TBCSD-TEI-BEDO ชู ‘Nature Positive Economy’ แนวคิดฟื้นฟู-สร้างคุณค่า-ทำจริง สู้วิกฤติโลกรวน
Nature Positive Economy
23 เมษายน พ.ศ. 2569 องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Thailand Business Council for Sustainable Development หรือ TBCSD) ร่วมกับ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย (Thailand Environment Institute หรือ TEI) และ สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ (องค์การมหาชน) (Biodiversity-Based Economy Development Office (Public Organization) หรือ BEDO จัดงานสัมมนา “Triple Planetary Crisis” เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ได้ส่งผลกระทบทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม สร้างแนวทางสู่อนาคตที่ยั่งยืน
“โลกรวน-ความหลากหลายทางชีวภาพ-มลพิษ” 3 วิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก
นางสาวปรีญาพร สุวรรณเกษรองปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาเป็นประธาน กล่าวว่า “ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และปัญหามลภาวะสิ่งแวดล้อม ได้กลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืน โดยต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาคเอกชนซึ่งถือเป็นกำลังสำคัญในการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้พร้อมเชิญชวนร่วมเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส ภายใต้แนวคิด ‘Our Nature,Our Future,and Our shared responsibility-Let’s make it happen together.’”
นายประเสริฐ บุญสัมพันธ์ ประธานองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน หรือ TBCSD กล่าวว่า “องค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน (TBCSD) มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมและขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจ ร่วมกับภาครัฐ และภาคส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Loss) และมลพิษ (Pollution)
นายประเสริฐกล่าวต่อว่า ปัญหาหลัก 3 ด้านนี้มีความเชื่อมโยงกันและส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งโดยปราศจากการพิจารณาเชิงระบบไม่อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยั่งยืนได้ ทุกภาคส่วนจึงต้องบูรณาการมาตรการเพื่อรับมือกับวิกฤติทั้งสามพร้อมกันอย่างเป็นระบบ เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเด็นธุรกิจเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ (Business for Biodiversity) “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (Biodiversity) เนื่องจากเป็น “ต้นทุนทางเศรษฐกิจ” ที่มีความสำคัญอย่างมากและต้องได้รับการดูแล ฟื้นฟู อนุรักษ์และใช้ประโยชน์ความหลากหลายทางชีวภาพอย่างยั่งยืน
โดยกล่าวเพิ่มเติมว่าภาคธุรกิจ องค์กรภาคธุรกิจไทยควรที่จะต้องเริ่มนำแนวคิดเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพเข้าไปผนวกอยู่ในแผนการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญสู่ระบบนิเวศที่ยั่งยืน เพื่อโอกาสในการแข่งขันในอนาคต ทั้งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการรูปแบบใหม่ๆ รวมถึง การเข้าถึงกลไกการเงินเพื่อความหลากหลายทางชีวภาพ
Nature Positive กลไกเชิงบวก ‘ฟื้นฟู’ คู่ ‘เพิ่มพูน’
โดยในงานมีงานเสวนาเรื่อง “Triple Planetary Crisis: ร่วมหาทางรอดจาก 3 วิกฤติโลกสู่อนาคตที่ยั่งยืน” จาก 3 หน่วยงาน ได้แก่ นายณกรณ์ ตรรกะวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก, ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ และดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดำเนินรายการโดย ดร.เพชร มโนปวิตร นักวิทยาศาสตร์ด้านการอนุรักษ์
ดร.ธนิต ชังถาวร ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ กล่าวว่า วิกฤติความหลากหลายทางชีวภาพกำลังเปลี่ยนจากประเด็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมไปสู่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจและธุรกิจโดยตรง จากแรงกดดันของกิจกรรมมนุษย์ที่ส่งผลต่อระบบนิเวศอย่างต่อเนื่อง ภาคธุรกิจจึงมีบทบาทสำคัญทั้งในฐานะผู้พึ่งพาและผู้มีส่วนก่อให้เกิดผลกระทบ
ขณะเดียวกัน แนวโน้มระดับโลกเริ่มมีการผลักดันนโยบายและกฎหมายด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างจริงจัง ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวและยกระดับการดำเนินงานให้สอดคล้องกับบริบทใหม่
แนวคิด Nature Positive จึงถูกนำมาเป็นทิศทางสำคัญ โดยมุ่งเน้นการฟื้นฟูและเพิ่มพูนธรรมชาติควบคู่ไปกับการดำเนินธุรกิจ ไม่ใช่เพียงการลดผลกระทบเท่านั้น
