โลกเข้าสู่ยุค ‘เงินเฟ้อเทคฯ’ ซัพพลายชิป ‘แห่ขึ้นราคา’
ในขณะที่สายตาโลกกำลังจับจ้องไปที่ “สงครามอิหร่าน” และราคาน้ำมันที่ทะยานขึ้นเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สิ่งที่กำลังก่อตัวเงียบ ๆ ใต้ผิวน้ำคือ “วิกฤติซัพพลายเชนอิเล็กทรอนิกส์” ที่กำลังลุกลามไปทั่วโลก ตั้งแต่แผงวงจรพิมพ์ (PCB) พลาสติก เรซิน วัสดุโลหะ ไปจนถึงเลเซอร์สำหรับระบบสื่อสาร
นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของชิป หรือเซมิคอนดักเตอร์อีกต่อไป แต่กำลังลามไปถึง “ทุกชิ้นส่วน” ที่ขับเคลื่อนโลกดิจิทัล
เมื่อ ‘ทุกอย่างแพงขึ้นพร้อมกัน’
จากข้อมูลของนิกเกอิ เอเชียระบุว่า ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั่วโลกกำลังเผชิญสถานการณ์เดียวกัน คือ “จดหมายแจ้งขึ้นราคา” จากซัพพลายเออร์แทบทุกประเภท ทั้งจากสหรัฐ ยุโรป ญี่ปุ่น ไต้หวัน และจีน
“เช้านี้ เราก็เพิ่งได้รับแจ้งอีกครั้ง คราวนี้มาจาก STMicroelectronics ผู้ผลิตไมโครคอนโทรลเลอร์และเซนเซอร์รายใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่รายเดียว” ผู้จัดการซัพพลายเชนรายหนึ่งให้สัมภาษณ์กับนิกเกอิ ช่วงปลายเดือนมีนาคม โดยระบุว่า บริษัทของเขาได้รับหนังสือแจ้งขึ้นราคาจำนวนมากตั้งแต่ต้นเดือน ครอบคลุมทั้งแผง PCB วัสดุพลาสติก เรซิน และชิ้นส่วนอื่น ๆ
“ทุกอย่างกำลังแพงขึ้นหมด”
ด้าน STMicroelectronics บริษัทพัฒนาชิปจากยุโรป ได้แจ้งลูกค้าว่า จะเริ่มปรับราคาในเดือนเมษายน โดยให้เหตุผลถึงต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานและการขนส่งที่สูงขึ้น รวมถึงต้นทุนเพิ่มเติมในการสำรองกำลังการผลิตจากผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการแพ็กเกจชิป
ขณะเดียวกัน บริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ของญี่ปุ่นอย่าง Murata Manufacturing ก็ได้แจ้งลูกค้าว่า จำเป็นต้อง “ปรับขึ้นราคาสินค้าหลายรายการ” ตั้งแต่เดือนเมษายน เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบ เช่น แร่เงินปรับตัวสูงขึ้น โดยครอบคลุมถึงสินค้าอย่างตัวเหนี่ยวนำแรงเคลื่อนไฟฟ้า (Inductors) และตัวเหนี่ยวนำเพื่อลดสัญญาณรบกวน (Common Mode Chokes) ซึ่งใช้สำหรับกรองสัญญาณรบกวนทางไฟฟ้าในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ และการใช้งานอื่น ๆ
ขณะเดียวกัน Kingboard Laminates Group ของจีน ซึ่งเป็นผู้ผลิตแผ่นวัสดุพื้นฐานในการผลิตแผงวงจรพิมพ์ (Copper Clad Laminate) รายใหญ่ที่สุดของโลกในแง่กำลังการผลิต ก็ได้ออกหนังสือแจ้ง “ปรับขึ้นราคาล่าสุด” ถึงลูกค้า โดยปรับขึ้นทั้งราคาวัสดุและค่าดำเนินการอย่างละ 10% โดยมีผลทันที เพื่อสะท้อนต้นทุนปิโตรเคมีที่พุ่งสูงจากสงครามอิหร่าน
“KB ปรับราคามาแล้ว 3 ครั้งในรอบ 3 เดือน ทุกอย่างแพงขึ้นหมดในช่วงนี้” ผู้จัดการซัพพลายเชนรายหนึ่งที่มีข้อมูลโดยตรงกล่าว
จากผลสำรวจของ SEMI สมาคมอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ระดับโลก พบว่า เกือบ 70% ของบริษัทสมาชิกมองว่า “ต้นทุนจัดซื้อที่แพงขึ้น” คือปัญหาใหญ่ที่สุดในปีนี้ ขณะที่อีกกว่า 35% ระบุว่า “ของมาช้า รอนานขึ้น” ก็เป็นอีกอุปสรรคสำคัญที่ต้องเจอ
