โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

วิจัยสร้างชาติ : ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องเปลี่ยนห้องแล็บวิจัยให้เป็นห้องเครื่องยนต์เศรษฐกิจ

ไทยโพสต์

อัพเดต 02 เม.ย. เวลา 12.05 น. • เผยแพร่ 02 เม.ย. เวลา 05.05 น.

ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการพัฒนาอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม

----------------------------------------

ทุกปี ประเทศไทยใช้งบประมาณมหาศาลในการทำวิจัยผ่านมหาวิทยาลัยของรัฐและสถาบันวิจัยต่าง ๆ ทั่วประเทศ ตัวเลขจากสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สกสว.) ชี้ให้เห็นว่างบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาของประเทศอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่าหลายหมื่นล้านบาทต่อปี แต่คำถามที่สังคมไทยยังตอบได้ไม่ชัดเจนคือ “งานวิจัยเหล่านั้นไปอยู่ที่ไหน และสร้างมูลค่าให้กับประเทศได้มากแค่ไหน” ความจริงที่ต้องพูดถึงกันตรง ๆ คือ งานวิจัยจำนวนมากยังคงหยุดอยู่แค่บนชั้นวางในห้องสมุดหรือตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่มีผู้อ่านเพียงไม่กี่คน และไม่เคยนำออกมาสู่โลกของการสร้างธุรกิจ สร้างงาน หรือสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

บทความนี้ไม่ได้ตั้งใจวิพากษ์วิจารณ์ แต่ต้องการนำเสนอเพื่อให้งานวิจัยของมหาวิทยาลัยไทยกลายเป็นหัวจักรสำคัญในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ยกระดับ GDP และสร้างเศรษฐกิจที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

โลกเขาทำกันอย่างไร?

ก่อนจะพูดถึงสิ่งที่ควรทำ ขอให้ลองมองดูตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จในระดับโลกก่อน

  • สหรัฐอเมริกามี Bayh-Dole Act ที่บังคับใช้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 ซึ่งเปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยเป็นเจ้าของสิทธิบัตรจากงานวิจัยที่ได้รับทุนจากรัฐบาล และสามารถออกใบอนุญาตให้ภาคเอกชนนำไปพัฒนาต่อได้ ผลลัพธ์คือมหาวิทยาลัยอย่าง MIT, Stanford และ UC Berkeley กลายเป็น **ศูนย์กลางการบ่มเพาะธุรกิจ** ที่ให้กำเนิดบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของโลกมานับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็น Google, Hewlett-Packard หรือ Genentech

  • อิสราเอล ประเทศที่มีประชากรเพียง 9 ล้านคน แต่มีจำนวนบริษัท startup ต่อหัวประชากรสูงที่สุดในโลก สิ่งสำคัญที่อยู่เบื้องหลังคือการที่รัฐบาลสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และ Venture Capital เข้าด้วยกันอย่างแนบแน่น ผ่านกองทุนอย่าง Yozma Program ที่เป็นต้นแบบให้หลายประเทศทั่วโลก

  • เกาหลีใต้ ประเทศที่ใช้เวลาไม่ถึง 50 ปี ในการแปลงประเทศจากเศรษฐกิจเกษตรกรรมกลายเป็นมหาอำนาจด้านเทคโนโลยี ด้วยการลงทุนอย่างหนักในการวิจัยและพัฒนา (R&D) ผ่านความร่วมมือของรัฐ มหาวิทยาลัย ภาคเอกชน จนทำให้ Samsung, Hyundai และ LG กลายเป็นแบรนด์ระดับโลก

ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมเดียวกันคือ “งานวิจัยไม่ได้จบอยู่แค่ในรั้วมหาวิทยาลัย”

ปัญหาที่แท้จริงของประเทศไทย

ประเทศไทยมีมหาวิทยาลัยชั้นนำที่มีนักวิจัยที่มีความสามารถสูง มีงานวิจัยด้านเกษตรกรรม ชีวเวชศาสตร์ วัสดุศาสตร์ พลังงาน และปัญญาประดิษฐ์ ที่สะสมมาเป็นทศวรรษ แต่ปัญหาสำคัญที่ทำให้งานวิจัยไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มี 3 ประการหลักด้วยกัน