ดร.ธนิต กล่าวต่อว่า BEDO พร้อมทำหน้าที่เชื่อมโยงทรัพยากรชีวภาพ ชุมชน และภาคธุรกิจ เพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจควบคู่กับการอนุรักษ์ฐานทรัพยากรของประเทศ พร้อมผลักดันแนวคิด Nature Positive Economy ผ่านกรอบการดำเนินงาน ACT-D ได้แก่ การประเมิน (Assess) การกำหนดแผน (Commit) การปรับเปลี่ยนสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืน (Transform) และการเปิดเผยข้อมูล (Disclose) เพื่อสนับสนุนให้ภาคธุรกิจดำเนินงานอย่างเป็นมิตรต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างคุณค่าระยะยาวให้แก่เศรษฐกิจและสังคม รวมถึงต่อยอดความร่วมมือสู่การปฏิบัติจริง เพื่อเปลี่ยนความท้าทายไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน
นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก กล่าวว่า ปัจจุบันคาร์บอนเครดิตไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือทางการเงินเพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเท่านั้น แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นกลไกสำคัญในการฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีทางธรรมชาติที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการกักเก็บคาร์บอนและยับยั้งวิกฤติ “โลกเดือด”
นายณกรณ์กล่าวต่อว่า การพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยเฉพาะในภาคป่าไม้และการเกษตร ไม่เพียงแต่ช่วยดูดซับและกักเก็บคาร์บอน แต่ยังเป็นการรักษาและฟื้นฟูระบบนิเวศ รักษาความหลากหลายทางชีวภาพ สร้างผลประโยชน์ร่วมที่วัดผลได้ ทั้งการเป็นแหล่งต้นน้ำ การรักษาความปลอดภัยทางอาหาร และการสร้างรายได้เสริมให้ชุมชนท้องถิ่นผ่านการดูแลป่า ดังนั้นการบูรณาการระหว่างคาร์บอนเครดิตและการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ คือ กุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนผ่านประเทศไทยสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างสมดุล มั่นคง และได้รับการยอมรับในเวทีโลกอย่างแท้จริง
ดร.วิจารย์ สิมาฉายา ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยและเลขาธิการองค์กรธุรกิจเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับวิกฤติปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโลก 3 ประการ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ ซึ่งล้วนมีความเชื่อมโยงกันในทุกมิติจนกลายมาเป็นความท้าทายในการหาแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ได้แก่ ปัญหามลพิษทางอากาศจาก PM2.5 อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นความท้าทายในยุคโลกรวนที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการบูรณาการจัดการแก้ไขปัญหาในทุกมิติตั้งแต่ระดับนโยบายลงไปจนถึงระดับการปฏิบัติการในเชิงพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม รวมถึง ปัญหามลพิษขยะและขยะพลาสติก
ดร.วิจารย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบันภาคธุรกิจไทยได้มีการบูรณาการความร่วมมือกับภาคีทุกภาคส่วนในการร่วมแก้ไขปัญหาขยะและการจัดการขยะพลาสติกทั้งในเชิงระดับนโยบายและการปฏิบัติในพื้นที่เพื่อสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circularity Ecosystem) ในการจัดการปัญหาขยะพลาสติกและขยะอื่นๆ อย่างเป็นรูปธรรมบนพื้นฐานของการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสมดุลตามหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียน อันเป็นการแสดงถึงความมุ่งมั่นในการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการหมุนเวียนวัสดุและการจัดการขยะอย่างยั่งยืน เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนการหมุนเวียนพลาสติกทั้งระบบ ร่วมแก้ปัญหาขยะพลาสติกด้วยกลไกทางธุรกิจ โดยมีเป้าหมายในการลดปริมาณขยะ เพิ่มอัตราการรีไซเคิล และสร้างมูลค่าเพิ่มจากวัสดุใช้แล้วเพื่อให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ การเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
ไทยเตรียมระเบียบ-กฎหมาย สอดรับกติกาโลก
ต่อมา งานเสวนาหัวข้อ “Triple Planetary Crisis: บทบาทผู้กำหนดนโยบายกับการขับเคลื่อนอนาคตของประเทศ” จาก 4 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, กรมควบคุมมลพิษ, กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์
นางกตัญชลี ธรรมกุล ผู้อำนวยการกองจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า การขับเคลื่อนงานด้านความหลากหลายทางชีวภาพจำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กับ “วิกฤติโลก 3 ประการ” ได้แก่
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
- มลพิษ
- การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ
โดย สผ. ในฐานะหน่วยประสานงานกลางอนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นหน่วยงานหลักด้านนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศ มีบทบาทในการกำหนดทิศทางนโยบาย แนวทาง หลักเกณฑ์ และกลไกการดำเนินงานทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติในการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ โดยได้ถ่ายทอดเป้าหมายตามกรอบงานคุนหมิง – มอนทรีออลว่าด้วยความหลากหลาย ทางชีวภาพของโลก มาสู่การขับเคลื่อนการดำเนินงานของประเทศผ่านแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพระดับชาติ (The National Biodiversity Action Plan 2023-2027) พ.ศ. 2566 – 2570 โดยมุ่งเน้นการบูรณาการประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับการรับมือวิกฤติโลกทั้ง 3 ประการ โดยการบริหารจัดการแบบบูรณาการเพื่อแก้ปัญหาไปพร้อมกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ ผ่าน 5 แนวทางสำคัญ ได้แก่ การบูรณาการนโยบาย การปฏิรูปการเงิน การใช้แนวทางธรรมชาติเป็นฐาน (NbS) การสร้างความร่วมมือทุกภาคส่วน และการออกแบบโครงการให้เกิดประโยชน์ร่วม (co-benefits) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความยั่งยืน นำไปสู่เป้าหมายระดับโลกและเป้าหมายของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม”
นางสาวชมพูนุท โลหิตานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และแผนงาน กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า วิกฤติสิ่งแวดล้อมสามประการในด้านมลพิษ (Pollution) ปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยทั้งด้านคุณภาพอากาศ คุณภาพน้ำของเสีย นโยบายการจัดการมลพิษ ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) การนำเสนอนโยบายของประเทศไทยและเครื่องมือที่ใช้ในการบริหารจัดการมลพิษแต่ละด้าน เช่น การจัดการคุณภาพอากาศ การแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) การจัดการคุณภาพน้ำ การจัดการกากของเสียและสารอันตรายรวมทั้งการส่งเสริมการผลิต บริโภคสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ดร.กิตติศักดิ์ พฤกษ์กานนท์ ผู้อำนวยการกองยุทธศาสตร์และความร่วมมือระหว่างประเทศ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า 3 วิกฤติสำคัญของโลกที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคงทางทรัพยากร พร้อมชี้ให้เห็นความจำเป็นของการขับเคลื่อนนโยบายแบบบูรณาการ ครอบคลุมทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจ การลดก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero 2050
ดร.กิตติศักดิ์ กล่าวต่อว่า กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม สะท้อนแนวทางการเตรียมความพร้อมสู่ “กติกาใหม่ของประเทศ” ผ่านร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. …. ซึ่งจะเปลี่ยนจากความสมัครใจสู่หน้าที่ตามกฎหมาย โดยมีกลไกราคาคาร์บอนและภาษีคาร์บอนเป็นเครื่องมือสำคัญ ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมจะได้รับทราบแนวทางในการเปลี่ยน “ภาระทางกฎหมาย” ให้เป็น “โอกาสทางธุรกิจ” รวมถึงการเตรียมรับมือมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ เช่น CBAM และ EUDR เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างยั่งยืน”
นางสาวจุฬวดี วรศักดิ์โยธิน ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหามลพิษหรือ Triple Planetary Crisis ล้วนส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน ภาคธุรกิจจึงควรเปิดเผยข้อมูลด้านการพึ่งพา ผลกระทบความเสี่ยง และโอกาสที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ (Dependencies, Impact, Risks and Opportunities) เพื่อให้สามารถวางแผนและจัดการความเสี่ยงของกิจการได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งเปิดเผยข้อมูลให้แก่ผู้ลงทุนและผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใส โดย ก.ล.ต. พร้อมส่งเสริมและสนับสนุนให้บริษัทตระหนัก เข้าใจ และมีความพร้อมในการเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อนำไปสู่การดำเนินธุรกิจที่ยั่งยืนและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ตลาดทุนในระยะยาว
เอกชน ชู ‘ความยั่งยืน’ สร้างสมดุล ทั้งกำไรและสิ่งแวดล้อม
สุดท้ายงานเสวนาหัวข้อ“Triple Planetary Crisis: สร้างผลกระทบอย่างไรต่อภาคธุรกิจ – ภาคธุรกิจต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อหาทางรอดจากวิกฤติอย่างยั่งยืน” โดยผู้บริหารจากองค์กรสมาชิก TBCSD 4 กุล่มอุตสาหกรรม ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร กลุ่มอุตสาหกรรมธุรกิจการเงินกลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง
นายปัณวรรธน์ นิลกิจศรานนท์ รองประธานกรรมการบริหาร ฝ่ายวิศวกรรมโครงสร้าง บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่า “บทบาทของอุตสาหกรรมพลังงานต่อวิกฤติสิ่งแวดล้อมโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และมลพิษ โดยชี้ให้เห็นถึงความท้าทายของ Energy Trilemma ซึ่งต้องสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงพลังงาน การเข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และความยั่งยืนพร้อมทั้ง ได้นำเสนอแนวคิด Pragmatic Energy Transition ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมบริหารสินทรัพย์ตลอดวัฏจักรชีวิตเพื่อสนับสนุนการเติบโตในอนาคต โดยในบริบทประเทศไทย ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยยังคงมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงพลังงานของประเทศ โดยแนวทางที่เหมาะสมคือการเพิ่มประสิทธิภาพและใช้ทรัพยากรอย่างรับผิดชอบ
Energy Transition ที่ยั่งยืนต้องเป็น People Oriented Transition ที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง มีความเป็นธรรม มีเหตุผล และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง
นายพิพิธ เอนกนิธิ ประธานกิจยั่งยืน ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายใต้การจัดการด้าน Governance ที่เหมาะสมของภาครัฐ Innovative finance จะกลายเป็นเครื่องมืออันทรงพลังปลดล็อคทรัพยากรทางการเงิน สร้างกลไกให้ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันจัดการปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ทับซ้อนและเร่งตัวขึ้นจนเป็น Triple Planetary Crisis ขณะเดียวกัน ภาคเอกชนจำเป็นต้องเปลี่ยนการดำเนินการเพื่อความยั่งยืน ให้กลายเป็นขีดความสามารถในการแข่งขันระดับโลก ผ่านการมองผ่าน Triple lenses ตั้งแต่ Financial, Ecosystem ไปจนถึง Socio-ecological lens ที่เชื่อมโยงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เพื่อนำเศรษฐกิจไทยไปสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนและครอบคลุมอย่างทั่วถึงต่อไป
นางสาวนวพร ทองไหลรวม รองผู้อำนวยการด้านบริหารองค์กรเพื่อความยั่งยืน กลุ่มน้ำตาลมิตรผล กล่าวว่า กลุ่มมิตรผลขับเคลื่อนองค์กรบนรากฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวคิด “ร่วมอยู่ ร่วมเจริญ” เพื่อรับมือกับความท้าทายสำคัญของโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และปัญหาด้านมลภาวะ ซึ่งล้วนส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของระบบการผลิตอาหารและห่วงโซ่อุปทาน
นางสาวนวพรกล่าวต่อว่า กลุ่มมิตรผลจึงมีการบริหารความเสี่ยงผ่านการส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืนด้วยแนวทางมิตรผลโมเดิร์นฟาร์ม (Mitr Phol ModernFarm) ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพทั้งยังดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อร่วมขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พร้อมอนุรักษ์ระบบนิเวศตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า โดยการดำเนินงานดังกล่าวไม่เพียงช่วยเสริมสร้างความยืดหยุ่นและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร แต่ยังสร้างคุณค่าให้แก่เกษตรกรและผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วน เพื่อวางรากฐานการเติบโตที่มั่นคงและยั่งยืนในระยะยาว
นายภัทริก สัมพันธารักษ์ Sustainability Management Consultant บริษัท แซง-โกแบ็ง (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แซง-โกแบ็ง (Saint-Gobain) ได้เร่งขับเคลื่อนธุรกิจด้วยนวัตกรรมที่มุ่งสู่เป้าหมาย Net-Zero อาทิ การผลิตกระจก Zero‑Carbon และแผ่นยิปซัมรีไซเคิล 100% ในประเทศไทย แซง‑โกแบ็ง ไทยแลนด์ ได้นำแนวทางดังกล่าวมาปรับใช้ผ่านการดำเนินโครงการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อรองรับทิศทางร่างพระราชบัญญัติโลกร้อนและเศรษฐกิจหมุนเวียน ผ่านโครงการจัดเก็บเศษยิปซัมจากไซต์งานก่อสร้าง เพื่อนำกลับเข้าสู่กระบวนการผลิตใหม่แบบวงจรปิด (Closed-loop) ลดของเสียและการใช้ทรัพยากรใหม่ นอกจากนี้ บริษัทยังเดินหน้าโครงการ Upcycling วัสดุฉนวนใยแก้วและใยหิน ควบคู่กับการบริหารจัดการบรรจุภัณฑ์อย่างรับผิดชอบตลอดวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ สะท้อนบทบาทของภาคธุรกิจในการสนับสนุนยุทธศาสตร์ BCG ของประเทศไทย เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สมดุลและยั่งยืนควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อม