอสังหาฯยังมีศักยภาพโตเด่น ปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วงโตแบบเลือกเฉพาะ Sector จากโครงสร้างเศรษฐกิจชยายตัวต่ำ คาดว่าจีดีพีไทยโตได้ 2%

BTimes

อัพเดต 24 มี.ค. เวลา 18.51 น. • เผยแพร่ 24 มี.ค. เวลา 11.51 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

SCB WEALTH ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริหารความมั่งคั่ง จัดสัมมนาเอ็กซ์คลูซีฟภายใต้ธีม “A Private Dialogue Decoding 2026: Property & Legacy” เพื่อให้ข้อมูลเชิงลึกแก่กลุ่มลูกค้าเวลธ์ Private Banking ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจผันผวนและภาระภาษีที่ดินที่ส่งผลต่อต้นทุนการถือครองสินทรัพย์ โดยเนื้อหาหลักมุ่งเน้นการถอดรหัสทิศทางตลาดอสังหาริมทรัพย์ปี 2026 และกลยุทธ์การปรับพอร์ตสินทรัพย์ให้สอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งได้รับเกียรติจากผู้เชี่ยวชาญระดับแนวหน้าจาก JLL Thailand มาร่วมวิเคราะห์โอกาสการลงทุนใหม่ๆ พร้อมกันนี้ ทีมผู้เชี่ยวชาญจาก SCB WEALTH ยังได้ร่วมถ่ายทอดกลยุทธ์การวางแผนส่งต่อมรดกอย่างมีประสิทธิภาพ (Family Office) และแนวทางการสร้างมูลค่าเพิ่มจากอสังหาริมทรัพย์เพื่อเปลี่ยนเป็นเงินทุนต่อยอดความมั่งคั่ง (Wealth Lending) ให้ลูกค้าสามารถบริหารจัดการทรัพย์สินและส่งมอบมรดกสู่ทายาทได้อย่างเต็มประสิทธิภาพสูงสุด ณ โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เมื่อเร็วๆ นี้

นายกฤช ปิ่มหทัยวุฒิ กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าหน่วยธุรกิจบริการด้านการลงทุน, JLL Thailand กล่าวในงานสัมมนาว่า ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยใน ปี 2569 กำลังเข้าสู่ช่วง Selective Growth หรือการเติบโตแบบเลือกเฉพาะ Sector จากโครงสร้างเศรษฐกิจที่ขยายตัวในระดับต่ำและฟื้นตัวไม่ทั่วถึง โดยคาดว่า GDP ไทยจะเติบโตเพียงประมาณ 2% ส่งผลให้นักลงทุนต้องปรับกลยุทธ์จากการลงทุนแบบกระจาย ไปสู่การคัดเลือกสินทรัพย์และทำเลที่มีศักยภาพอย่างแท้จริง

โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยังมีศักยภาพเติบโตโดดเด่น ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ซึ่งยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของตลาด โดยได้รับอานิสงส์จากกระแสการย้ายฐานการผลิต และการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ขณะที่พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ยังคงเป็นศูนย์กลางความต้องการ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงประมาณ 89% ของดีมานด์ทั้งหมด นอกจากนี้ ราคาที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมยังมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจากภาวะอุปสงค์ที่สูงกว่าอุปทาน โดยในปี 2569 มีแผนเพิ่มอุปทานใหม่มากกว่า 7,000 ไร่ เพื่อรองรับความต้องการที่เติบโต และอีกหนึ่งกลุ่มที่โดดเด่นและกลายเป็นเมกะเทรนด์สำคัญของตลาด คือ Data Center ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 40–60% ต่อปี จากความต้องการด้าน Cloud Computing, AI และเศรษฐกิจดิจิทัล โดยทำเลสำคัญยังคงอยู่ในพื้นที่ EEC และกรุงเทพฯ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางด้านโครงสร้างพื้นฐานการเชื่อมต่อ อย่างไรก็ตาม การขยายตัวของธุรกิจดังกล่าวยังเผชิญข้อจำกัดด้านพลังงาน ระบบระบายความร้อน และโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟเบอร์ ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการลงทุนในระยะต่อไป

ในขณะที่ภาคโรงแรมและการท่องเที่ยวยังคงฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 35.5 ล้านคน โดยมีนักท่องเที่ยวจากอินเดียและรัสเซียเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ แม้ว่าผลการดำเนินงานของโรงแรมบางกลุ่มยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ แต่ภาพรวมเริ่มเข้าสู่ภาวะปกติ (normalize) มากขึ้น

