โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

สหรัฐฯ เตรียมถอน 'เรือบรรทุกเครื่องบินรบ' ออกจากตะวันออกกลาง

สวพ.FM91

อัพเดต 30 เม.ย. เวลา 08.42 น. • เผยแพร่ 30 เม.ย. เวลา 08.42 น.

วอชิงตัน, 30 เม.ย. ซินหัว รายงานว่า -- เมื่อวันพุธ (29 เม.ย.) เดอะ วอชิงตัน โพสต์รายงานว่าเรือบรรทุกเครื่องบินรบยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ดของสหรัฐฯ เตรียมแล่นออกจากตะวันออกกลางและเดินทางกลับสหรัฐฯ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า นับเป็นการบรรเทาภาระให้ทหารเรือราว 4,500 นายที่ถูกส่งไปประจำการนานถึง 10 เดือน ทว่าเป็นการสูญเสียกำลังรบที่สำคัญในขณะที่การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านหยุดชะงัก

กองเรือบรรทุกเครื่องบินโจมตีฟอร์ด (Ford Carrier Strike Group) เริ่มปฏิบัติภารกิจล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มิ.ย. 2025 โดยออกเดินทางจากรัฐเวอร์จิเนียของสหรัฐฯ ไปยังพื้นที่รับผิดชอบของกองบัญชาการประจำพื้นที่ยุโรปของสหรัฐฯ ต่อมาเดินทางไปยังภูมิภาคลาตินอเมริกาเพื่อปฏิบัติการปราบปรามยาเสพติด ก่อนเดินทางไปยังตะวันออกกลางขณะที่ความตึงเครียดกับอิหร่านทวีความรุนแรงขึ้น

เรือบรรทุกเครื่องบินรบลำนี้เป็นหนึ่งในเรือบรรทุกเครื่องบินรบสามลำที่ปฏิบัติการอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลาง ร่วมกับเรือยูเอสเอส จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (USS George H.W. Bush) และเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln)

ด้านอาซิออส (Axios) สื่อออนไลน์ของสหรัฐฯ รายงานว่าโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตรียมรับฟังกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ บรรยายสรุปเกี่ยวกับแผนการใหม่สำหรับปฏิบัติการทางทหารที่อาจเกิดขึ้นในอิหร่านในวันพฤหัสบดี (30 เม.ย.) ซึ่งการฟังบรรยายสรุปครั้งนี้บ่งชี้ว่าทรัมป์กำลังพิจารณาอย่างจริงจังที่จะกลับมาปฏิบัติการรบครั้งใหญ่ ไม่ว่าจะเพื่อพยายามคลี่คลายทางตันในการเจรจา หรือเพื่อเป็นการโจมตีครั้งสุดท้ายก่อนยุติสงคราม

ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวอ้างแหล่งข่าวสามแห่งที่ทราบเรื่องนี้ ระบุว่ากองบัญชาการกลางสหรัฐฯ ได้เตรียมแผนการโจมตีอิหร่านแบบ "สั้นและรุนแรง" ซึ่งอาจรวมถึงเป้าหมายด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อคลี่คลายทางตันในการเจรจา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...