โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TBCSD-TEI-BEDO ชู ‘Nature Positive Economy’ แนวคิดฟื้นฟู-สร้างคุณค่า-ทำจริง สู้วิกฤติโลกรวน

ไทยพับลิก้า

อัพเดต 25 เม.ย. เวลา 10.33 น. • เผยแพร่ 25 เม.ย. เวลา 10.32 น.
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ TBCSD

Nature Positive Economy

23 เมษายน พ.ศ. 2569 องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development หรือ TBCSD) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) และ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ BEDO จัดงานสัมมนา “Triple Planetary Crisis” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน

“โลกรวน-ความหลากหลายทางชีวภาพ-มลพิษ” 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก

นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาเป็นประธาน กล่าวว่า “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้พร้อมเชิญชวนร่วมเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ภายใต้แนวคิด ‘Our Nature,Our Future,and Our shared responsibility-Let’s make it happen together.’”

นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ TBCSD กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจ ร่วมกับภาครัฐ และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และมลพิษ (Pollution)

นายประเสริฐกล่าวต่อว่า ปัญหาหลัก 3 ด้านนี้มีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ ทุกภาคส่วนจึงต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤติทั้งสามพร้อมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Business for Biodiversity) “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) เนื่องจากเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่มีความสำคัญอย่างมากและต้องได้รับการดูแล ฟื้นฟู อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน

โดยกล่าวเพิ่มเติมว่าภาคธุรกิจ องค์กรภาคธุรกิจไทยควรที่จะต้องเริ่มนำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน เพื่อโอกาสในการแข่งขันในอนาคต ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ๆ รวมถึง การเข้าถึงกลไกการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ

ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ หรือ BEDO

Nature Positive กลไกเชิงบวก ‘ฟื้นฟู’ คู่ ‘เพิ่มพูน’

โดยในงานมีงานเสวนาเรื่อง “Triple Planetary Crisis: ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤติโลกสู่อนาคตที่ยั่งยืน” จาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ นายณกรณ์ ตรรกะวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก, ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ และดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดำเนินรายการโดย ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์

ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ กล่าวว่า วิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเปลี่ยนจากประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและธุรกิจโดยตรง จากแรงกดดันของกิจกรรมมนุษย์ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้พึ่งพาและผู้มีส่วนก่อให้เกิดผลกระทบ

ขณะเดียวกัน แนวโน้มระดับโลกเริ่มมีการผลักดันนโยบายและกฎหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่

แนวคิด Nature Positive จึงถูกนำมาเป็นทิศทางสำคัญ โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูและเพิ่มพูนธรรมชาติควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบเท่านั้น

ดร.ธนิต กล่าวต่อว่า BEDO พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงทรัพยากรชีวภาพ ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรของประเทศ พร้อมผลักดันแนวคิด Nature Positive Economy ผ่านกรอบการดำเนินงาน ACT-D ได้แก่ การประเมิน (Assess) การกำหนดแผน (Commit) การปรับเปลี่ยนสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืน (Transform) และการเปิดเผยข้อมูล (Disclose) เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินงานอย่างเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงต่อยอดความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเปลี่ยนความท้าทายไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ปัจจุบันคาร์บอนเครดิตไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกักเก็บคาร์บอนและยับยั้งวิกฤติ “โลกเดือด”

นายณกรณ์กล่าวต่อว่า การพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยเฉพาะในภาคป่าไม้และการเกษตร ไม่เพียงแต่ช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอน แต่ยังเป็นการรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างผลประโยชน์ร่วมที่วัดผลได้ ทั้งการเป็นแหล่งต้นน้ำ การรักษาความปลอดภัยทางอาหาร และการสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนท้องถิ่นผ่านการดูแลป่า ดังนั้นการบูรณาการระหว่างคาร์บอนเครดิตและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างสมดุล มั่นคง และได้รับการยอมรับในเวทีโลกอย่างแท้จริง