นี่กำลังสะท้อน “เงินเฟ้อเชิงโครงสร้าง” ที่ไม่ได้เกิดจากสินค้าใดสินค้าหนึ่ง แต่เกิดจาก “ทั้งระบบ” กำลังถูกบีบพร้อมกัน
ของไม่ใช่แค่แพง แต่กำลัง ‘หายไป’
นอกจากของขึ้นราคาแล้ว ปัญหาที่เจ็บปวดไม่แพ้กัน คือ “ของขาด” ในชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์เฉพาะทางที่คนทั่วไปแทบไม่รู้จัก เช่น เลเซอร์แบบ External Modulation (EML) และเลเซอร์แบบ Continuous-Wave (CW) ที่ใช้ในตัวรับส่งสัญญาณ (Transceiver) รวมถึงในแผงวงจรพิมพ์ (PCB) กำลัง “ขาดแคลน” อย่างหนัก ตามข้อมูลจากผู้บริหารระดับสูงในอุตสาหกรรมหลายราย
นาตาราจัน รามาจันดราน ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดผลิตภัณฑ์ของบริษัทชิป Broadcom ระบุว่า “ตอนนี้ปัญหาซัพพลายเชนเกิดขึ้นในหลายจุดพร้อมกัน”
“สิ่งที่เราคาดไม่ถึงมากที่สุดคือ PCB เพราะเมื่อก่อนระยะเวลารอสินค้า (Lead time) แค่ 6 สัปดาห์ แต่ตอนนี้ยาวไปถึง 6 เดือนแล้ว” โดยเสริมว่า PCB ที่ขาดแคลนหนักในตอนนี้ ส่วนใหญ่ถูกใช้ในตัวรับส่งสัญญาณ
ด้าน Unimicron ผู้ผลิตชิปซับสเตรตรายใหญ่ที่สุดของโลกในแง่กำลังการผลิต เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับขึ้นราคามาหลายครั้งตั้งแต่ไตรมาส 4 ปี 2025 และมีการขึ้นราคาครั้งใหญ่เพิ่มเติมในไตรมาสแรกของปี 2026
โลกกำลังเข้าสู่ ‘เงินเฟ้อเทคฯ’
ในขณะนี้ สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่แค่ต้นทุนในโรงงาน แต่คือ “การส่งต่อภาระ” ไปยังผู้บริโภค ตัวอย่างชัดเจนคือ โฮเซ่ เหลียว ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายธุรกิจระบบของ Asus ผู้ผลิตพีซีอันดับ 5 ของโลก เตรียมปรับขึ้นราคาสินค้ารุ่นใหม่ประมาณ “25% ถึง 30%” ในช่วงไตรมาสเมษายน–มิถุนายน พร้อมระบุว่า การขึ้นราคานี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะ Asus เท่านั้น
“แต่เกิดกับผู้ผลิตพีซีทุกราย ไม่มีใครหนีได้”
เขายกตัวอย่างว่า “แรม DRAM ขนาด 32GB เมื่อช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว ยังมีราคาเพียง 3,000 ดอลลาร์ไต้หวัน แต่ตอนนี้ราคาพุ่งเกิน 20,000 ดอลลาร์ไต้หวันใหม่ต่อชิ้นแล้ว”
“แล้วเราจะไม่สะท้อนต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปในราคาสินค้าได้อย่างไร”
เหลียวระบุเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรมพีซีจะเผชิญการปรับขึ้นราคาอีกในช่วงครึ่งหลังของปีนี้
“เพราะเราได้รับแจ้งจากผู้ผลิต DRAM และอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลภายในคอม (Solid State Drive) แล้วว่า พวกเขาจะยังคงขึ้นราคาต่อเนื่อง”
ทั้งนี้ คอมพิวเตอร์ AI รุ่นใหม่ล่าสุดของ Asus อย่าง ZenBook A14 ที่มาพร้อมหน้าจอ OLED ขนาด 14 นิ้ว และชิปจาก Qualcomm เปิดตัวด้วยราคาเริ่มต้นที่ 63,999 ดอลลาร์ไต้หวัน ซึ่งสูงกว่ารุ่นก่อนหน้าที่มีราคาอยู่ราว 40,000 ดอลลาร์ไต้หวันอย่างมาก
ขณะเดียวกัน แอนซัน ชิว ประธานของ Lite-On Technology ซึ่งเป็นผู้ให้บริการระบบจัดการพลังงานรายใหญ่และเป็นซัพพลายเออร์ของ Nvidia เปิดเผยว่า แม้แต่อุตสาหกรรมของเขาเองก็ต้อง “ผลักภาระต้นทุน” ไปยังลูกค้าด้วยการปรับขึ้นราคา
