โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โจทย์ใหญ่ความมั่นคงพลังงาน ปรับยุทธศาสตร์จัดหาน้ำมันดิบ ฝ่าวิกฤตตะวันออกกลาง

The Better

อัพเดต 30 มี.ค. เวลา 11.17 น. • เผยแพร่ 30 มี.ค. เวลา 10.10 น. • THE BETTER
ไทยพึ่งนำเข้าน้ำมันดิบสูง สะท้อนจุดเปราะบาง เร่งปรับกลยุทธศาสตร์กระจายความเสี่ยง

ท่ามกลางความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย “น้ำมันดิบ” ซึ่งเป็นหัวใจของระบบพลังงานไทย กำลังสะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน เมื่อประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าสูงถึง 92% ขณะที่การผลิตในประเทศทำได้เพียง 8% เท่านั้น ตัวเลขดังกล่าวไม่ใช่เพียงสถิติ แต่คือ “ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์” ที่ผูกโยงเศรษฐกิจไทยเข้ากับความผันผวนของโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พึ่งพาตะวันออกกลางสูง ความเสี่ยงยิ่งกระจุกตัว

โครงสร้างการนำเข้าน้ำมันดิบของไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในภูมิภาคตะวันออกกลางถึง 58% โดยมีประเทศหลักอย่างซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ คูเวต และโอมาน ซึ่งล้วนเป็นพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางภูมิรัฐศาสตร์สูง

ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุความไม่สงบหรือความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นการสู้รบหรือความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่ง อย่างกรณีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้ง “ปริมาณ” และ “ราคาน้ำมัน” ที่ไทยต้องรับภาระ

ปัจจุบันโครงสร้างพลังงานไทยในวันนี้ยังคง “ผูกติดกับภูมิรัฐศาสตร์โลก” อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้กระจายความเสี่ยง แต่ยังไม่หลุดจากวงจรนำเข้าเพื่อลดแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก ผู้ค้าน้ำมันจึงปรับการบริหารจัดการ โดยเปลี่ยนท่าเรือรับผลิตภัณฑ์นอกช่องแคบฮอร์มุซ จัดหาน้ำมันดิบจากแหล่งอื่น ๆ ทั่วโลกมาเพิ่มเติม พร้อมประสานงานกับพันธมิตรทางการค้ายืนยันแผนการส่งมอบที่ชัดเจนต่อเนื่อง เพื่อให้โรงกลั่นสามารถผลิตได้ตามแผน

การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันจะช่วยลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาแหล่งเดียว (Single Source Risk) แต่ในเชิงโครงสร้าง ไทยก็ยังคงต้อง “นำเข้าเป็นหลัก” อยู่ดี นั่นหมายความว่า แม้จะมีแหล่งน้ำมันใหม่ๆ แต่ความเสี่ยงโดยรวมยังคงอยู่ เพียงแค่ “กระจาย” ไม่ได้ “หายไป”

นอกจากนี้อีกมุมที่ต้องให้ความสำคัญ คือโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ที่ต้องมีความพร้อมเพื่อรองรับน้ำมันนำเข้าจากแหล่งใหม่ที่มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะท่าเรือรับน้ำมันดิบ

การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ ไม่เพียงช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการนำเข้า แต่ยังเป็น “เครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์” ที่ช่วยให้ไทยสามารถบริหารจัดการวิกฤติด้านพลังงานได้ดีขึ้นในระยะสั้นถึงกลาง

อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือการลงทุนต้องเดินหน้าให้ทันกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในเวทีโลก

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า แม้ไทยยังคงมี “ความมั่นคงทางพลังงานในเชิงปริมาณ” กล่าวคือยังสามารถจัดหาน้ำมันได้เพียงพอ แต่ในอีกมิติหนึ่งคือ “ความมั่นคงเชิงระบบ” กลับยังเปราะบางจากการพึ่งพาปัจจัยภายนอกอย่างมาก

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “มีน้ำมันพอใช้หรือไม่”

แต่คือ “ระบบพลังงานไทยสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนของโลกได้มากแค่ไหน”

ในระยะยาว การลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ผ่านการเร่งพลังงานทางเลือก เทคโนโลยีใหม่ และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน อาจไม่ใช่แค่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นความจำเป็น ของประเทศไทยในโลกที่ความเสี่ยงกลายเป็นเรื่องปกติใหม่ไปแล้ว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...