ประการแรก ช่องว่างระหว่างโลกวิชาการและโลกธุรกิจ นักวิจัยไทยถูกฝึกมาให้ตีพิมพ์ผลงาน ไม่ใช่ถูกฝึกมาให้สร้างธุรกิจ ระบบประเมินผลและเลื่อนตำแหน่งในมหาวิทยาลัยวัดความสำเร็จด้วยจำนวนบทความในวารสาร ไม่ใช่ด้วยจำนวนสิทธิบัตรหรือบริษัทที่ spin-off ออกมา ทำให้นักวิจัยไม่มีแรงจูงใจเพียงพอที่จะนำงานวิจัยออกมาสู่เชิงพาณิชย์

ประการที่สอง ขาดระบบหรือคนกลางเชื่อมงานวิจัยกับธุรกิจ (Knowledge Broker) ภาคเอกชนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้ว่างานวิจัยที่ตนต้องการมีอยู่ที่ไหน และมหาวิทยาลัยก็ไม่รู้ว่าภาคเอกชนต้องการอะไร ขาดกลไกการจับคู่ (matchmaking) ที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ความต้องการและทรัพยากรไม่พบกัน

ประการที่สาม ขาดเงินทุนในระยะเสี่ยงที่สุด งานวิจัยที่ออกจากห้องแล็บจำเป็นต้องผ่านกระบวนการพิสูจน์แนวคิด (proof of concept) ก่อนที่ภาคเอกชนจะกล้าลงทุน ช่วงนี้เรียกว่า “Valley of Death" เพราะนักวิจัยไม่มีเงิน และนักลงทุนก็ยังไม่เห็นโอกาสที่ชัดเจนพอ ทำให้งานวิจัยที่มีศักยภาพจำนวนมากต้องหยุดดำเนินการในช่วงนี้

ข้อเสนอเชิงนโยบาย “ห้าเสาหลักสู่เศรษฐกิจใหม่ด้วยวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม”

ผมขอนำเสนอกรอบนโยบายที่เป็นรูปธรรม 5 เสาหลัก ที่ทางกระทรวง อว. สามารถนำไปผลักดัน และจะสามารถเปลี่ยนโฉมหน้าของระบบนวัตกรรมไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ

เสาที่ 1 ปฏิรูประบบแรงจูงใจในมหาวิทยาลัย

ถ้าต้องการให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยหันมาสนใจการนำงานวิจัยออกสู่เชิงพาณิชย์ ต้องเปลี่ยนระบบวัดผลและให้รางวัล ให้กระทรวง อว. ออกนโยบายที่ชัดเจนว่า สิทธิบัตร การถ่ายทอดเทคโนโลยี และ spin-off companies จะถูกนับเป็นผลงานวิชาการในการประเมินตำแหน่งและการขอทุน เทียบเคียงได้กับการตีพิมพ์ในวารสารชั้นนำ นอกจากนี้ ควรแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรค ให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยสามารถถือหุ้นในบริษัท spin-off ได้อย่างโปร่งใสและถูกกฎหมาย โดยไม่ขัดกับกฎข้าราชการ เพราะปัจจุบันยังมีความคลุมเครือในเรื่องนี้มาก ซึ่งทำให้นักวิจัยที่มีความสามารถไม่กล้าก้าวออกมา

เสาที่ 2 สร้างสำนักงานถ่ายทอดเทคโนโลยีที่มีมาตรฐาน (Technology Transfer Office — TTO)

มหาวิทยาลัยชั้นนำในประเทศไทยหลายแห่งมี TTO แต่หลายแห่งยังขาดทั้งบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญและทรัพยากรที่เพียงพอ กระทรวง อว. ควรกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำของ TTO ในมหาวิทยาลัยทุกแห่ง พร้อมจัดสรรงบประมาณสนับสนุนและสร้างเครือข่าย TTO แห่งชาติที่แลกเปลี่ยนข้อมูลกัน โดย TTO ที่ดีต้องทำหน้าที่เป็น ระบบหรือคนกลางเชื่อมงานวิจัยกับธุรกิจ (Knowledge Broker) ที่รู้จักโลกธุรกิจ เข้าใจการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา และสามารถเจรจาสัญญาการออกใบอนุญาตกับภาคเอกชนได้อย่างมืออาชีพ ไม่ใช่แค่หน่วยงานที่ดูแลเอกสารสิทธิบัตรเท่านั้น

