โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

รถเก่าแลกรถใหม่โจทย์ใหญ่รัฐดึง 2.6 ล้านคันออกระบบ แนะดัน ICE ควบคู่ รักษาฐานผลิตหลักประเทศ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานและโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ที่กำลังเป็นโจทย์ใหญ่ของนโยบายเศรษฐกิจและแผนพลังงาน ว่า ประเด็นสำคัญของโครงการไม่ได้อยู่แค่จะดึงรถเก่าออกจากระบบอย่างไร หรือกำลังซื้อคนไทยมีแค่ไหน อย่างไร และจะจูงใจอย่างไรให้ประชาชนยอมเปลี่ยน

นอกจากนี้ ที่สำคัญรถเก่าที่ถูกดึงออกไปแล้วจะถูกจัดการแบบไหน รัฐบาลต้องใช้งบประมาณอีกเท่าไร เพราะต้องคำนึงจำนวนรถ จะใช้รถยนต์ที่มีอายุกี่ปีมาเป็นเกณฑ์ ซึ่งสมมติว่าตั้งไว้ 8 ปีก็ถือว่ายังสั้น

โดยโมเดลลักษณะดังกล่าว หลายประเทศก็ทำ ซึ่งบางประเทศเลือกทำลาย บางประเทศส่งออกไปขายต่อในตลาดที่มีกำลังซื้อจำกัด ขณะที่บางแห่งเข้มงวดถึงขั้นไม่รับรถที่มีอายุเกิน 2 ปี รัฐบาลต้องดูให้ดี อย่างไรก็ตาม หากเป็นรถราว 10 ปี ยังมีช่องทางเคลื่อนย้ายได้ในกรณีที่ เป็นการนำเข้าโดยเจ้าของเดิมและมีประวัติการใช้งานจริงด้วย

“มาตรการลักษณะนี้ได้ผลในระดับหนึ่ง แต่ต้องใช้เวลาอีกหลายปี จึงจะเห็นผลชัด เพราะมีมากกว่า 2 ล้านคัน โดยเฉพาะเป้าหมายสำคัญอย่างการลดการนำเข้าน้ำมัน”

นายสุรพงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า แม้จะเริ่มเห็นการชะลอลงบ้าง แต่ยังไม่ลดลงได้มากเท่าที่ควร ทั้งยังเป็นนโยบายที่ถูกผลักดันต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุครัฐบาลก่อนหน้าเกือบ 8-9 ปี ก็ยังทำไม่สำเร็จ ซึ่งมีหลายปัจจัยต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

อย่างไรก็ดี อีกด้านหนึ่งที่น่ากังวลก็คือ ตลาดส่งออกรถยนต์ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ปัจจุบันไทยส่งออกรถไปตะวันออกกลางคิดเป็น 21% หรือประมาณ 200,000 คัน ถือเป็น 1 ใน 4 ของตลาดหลัก

แต่ความไม่แน่นอนของเส้นทางขนส่ง โดยเฉพาะสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เรือขนส่งจำนวนมากต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางตั้งแต่ 28 ก.พ. บางลำไปจอดรอที่อินเดียหรือสิงคโปร์ บางส่วนต้องขนสินค้ากลับ หรืออ้อมไปแหลมกู๊ดโฮป ซึ่งทราบกันดีว่าเส้นทางดังกล่าวนี้ต้องยอมจ่ายแลกต้นทุนพุ่งสูงถึงระดับหลักล้านดอลลาร์ต่อเที่ยว หรือ 5 เท่าตัว

ทั้งนี้ ต้องการเสนอให้ภาครัฐเร่งประคองและกระตุ้นอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งซัพพลาย ซึ่งจะเป็นมาตรการที่เรียกว่ายิงนัดเดียวได้นกสองตัว โดยเฉพาะการผลักดันให้กำลังการผลิตรถยนต์ช่วยกระตุ้นการเติบโตของ GDP ไทยที่ไม่ควรโตต่ำไปมากกว่า 2%

และไม่ควรมุ่งเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้าเท่านั้น แต่ควรรวมถึงรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปภายใน (ICE) ด้วย เนื่องจากยังเป็นฐานการผลิตหลัก เป็นรายได้ เป็นกระดูกสันหลังของประเทศ

ขณะที่รถกระบะซึ่งใช้ชิ้นส่วนในประเทศสูงถึง 90% มีบทบาทสำคัญต่อการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทาน หากโรงงานสามารถเดินเครื่องได้เต็มสัปดาห์ เช่น ผลิตได้เพิ่มเป็น 20,000 คันต่อช่วงเวลา ก็จะช่วยให้เกิดการจ้างงานเต็มที่ ขณะเดียวกันรัฐยังมีรายได้ภาษีเพิ่มขึ้น ทั้งจากตัวรถและโครงสร้างภาษีตามการปล่อยคาร์บอน

นอจากนี้ เม็ดเงินส่วนดังกล่าวนี้สามารถนำกลับไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนเดินหน้าลงทุนต่อในระยะยาว

ปัจจุบันไทยมีรถยนต์อายุ 16-20 ปี รถยนต์นั่ง (รย.1) ราว 1.6 ล้านคัน และรถกระบะ (รย.3) อีกประมาณ 1.1 ล้านคัน รวมแล้วกว่า 2.6 ล้านคัน ซึ่งเป็นทั้งภาระด้านสิ่งแวดล้อมและต้นทุนพลังงานที่ประเทศต้องแบกรับ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...