“นอกจากความต้องการที่ยังแข็งแกร่งในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI แล้ว แนวโน้มในช่วงที่เหลือของปีนี้ แย่กว่าที่เราประเมินไว้ก่อนหน้า แรงกดดันต่อลูกค้าของเราสูงมาก” ชิวกล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อไม่นานมานี้
ด้านชาร์ล ลี กรรมการบริหารของ Topco Scientific ระบุว่า ปี 2026 จะเป็น “ปีแห่งต้นทุนขาขึ้น”
“ผมเชื่อว่าการเพิ่มขึ้นของต้นทุนวัตถุดิบกำลังกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ วัตถุดิบหลายรายการกำลังเผชิญปัญหาซัพพลายสะดุด ขณะที่ต้นทุนในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นขนส่ง พลังงาน หรือแรงงาน ต่างก็เพิ่มขึ้น”
“ปีนี้ จะเป็นปีที่เต็มไปด้วยเงินเฟ้อและการขึ้นราคาทั่วกระดานอย่างแน่นอน”
เทคไต้หวันเรียกร้องเร่งกักตุนพลังงาน
ในโลกที่ “ชิป” กลายเป็นหัวใจของเศรษฐกิจดิจิทัล ล่าสุด Taiwan Semiconductor Industry Association (TSIA) ซึ่งเป็นสมาคมไต้หวันที่รวมผู้เล่นรายใหญ่ของอุตสาหกรรมชิป ได้ออกมาเรียกร้องรัฐบาลให้เร่ง “กักตุนทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์” ไม่ว่าจะเป็น ฮีเลียม และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) พร้อมทั้งสนับสนุนการ “เปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์” อีกครั้ง เพื่อรับมือความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลาง
คำเตือนจากอุตสาหกรรมครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงข้อเสนอเชิงนโยบาย แต่สะท้อนถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง โดยคลิฟ โหว ประธาน TSIA และผู้บริหารระดับสูงของ Taiwan Semiconductor Manufacturing Company ระบุชัดว่า ไต้หวันควร “เรียนรู้จากญี่ปุ่นและสหรัฐ” ในการสร้างคลังสำรองวัตถุดิบและพลังงานให้มากขึ้น
เหตุผลสำคัญคือ อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ไม่สามารถหยุดได้แม้เพียงชั่วคราว เพราะโรงงานผลิตชิปต้องใช้พลังงานต่อเนื่อง 24 ชั่วโมง ใช้ก๊าซเฉพาะทาง เช่น ฮีเลียม สำหรับกระบวนการผลิต และพึ่งพา LNG เป็นแหล่งพลังงานหลัก
หากซัพพลายสะดุด แม้ระยะสั้น ก็อาจกระทบห่วงโซ่อุปทานโลกทันที
สิ่งที่น่าสนใจคือ นี่เป็น “ครั้งแรก” ที่สมาคมและผู้ผลิตชิปรายใหญ่ ออกมาสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์อย่างเปิดเผย เพราะก่อนหน้านี้ ไต้หวันมีนโยบาย “เลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์”
แต่ล่าสุด ประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อของไต้หวัน ได้สั่งให้เริ่มกระบวนการ “รีสตาร์ทโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 2 แห่ง”
เหตุผลคือ “พลังงานต้องเสถียรและเพียงพอ” เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
สำหรับเสียงสนับสนุนไม่ได้มาจาก TSIA เท่านั้น แม้แต่ ที.เอช.ถัง ประธาน Pegatron ซึ่งเป็นซัพพลายเออร์ของ Apple และ Nvidia ก็ออกมาเรียกร้องเช่นกัน
หรือแม้แต่แพท เกลซิงเกอร์ อดีตซีอีโอของ Intel ยังเคยชี้ว่า “พลังงาน คือจุดเปราะบางของซัพพลายเชนไต้หวัน”
อ้างอิง: nikkei, nikkei(2)