เสาที่ 3 สร้างกลไกเชื่อมมหาวิทยาลัย-ภาคเอกชน-VC อย่างเป็นระบบ

นี่คือหัวใจสำคัญที่สุด ประเทศไทยต้องการ “สะพาน” ที่เชื่อมสามฝ่ายเข้าหากัน ดังนั้นมหาวิทยาลัยควรจัดให้มี Research Showcase ประจำปีในระดับชาติ ที่นักวิจัยมีโอกาสนำเสนองานวิจัยที่พร้อมเชิงพาณิชย์ต่อนักลงทุนและภาคเอกชนโดยตรง พร้อมกับสร้าง Open Innovation Platform ดิจิทัลที่รวบรวมฐานข้อมูลงานวิจัยและสิทธิบัตรของมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เพื่อให้ภาคเอกชนค้นหาและเข้าถึงได้ง่าย

สำหรับภาคเอกชน กระทรวง อว. ร่วมกับกระทรวงการคลัง ควรออกมาตรการจูงใจทางภาษีสำหรับบริษัทเอกชนที่ลงทุนใน R&D ร่วมกับมหาวิทยาลัย เช่น การหักค่าใช้จ่ายด้าน R&D ได้ 200-300% ตามแบบอย่างที่หลายประเทศทำสำเร็จแล้ว สิ่งนี้จะทำให้ภาคเอกชนมีแรงจูงใจที่ชัดเจนในการเดินเข้าหามหาวิทยาลัยมากขึ้น

สำหรับ Venture Capital (VC) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในการปิด Valley of Death ควรจัดตั้ง กองทุน Deep Tech VC แห่งชาติที่รัฐบาลร่วมลงทุนกับ VC เอกชนในสัดส่วน 50:50 โดยเน้นลงทุนใน startup ที่มีต้นกำเนิดจากงานวิจัยในมหาวิทยาลัย กองทุนประเภทนี้จะช่วยดึงดูดเม็ดเงิน VC จากต่างประเทศเข้ามาในระบบนิเวศของไทยด้วย เพราะนักลงทุนระดับโลกมักต้องการลงทุนควบคู่ไปกับภาครัฐในตลาดที่ยังใหม่สำหรับพวกเขา

เสาที่ 4 บ่มเพาะผู้ประกอบการจากรั้วมหาวิทยาลัย

ปัญหาหนึ่งที่พบบ่อยคือ นักวิจัยที่เก่งด้านวิทยาศาสตร์มักไม่มีทักษะด้านธุรกิจ และนักธุรกิจที่เก่งมักไม่เข้าใจเทคโนโลยี กระทรวง อว. ควรสนับสนุนให้มหาวิทยาลัยสร้าง “ผู้ประกอบการเทคโนโลยี” รุ่นใหม่ที่มีทักษะทั้งสองด้านซึ่งทำได้ผ่านการสนับสนุนให้ทุกมหาวิทยาลัยมี Incubator และ Accelerator ที่มีคุณภาพ โดยเชื่อมโยงกับเครือข่าย startup ecosystem ของภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงการจัดโครงการแลกเปลี่ยนที่ให้นักวิจัยไปใช้เวลา 6-12 เดือนในภาคเอกชนหรือ startup เพื่อเรียนรู้โลกธุรกิจจากประสบการณ์จริง และเปิดโอกาสให้นักธุรกิจมาเป็น "Entrepreneur in Residence" ในมหาวิทยาลัย เพื่อช่วยนักวิจัยพัฒนาแนวคิดทางธุรกิจ

เสาที่ 5 กำหนดเป้าหมายอุตสาหกรรมอนาคตที่ชัดเจน

ความพยายามทั้งหมดจะมีพลังมากขึ้น ถ้ามีทิศทางที่ชัดเจน กระทรวง อว. ควรทำงานร่วมกับสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เพื่อกำหนด 5-10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ที่ประเทศไทยมีฐานความสามารถด้านการวิจัยและมีโอกาสทางการตลาดที่แข็งแกร่ง โดยอุตสาหกรรมที่น่าสนใจสำหรับประเทศไทย เช่น เกษตรกรรมแม่นยำ และ FoodTech ที่ต่อยอดจากจุดแข็งด้านการเกษตร, ชีวเภสัชกรรมและ MedTech ที่ใช้ประโยชน์จากความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศ, พลังงานหมุนเวียนและ Clean Technology ที่สอดคล้องกับทิศทางของโลก และ ปัญญาประดิษฐ์และ Digital Economy ที่ประเทศไทยกำลังพัฒนาทุนมนุษย์ด้านนี้อยู่ การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนทำให้สามารถจัดสรรทุนวิจัย ดึงดูดนักลงทุน และสร้างระบบนิเวศที่เฉพาะเจาะจงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

“ทำไม อว. จึงสำคัญที่สุดในการสร้าง New Economy”