ด้านตลาดที่อยู่อาศัยยังคงเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่ชะลอตัว โดยจำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญถึง 40–50% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่ผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์เพื่อลดความเสี่ยง ด้วยการพัฒนาโครงการขนาดเล็กลงและให้ความสำคัญกับการบริหารกระแสเงินสด อย่างไรก็ตาม ตลาดที่อยู่อาศัยระดับ Luxury ยังคงเติบโตได้ดี โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นประมาณ 51% จากความต้องการของกลุ่มผู้มีความมั่งคั่งสูง (HNW) และผู้ซื้อเพื่ออยู่อาศัยจริงในระยะยาว ขณะเดียวกัน เทรนด์ใหม่ของตลาดเริ่มสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค โดยโครงการลักชัวรีมีขนาดกะทัดรัดมากขึ้น และกลุ่มบ้านทาวน์โฮมระดับราคา 20–40 ล้านบาทได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้สองทางและไม่มีบุตร (Dual Income No Kids) ที่ชอบใช้ชีวิตในเมือง

สำหรับตลาดคอนโดมิเนียม แม้จะมีอุปทานสะสมในระดับสูงกว่า 930,000 ยูนิต และจำนวนโครงการเปิดใหม่ลดลงต่ำสุดในรอบกว่า 15 ปี แต่ตลาดเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวในบาง Segment โดยเฉพาะคอนโดระดับ Luxury ที่ยังสามารถรักษาระดับราคาได้ ขณะที่ภาพรวมราคาขายเริ่มอ่อนตัวเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม จุดเด่นสำคัญอยู่ที่ตลาดเช่า ซึ่งเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยค่าเช่าปรับตัวขึ้นสูงสุดในปี 2568 จากความต้องการของชาวต่างชาติและรูปแบบการอยู่อาศัยที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น

ในส่วนของตลาดอาคารสำนักงานและค้าปลีก พบว่ามีการปรับตัวเชิงคุณภาพ โดยความต้องการสำนักงานย้ายเข้าสู่อาคารเกรด A มากขึ้น หรือที่เรียกว่า flight-to-quality พร้อมให้ความสำคัญกับมาตรฐาน ESG และเทคโนโลยีอาคารอัจฉริยะ ขณะที่ภาคค้าปลีกเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบ “experience-based retail” และมีแบรนด์ต่างประเทศเข้ามาขยายธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น

ทั้งนี้ ภาพรวมตลาดอสังหาริมทรัพย์ในระยะต่อไปจะไม่เติบโตแบบทั่วถึงอีกต่อไป นักลงทุนจำเป็นต้องปรับแนวคิดจากการลงทุนแบบเดิมไปสู่การคัดเลือกสินทรัพย์เชิงกลยุทธ์ โดยกลุ่ม Industrial และ Data Center จะกลายเป็น Core Asset ใหม่ แทนที่อสังหาริมทรัพย์เพื่ออยู่อาศัยในอดีต ขณะที่ตลาดที่อยู่อาศัยจะเปลี่ยนจากการเก็งกำไรไปสู่การตอบโจทย์การอยู่อาศัยจริงมากขึ้น

ดร.นิติ เนื่องจำนงค์ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย Wealth Planning and Family Office ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า ความท้าทายสำคัญของการบริหารความมั่งคั่งของครอบครัว (Family Wealth Planning) การดูแล รักษา และส่งต่ออสังหาริมทรัพย์ให้แก่ทายาทอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นประเด็นที่ต้องอาศัยการวางแผนอย่างรอบด้าน โดยครอบคลุมทั้งภาระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาทรัพย์สิน ภาระภาษีที่เกิดขึ้นจากการส่งต่อ รวมถึงความไม่แน่นอนของกฎหมายในอนาคตที่อาจส่งผลต่อการใช้ประโยชน์ของทรัพย์สิน พร้อมทั้งความท้าทายในการจัดหาแหล่งเงินทุนเพื่อบริหารทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง แต่มีต้นทุนในการถือครองอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการวางระบบและกลไกที่เหมาะสม เพื่อสร้างความยั่งยืนในการส่งต่อความมั่งคั่งให้แก่ทายาทและสมาชิกในครอบครัว ดังนั้น การเริ่มต้นวางแผนล่วงหน้าจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยการจัดทำพินัยกรรมถือเป็นพื้นฐานสำคัญที่จะช่วยให้การส่งต่ออสังหาริมทรัพย์เป็นไปตามความตั้งใจของเจ้าของทรัพย์ ขณะเดียวกัน ครอบครัวควรเริ่มวางแผนการใช้ประโยชน์จากอสังหาริมทรัพย์อย่างเป็นระบบ และเปิดโอกาสให้ทายาทเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว เพื่อสร้างการเรียนรู้ร่วมกัน และเสริมสร้างความสัมพันธ์ภายในครอบครัวในระยะยาว

ด้านนายปกรณ์ เภตรากาศ ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่าย Wealth Lending Product ธนาคารไทยพาณิขย์ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยสะท้อนถึงโครงสร้างการเติบโตที่ยังไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึง โดยรายงานล่าสุดของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ และการฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง แม้ว่าภาคการส่งออกจะเริ่มมีสัญญาณฟื้นตัว แต่การเติบโตยังคงกระจุกอยู่ในบางกลุ่มอุตสาหกรรม เช่น อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องจักร และเครื่องใช้ไฟฟ้า การลงทุนภาคเอกชนส่วนหนึ่งยังได้รับแรงสนับสนุนจากโครงการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี เช่น Data Center และเซมิคอนดักเตอร์ อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจอื่น ๆ ยังคงชะลอการลงทุน เพื่อรอความชัดเจนของทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป

จากข้อมูล SCB EIC ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะเติบโตประมาณ 1.8% ซึ่งเป็นการประเมินก่อนสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แม้จะปรับเพิ่มจากประมาณการเดิมที่ 1.5% แต่ยังถือว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยการเติบโตในอดีตอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งนี้ ความต้องการในตลาดอสังหาริมทรัพย์มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับภาวะเศรษฐกิจ เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัวหรือเติบโตแบบกระจุกตัว การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์จึงมีแนวโน้มชะลอตัวตามไปด้วย นักลงทุนจำนวนไม่น้อยเลือกชะลอแผนพัฒนาที่ดิน เพื่อรอจังหวะของตลาด ขณะที่การซื้อขายที่ดินยังทำได้ยากในภาวะที่ผู้ซื้อมีความระมัดระวังมากขึ้น

ขณะเดียวกัน ผู้ถือครองที่ดินยังต้องเผชิญกับภาระภาษีที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเริ่มจัดเก็บตั้งแต่ปี 2563 มีการปรับเพิ่มอัตราภาษีทุก 3 ปี โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 0.3% ต่อครั้ง และสามารถปรับเพิ่มได้สูงสุดไม่เกิน 3% ต่อปี ส่งผลให้ต้นทุนการถือครองทรัพย์สินเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ที่ดินรกร้างมูลค่า 100 ล้านบาท ซึ่งเคยมีภาระภาษีประมาณ 650,000 บาทต่อปี อาจเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 950,000 บาทต่อปีในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นราว 46% และหากในปี พ.ศ. 2570 มีการปรับราคาประเมินที่ดินเพิ่มขึ้นอีก 3% ภาระภาษีอาจขยับสูงขึ้นเกิน 1 ล้านบาทต่อปี สะท้อนให้เห็นว่าการถือครองที่ดินโดยไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ มีต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ในสถานการณ์เช่นนี้ นักลงทุนจำนวนมากที่ยังต้องการถือครองที่ดินเพื่อรอการพัฒนา รอเวลาขาย หรือรอการส่งต่อไปยังรุ่นถัดไป จึงเริ่มมองหาแนวทางในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพย์สินที่มีอยู่ แทนการแบกรับต้นทุนเพียงอย่างเดียว โดยหนึ่งในเครื่องมือที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้น คือ Property Backed Loan หรือสินเชื่อที่มีอสังหาริมทรัพย์เป็นหลักประกัน เป็นเครี่องมือทางการเงินที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นแนวคิดของสินเชื่อประเภทนี้ คือการนำอสังหาริมทรัพย์ โดยเป็นการเชื่อมโยงกับโอกาสการลงทุนที่หลากหลายผ่านแพลตฟอร์มของธนาคาร โดยนักลงทุนสามารถนำเงินทุนไปกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท เช่น กองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) กองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) รวมถึงการลงทุนในตลาดต่างประเทศ โดยมีทีมที่ปรึกษาการเงินดูแลอย่างใกล้ชิด ในภาวะที่เศรษฐกิจมีความผันผวน

**การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...