(ซ้ายไปขวา) นายณกรณ์ ตรรกะวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก, ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน และ ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์

ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโลก 3 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติจนกลายมาเป็นความท้าทายในการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่ ปัญหามลพิษทางอากาศจาก PM2.5 อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นความท้าทายในยุคโลกรวนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการจัดการแก้ไขปัญหาในทุกมิติตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงระดับการปฏิบัติการในเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึง ปัญหามลพิษขยะและขยะพลาสติก

ดร.วิจารย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะและการจัดการขยะพลาสติกทั้งในเชิงระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกและขยะอื่นๆ อย่างเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน อันเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการหมุนเวียนวัสดุและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการหมุนเวียนพลาสติกทั้งระบบ ร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติกด้วยกลไกทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายในการลดปริมาณขยะ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุใช้แล้วเพื่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย

ไทยเตรียมระเบียบ-กฎหมาย สอดรับกติกาโลก

ต่อมา งานเสวนาหัวข้อ “Triple Planetary Crisis: บทบาทผู้กำหนดนโยบายกับการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ” จาก 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรมควบคุมมลพิษ, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

นางกตัญชลี ธรรมกุล ผู้อำนวยการกองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กับ “วิกฤติโลก 3 ประการ” ได้แก่

  • การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • มลพิษ
  • การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ

โดย สผ. ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ มีบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบาย แนวทาง หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ โดยได้ถ่ายทอดเป้าหมายตามกรอบงานคุนหมิง – มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลาย ทางชีวภาพของโลก มาสู่การขับเคลื่อนการดำเนินงานของประเทศผ่านแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ (The National Biodiversity Action Plan 2023-2027) พ.ศ. 2566 – 2570 โดยมุ่งเน้นการบูรณาการประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับการรับมือวิกฤติโลกทั้ง 3 ประการ โดยการบริหารจัดการแบบบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ผ่าน 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการนโยบาย การปฏิรูปการเงิน การใช้แนวทางธรรมชาติเป็นฐาน (NbS) การสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน และการออกแบบโครงการให้เกิดประโยชน์ร่วม (co-benefits) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยั่งยืน นำไปสู่เป้าหมายระดับโลกและเป้าหมายของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม”

นางสาวชมพูนุท โลหิตานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า วิกฤติสิ่งแวดล้อมสามประการในด้านมลพิษ (Pollution) ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยทั้งด้านคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำของเสีย นโยบายการจัดการมลพิษ ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) การนำเสนอนโยบายของประเทศไทยและเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารจัดการมลพิษแต่ละด้าน เช่น การจัดการคุณภาพอากาศ การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) การจัดการคุณภาพน้ำ การจัดการกากของเสียและสารอันตรายรวมทั้งการส่งเสริมการผลิต บริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า 3 วิกฤติสำคัญของโลกที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางทรัพยากร พร้อมชี้ให้เห็นความจำเป็นของการขับเคลื่อนนโยบายแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050

ดร.กิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สะท้อนแนวทางการเตรียมความพร้อมสู่ “กติกาใหม่ของประเทศ” ผ่านร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งจะเปลี่ยนจากความสมัครใจสู่หน้าที่ตามกฎหมาย โดยมีกลไกราคาคาร์บอนและภาษีคาร์บอนเป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้รับทราบแนวทางในการเปลี่ยน “ภาระทางกฎหมาย” ให้เป็น “โอกาสทางธุรกิจ” รวมถึงการเตรียมรับมือมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น CBAM และ EUDR เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน”

นางสาวจุฬวดี วรศักดิ์โยธิน ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษหรือ Triple Planetary Crisis ล้วนส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ภาคธุรกิจจึงควรเปิดเผยข้อมูลด้านการพึ่งพา ผลกระทบความเสี่ยง และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (Dependencies, Impact, Risks and Opportunities) เพื่อให้สามารถวางแผนและจัดการความเสี่ยงของกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใส โดย ก.ล.ต. พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนให้บริษัทตระหนัก เข้าใจ และมีความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อนำไปสู่การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนในระยะยาว

(ซ้ายไปขวา) นายปัณวรรธน์ นิลกิจศรานนท์, นายพิพิธ เอนกนิธิ, นางสาวนวพร ทองไหลรวม, นายภัทริก สัมพันธารักษ์ และ ดร.เพชร มโนปวิตร

เอกชน ชู ‘ความยั่งยืน’ สร้างสมดุล ทั้งกำไรและสิ่งแวดล้อม

สุดท้ายงานเสวนาหัวข้อ“Triple Planetary Crisis: สร้างผลกระทบอย่างไรต่อภาคธุรกิจ – ภาคธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อหาทางรอดจากวิกฤติอย่างยั่งยืน” โดยผู้บริหารจากองค์กรสมาชิก TBCSD 4 กุล่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงินกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง

นายปัณวรรธน์ นิลกิจศรานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายวิศวกรรมโครงสร้าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “บทบาทของอุตสาหกรรมพลังงานต่อวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของ Energy Trilemma ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงาน การเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืนพร้อมทั้ง ได้นำเสนอแนวคิด Pragmatic Energy Transition ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมบริหารสินทรัพย์ตลอดวัฏจักรชีวิตเพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต โดยในบริบทประเทศไทย ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงพลังงานของประเทศ โดยแนวทางที่เหมาะสมคือการเพิ่มประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ

Energy Transition ที่ยั่งยืนต้องเป็น People Oriented Transition ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มีความเป็นธรรม มีเหตุผล และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

นายพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้การจัดการด้าน Governance ที่เหมาะสมของภาครัฐ Innovative finance จะกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังปลดล็อคทรัพยากรทางการเงิน สร้างกลไกให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ทับซ้อนและเร่งตัวขึ้นจนเป็น Triple Planetary Crisis ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนจำเป็นต้องเปลี่ยนการดำเนินการเพื่อความยั่งยืน ให้กลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ผ่านการมองผ่าน Triple lenses ตั้งแต่ Financial, Ecosystem ไปจนถึง Socio-ecological lens ที่เชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อนำเศรษฐกิจไทยไปสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนและครอบคลุมอย่างทั่วถึงต่อไป

นางสาวนวพร ทองไหลรวม รองผู้อำนวยการด้านบริหารองค์กรเพื่อความยั่งยืน กลุ่มน้ำตาลมิตรผล กล่าวว่า กลุ่มมิตรผลขับเคลื่อนองค์กรบนรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” เพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหาด้านมลภาวะ ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของระบบการผลิตอาหารและห่วงโซ่อุปทาน

นางสาวนวพรกล่าวต่อว่า กลุ่มมิตรผลจึงมีการบริหารความเสี่ยงผ่านการส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยแนวทางมิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม (Mitr Phol ModernFarm) ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งยังดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อร่วมขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมอนุรักษ์ระบบนิเวศตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยการดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร แต่ยังสร้างคุณค่าให้แก่เกษตรกรและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว

นายภัทริก สัมพันธารักษ์ Sustainability Management Consultant บริษัท แซง-โกแบ็ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แซง-โกแบ็ง (Saint-Gobain) ได้เร่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net-Zero อาทิ การผลิตกระจก Zero‑Carbon และแผ่นยิปซัมรีไซเคิล 100% ในประเทศไทย แซง‑โกแบ็ง ไทยแลนด์ ได้นำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ผ่านการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับทิศทางร่างพระราชบัญญัติโลกร้อนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านโครงการจัดเก็บเศษยิปซัมจากไซต์งานก่อสร้าง เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่แบบวงจรปิด (Closed-loop) ลดของเสียและการใช้ทรัพยากรใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าโครงการ Upcycling วัสดุฉนวนใยแก้วและใยหิน ควบคู่กับการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ สะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ BCG ของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...