บางคนอาจตั้งคำถามว่า เรื่องนี้เป็นหน้าที่ของกระทรวงพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมหรือไม่ คำตอบคือ ทุกกระทรวงล้วนมีบทบาท แต่ กระทรวง อว. คือต้นน้ำของทั้งระบบ เพราะนวัตกรรมทุกชิ้นที่สร้างอุตสาหกรรมใหม่ได้ ล้วนเริ่มต้นจากความรู้และการวิจัยทั้งสิ้น ไม่มีประเทศใดในโลกที่สร้างเศรษฐกิจบนนวัตกรรมได้โดยไม่มีระบบอุดมศึกษาและการวิจัยที่แข็งแกร่ง กระทรวง อว. จึงเป็นเหมือนโรงงานผลิตเชื้อเพลิงของเครื่องยนต์เศรษฐกิจ เมื่อกระทรวง อว. สามารถเชื่อมงานวิจัยเข้ากับภาคเอกชนและ VC ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่จะตามมาคือการเกิดขึ้นของบริษัทเทคโนโลยีใหม่ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าของ ซึ่งจะสร้างมูลค่าเพิ่มสูงกว่าการผลิตในรูปแบบเดิมหลายเท่าตัว และที่สำคัญคือกำไรจะหมุนเวียนอยู่ในประเทศไม่ใช่ไหลออกไปยังบริษัทแม่ในต่างประเทศ นี่คือความแตกต่างระหว่าง เศรษฐกิจที่ไทยเป็นเจ้าของ กับ เศรษฐกิจที่ไทยเป็นแค่ผู้จ้างงาน

ตัวเลขที่ควรทำให้เราตื่นตัว

ตามรายงานของธนาคารโลก ประเทศที่มีสัดส่วนการลงทุนด้าน R&D ต่อ GDP สูงกว่า 3% มักมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาวที่แข็งแกร่งกว่าประเทศที่ลงทุนน้อยกว่านั้นอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันประเทศไทยยังอยู่ในระดับประมาณ 1.3-1.5% ของ GDP ขณะที่เกาหลีใต้อยู่ที่ราว 5% และอิสราเอลอยู่ที่กว่า 6% แต่ที่น่าสนใจกว่าตัวเลขการลงทุนรวม คือ คุณภาพและประสิทธิผล ของการลงทุนนั้น ถ้าเราสามารถเพิ่มอัตราการแปลงงานวิจัยเป็นนวัตกรรมเชิงพาณิชย์จากระดับต่ำในปัจจุบัน ขึ้นมาใกล้เคียงกับมาตรฐานนานาชาติ ผลตอบแทนต่อการลงทุนด้านวิจัยของประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด และส่งผลโดยตรงต่อ GDP ในระยะกลางและยาว

กระทรวง อว. อยู่ในฐานะที่ดีที่สุดในการเป็นกำลังสำคัญในการสร้างอนาคตทางเศรษฐกิจของประเทศ ด้วยการดูแลทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และกองทุนสนับสนุนการวิจัย กระทรวงของท่านมีเครื่องมือครบครันมากกว่ากระทรวงอื่นใด ห้าข้อเสนอที่กล่าวถึงในบทความนี้ ไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับโลก แต่เป็นการนำ Best Practice ที่พิสูจน์แล้วว่าใช้ได้จริงมาปรับใช้กับบริบทของประเทศไทย สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ว่าเราต้องคิดสูตรใหม่ แต่คือเราต้องมีเจตจำนงทางการเมือง (political will) ที่ชัดเจนและต่อเนื่องในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลง

ถ้าเราเริ่มวันนี้ อีก 10 ปีข้างหน้า เราอาจได้เห็นบริษัทเทคโนโลยีที่มีคนไทยเป็นเจ้าของ เติบโตจากห้องแล็บวิจัยในมหาวิทยาลัยไทย ไปแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างภาคภูมิใจ และนั่นจะเป็นมรดกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่กระทรวง อว. จะสามารถฝากไว้ให้กับประเทศได้

ถึงเวลาแล้วที่เราจะเปลี่ยนงานวิจัยจาก “ต้นทุน” ให้กลายเป็น “การลงทุน” และเปลี่ยนห้องแล็บวิจัยให้กลายเป็นเครื่องยนต์ของเศรษฐกิจไทย

ผู้เขียน พงษ์สุทธิ พื้นแสน

กลุ่มนโยบายสาธารณะเพื่อสังคมและธรรมาภิบาล

**บทความนี้เป็นความเห็นส่วนตัวของผู้เขียนไม่มีความเกี่ยวข้องกับสถาบันใดๆ**

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...