สหรัฐฯ ชะลอส่งอาวุธให้นาโต หลังคลังแสงร่อยหรอจากสงครามอิหร่าน
สหรัฐฯ ชะลอส่งอาวุธให้นาโต หลังคลังแสงร่อยหรอจากสงครามอิหร่าน
วันที่ 8 พ.ค. 2569 มีรายงานว่า รัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้แจ้งหลายประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) อาทิ สหราชอาณาจักร โปแลนด์ ลิทัวเนีย และเอสโตเนีย ว่า การส่งมอบอาวุธบางส่วนอาจล่าช้ากว่ากำหนด ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามหลายแนวรบที่สหรัฐฯกำลังเผชิญอยู่
ประเทศที่ได้รับผลกระทบล้วนเป็นชาติสำคัญที่มีบทบาทในการสนับสนุนยูเครนในการทำสงครามกับรัสเซีย โดยก่อนหน้านี้เมื่อปลายเดือน มี.ค. มีรายงานว่า กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ปรับแผนการจัดส่งอาวุธใหม่ ซึ่งยุทโธปกรณ์บางส่วนที่เดิมเตรียมส่งให้ยูเครน ถูกเปลี่ยนเส้นทางไปสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารที่เกี่ยวข้องกับอิหร่านแทน
นายพีต เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ระบุว่า การเติมคลังอาวุธของสหรัฐฯ หลังปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน ถือเป็นภารกิจเร่งด่วนที่มีความสำคัญเหนือกว่าการจัดส่งอาวุธเพิ่มเติมให้ยูเครนในเวลานี้
ขณะที่สำนักข่าววอชิงตันโพสต์รายงานว่า ภายในกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้มีการหารืออย่างต่อเนื่องตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เกี่ยวกับระดับความเหมาะสมของอาวุธที่ควรส่งมอบให้ยูเครน รวมถึงความเป็นไปได้ในการชะลอการส่งมอบขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศสำหรับระบบป้องกันภัยทางอากาศ Patriot MIM-104
รายงานยังระบุว่า ในช่วง 5 วันแรกของสงครามกับอิหร่าน กองทัพสหรัฐฯ ต้องยิงขีปนาวุธสกัดกั้นจากระบบ Patriot มากกว่า 800 ลูก เพื่อรับมือกับการโจมตีจากอิหร่าน
นอกจากนี้ ระบบป้องกันภัยทางอากาศของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในประเทศพันธมิตรแถบอ่าวเปอร์เซีย เช่น กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ยังต้องใช้ขีปนาวุธสกัดถึง 3 ลูกต่อ 1 เป้าหมาย มากกว่ามาตรฐานปกติที่กำหนดไว้ 2 ลูกต่อเป้าหมาย สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพในการสกัดกั้น และทำให้สหรัฐฯ ใช้อาวุธสิ้นเปลืองเร็วกว่าที่คาดไว้
สถานการณ์ดังกล่าวเริ่มสร้างแรงกดดันต่อความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับพันธมิตรยุโรปบางประเทศ โดยเมื่อต้นเดือน เม.ย. นายวลาดิสลาฟ โคซิเนียก-คามิซ รัฐมนตรีกลาโหมโปแลนด์ ปฏิเสธคำขอของสหรัฐฯ ที่ต้องการยืมระบบ Patriot ไปใช้ในสงครามกับอิหร่าน พร้อมย้ำว่า ความมั่นคงของโปแลนด์ต้องมาก่อน
รัฐมนตรีกลาโหมโปแลนด์ยังเตือนว่า หลายประเทศยุโรปที่ครอบครองระบบ Patriot กำลังเผชิญภาวะขาดแคลน หลังต้องส่งมอบยุทโธปกรณ์จำนวนมากให้ยูเครนก่อนหน้านี้ เช่นเดียวกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลเยอรมนีที่แสดงความกังวลว่า ระบบป้องกันภัยทางอากาศของตนเองยังไม่เพียงพอต่อการรับมือภัยคุกคามทางอากาศและขีปนาวุธ
ขณะเดียวกัน ระบบ Patriot ที่ถูกส่งไปประจำการในยูเครนบางส่วนได้รับความเสียหายจากการสู้รบ ส่งผลให้ความต้องการระบบดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับสูง
เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์การศึกษาระหว่างประเทศและยุทธศาสตร์ (CSIS) ยังออกมาเตือนว่า คลังขีปนาวุธสำคัญของกองทัพสหรัฐฯ กำลังลดลงจนอยู่ในระดับน่ากังวล ซึ่งอาจทำให้กองทัพสหรัฐฯ มีความเปราะบางมากขึ้น หากต้องเผชิญสงครามขนาดใหญ่ต่อเนื่อง
อาวุธที่มีรายงานว่าถูกใช้งานอย่างหนักและเริ่มร่อยหรอ ได้แก่ ขีปนาวุธความแม่นยำสูง PrSM, Patriot, THAAD, SM-3, SM-6 และ Tomahawk
นักวิเคราะห์ประเมินว่า การฟื้นฟูคลังอาวุธของสหรัฐฯ ให้กลับสู่ระดับปกติอาจต้องใช้เวลานานและใช้งบประมาณมหาศาล โดยการจัดหาอาวุธใหม่ใช้เวลาเฉลี่ยราว 1-4 ปี และอาจต้องใช้เวลาอีกหลายปีในการเพิ่มกำลังการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการในระยะยาว