โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ตั้งวอร์รูมรับมือภัยแล้ง ระดมรถขนน้ำช่วย 46 จังหวัด

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 02.50 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. เวลา 02.50 น.
นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ก.เกษตรฯขยับตั้งศูนย์รับมือภัยพิบัติ บูรณาการทุกหน่วยสู้แล้ง-ภูมิรัฐศาสตร์ กรมชลประทานเผยเหลือน้ำในเขื่อน 46,799 ล้าน ลบ.ม. หรือ 61% สั่งเดินยุทธศาสตร์ 4 ด้าน “กักเก็บ-เติมน้ำ-ปรับพืช-เตือนภัย” ลดเสี่ยงเกษตรเสียหายทั้งระบบ

นายกฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ได้รับมอบหมายให้เป็นประธานการประชุมศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตร ครั้งที่ 1/2569 โดยมีผู้บริหารหน่วยงานในสังกัดเข้าร่วม โดยการประชุมดังกล่าวเป็นการขับเคลื่อนนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้ความสำคัญกับการรับมือ “ภัยแล้ง-ความขัดแย้งโลก” ซึ่งอาจกระทบต่อทั้งการผลิตสินค้าเกษตรและค่าครองชีพของประชาชน โดยกระทรวงได้กำหนดมาตรการเร่งด่วน โดยสั่งการให้ทุกหน่วยงานเตรียมความพร้อม วางแผน และป้องกันผลกระทบต่อภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน

ขณะที่ด้านสถานการณ์น้ำ กรมชลประทานรายงานว่า ปัจจุบันปรากฏการณ์ความผันแปรของอุณหภูมิน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกแถบศูนย์สูตร (ENSO) ยังอยู่ในภาวะปกติ แต่มีแนวโน้มเข้าสู่ “เอลนีโญ” ในช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคม 2569 ซึ่งจะทำให้เกิดฝนทิ้งช่วงก่อนฤดูเพาะปลูก ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากศูนย์ปฏิบัติการน้ำอัจฉริยะ (SWOC) ระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีถึงกลางเดือนเมษายน 2569 ปริมาณฝนสะสมต่ำกว่าค่าปกติถึง 57% สะท้อนสัญญาณภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น แม้ปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่และขนาดกลางทั่วประเทศยังอยู่ในระดับบริหารจัดการได้

โดยมีน้ำรวม 46,799 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือ 61% ของความจุรวม และมากกว่าปีก่อน 1,848 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่แนวโน้มฝนต่ำและการใช้น้ำเพิ่มขึ้น ทำให้ความเสี่ยงขาดแคลนน้ำในบางพื้นที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะการใช้น้ำฤดูแล้งที่ใช้ไปแล้ว 30,213 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็น 90% ของแผน ทำให้ต้องเร่งบริหารจัดการน้ำอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา เพื่อให้เพียงพอถึงปลายฤดูแล้ง และสำรองน้ำสำหรับต้นฤดูฝน

ภัยแล้ง

ทั้งนี้ พื้นที่นอกเขตชลประทานยังคงเป็นจุดเสี่ยงหลัก โดยภาครัฐได้ระดมเครื่องจักร เครื่องสูบน้ำ และรถบรรทุกน้ำรวมกว่า 6,700 หน่วย ลงช่วยเหลือแล้ว 597 หน่วย ครอบคลุม 46 จังหวัด กรมชลประทานยังได้กำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว ได้แก่ การวางแผนบริหารน้ำล่วงหน้า 2 ปี เพิ่มประสิทธิภาพการกักเก็บน้ำในฤดูฝน ควบคุมและชะลอการระบายน้ำ และปรับแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน พร้อมกันนี้ ยังผลักดันมาตรการ 3R (Reduce/Reuse/Recycle) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในทุกภาคส่วน

ในเชิงนโยบาย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้สั่งการรับมือ “ซูเปอร์เอลนีโญ” ด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ บริหารจัดการน้ำแบบหยดสุดท้าย เน้นน้ำอุปโภคบริโภคเป็นลำดับแรก ปฏิบัติการฝนหลวง ตั้งหน่วยเคลื่อนที่เร็วเติมน้ำในพื้นที่เสี่ยง ปรับเปลี่ยนการเพาะปลูก ส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อยและมีตลาดรองรับ ระบบเตือนภัยและเยียวยา ผ่านศูนย์ติดตามภัยพิบัติด้านการเกษตร

ขณะเดียวกัน ได้สั่งการให้หน่วยงานบูรณาการข้อมูลสภาพอากาศร่วมกับหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาและทรัพยากรน้ำ เพื่อวางแผนบริหารน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงจัดทีมลงพื้นที่ให้คำแนะนำเกษตรกรปรับแผนเพาะปลูก ลดความเสี่ยงผลผลิตเสียหาย และเตรียมมาตรการช่วยเหลืออย่างทันท่วงที

อย่างไรก็ดี กระทรวงเกษตรฯยืนยันว่า ทุกหน่วยงานมีความพร้อมปฏิบัติตามข้อสั่งการ โดยได้ตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด พร้อมยกระดับการสื่อสารไปยังเกษตรกร รวมถึงการให้บริการแบบ One Stop Service ผ่านแอปพลิเคชั่น “ศูนย์บริการเกษตรพิรุณราช” เพื่ออำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลและความช่วยเหลือ ทั้งนี้ กระทรวงจะเดินหน้าทำงานเชิงรุกแบบบูรณาการเต็มรูปแบบ เพื่อประคับประคองภาคการเกษตรไทยให้ผ่านพ้นความเสี่ยงจากทั้งภัยแล้งและปัจจัยภายนอกในปี 2569 ไปได้อย่างมีเสถียรภาพ

ส่วนการเตรียมพร้อมรับมือฤดูฝน กระทรวงเกษตรฯ โดยกรมชลประทาน ได้วางแผนการบริหารจัดการน้ำฤดูฝนปี 2569 โดยเตรียมจัดสรรน้ำรวม 64.057 ล้าน ลบ.ม. แบ่งเป็น สนับสนุนภาคการเกษตร 23.885 ล้าน ลบ.ม. การอุปโภคบริโภค 19.688 ล้าน ลบ.ม. และอื่น ๆ รวมกว่า 20 ล้าน ลบ.ม.

พร้อมทั้งใช้เทคโนโลยีระบบโทรมาตรพยากรณ์น้ำและเตือนภัยร่วมกับสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (สสน.) เพื่อเพิ่มศักยภาพในการแจ้งเตือนภัยแก่ประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำหลาก จำนวน 5 จุดในเขต ต.เมืองเพีย และ ต.เชียงเพ็ง อ.กุดจับ และเขต ต.เชียงพิณ ต.เชียงยืน และ ต.หมูม่น อ.เมืองอุดรธานี ตลอดจนพื้นที่ใกล้เคียงได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรีได้ติดตามความก้าวหน้าโครงการปรับปรุงสะพานด้านท้ายอาคารระบายน้ำล้นฉุกเฉิน (Emergency Spillway) ต.โคกสะอาด ที่ได้รับความเสียหายจากน้ำหลากในปีที่ผ่านมา ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการและมีกำหนดแล้วเสร็จภายในเดือนเมษายน 2569 นี้ เพื่อให้ประชาชนใช้สัญจรได้อย่างปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพการระบายน้ำต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ตั้งวอร์รูมรับมือภัยแล้ง ระดมรถขนน้ำช่วย 46 จังหวัด

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...