ย้อนรอยความสำเร็จของเกาะไต้หวัน จากดินแดนที่หายไปจากกระแสโลก สู่แหล่งท่องเที่ยวสุดคึกคักในตะวันออก
เสียงรีวิวของคนไทยจากการไปเที่ยวไต้หวันนั้นเป็นบวกเสมอ โดยนักท่องเที่ยวชาวไทยให้คำชมทั้งในเรื่องของธรรมชาติ เหมาะสำหรับการเดินขึ้นเขา ชมพระอาทิตย์ตก มีเขตอุทยานที่ร่มรื่นสามารถเดินทางได้ง่ายโดยไม่ห่างจากตัวเมือง ส่วนสำหรับสายช็อปปิ้งเองก็มีย่านที่ครบครันไปด้วยสินค้าแบรนด์ต่างๆ ตัวเมืองสะอาด เดินทางสะดวก ที่สำคัญคือระยะทางไม่ไกลจากประเทศไทยมาก ไต้หวันถูกเปรียบเทียบอยู่บ่อยๆ ว่าเป็นการผสมผสานระหว่างความเป็นจีน ญี่ปุ่น และเกาหลี เอาไว้ด้วยกัน
จะสังเกตเห็นว่าความฮิตในการเดินทางไปเที่ยวไต้หวันเพิ่งมีมาในช่วงสิบปีที่ผ่านมา แม้แต่กับประเทศเพื่อนบ้านไต้หวันอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นเองก็นิยมเดินทางมาเที่ยวอยู่บ่อยๆ นั่นเป็นเพราะรัฐบาลไต้หวันผลักดันเรื่องการท่องเที่ยว (tourism) แบบเต็มกำลัง หลังจากที่ไต้หวันต้องประสบปัญหากับความมั่นคงตลอดมา
ในปี 1949 - 1987 เกาะไต้หวันเป็นเสมือนเกาะป้อมปราการ เพราะไต้หวันมีมาตรการในการรักษาความมั่นคงอย่างหนาแน่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อปกป้องภัยที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ หาดต่างๆ ของไต้หวันนั้นเต็มไปด้วยป้อมปราการและค่ายทหาร รวมถึงการท่องเที่ยวนั้นถูกปิดกั้นไม่ให้เข้าเยี่ยมชม เป็นช่วงเวลาที่ไต้หวันหายไปจากสายตาของโลกเลยก็ว่าได้
แต่แล้วไต้หวันก็เริ่มเปิดประเทศให้มีการท่องเที่ยวมากขึ้นทีละเล็กละน้อยในช่วงปี 1950s - 1960s โดยไม่ได้หวังนำเงินเข้าประเทศ แต่เพื่อเอาตัวรอดเป็นสำคัญ รัฐบาลไต้หวันพยายามประกาศว่าตัวเองเป็นอิสระจากจีน และสวนทางกับสิ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์ทำ (นั่นก็คือทำลายสถานที่และวัตถุโบราณ) ด้วยการสร้างพิพิธภัณฑ์ขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น พิพิธภัณฑ์พระราชวังแห่งชาติ (National Palace Museum) เพื่อแสดงให้เห็นว่าไต้หวันเป็นที่เดียวที่ธำรงรักษาวัฒนธรรมจีนเอาไว้
ต่อมาในช่วงสงครามเวียดนาม ไต้หวันได้เป็นสถานที่พักพิงของทหารอเมริกัน อีกทั้งยังเป็นพื้นที่ผลิตสินค้าให้กับทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นของเล่น อุปกรณ์พลาสติกต่างๆ รวมถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
จนกระทั่งต้นปี 1990 ประเทศจีนกลายเป็นฮับของโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้ไต้หวันสูญเสียรายได้จากการเป็นฮับโรงงานตั้งแต่แรกเริ่ม รัฐบาลไต้หวันจึงตระหนักได้ว่า ไต้หวันควรมุ่งไปสู่เกาะเศรษฐกิจที่ดำเนินด้วยการบริการและไลฟ์สไตล์ จุดนี้เป็นจุดที่ไต้หวันเริ่มช้ากว่าคนอื่นมากๆ ขณะที่จีนเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยจำนวนประชากร ญี่ปุ่นเองก็มีเดินหน้าไปแล้วด้วยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ วิดีโอเกม มังงะ และอนิเมชัน ส่วนเกาหลีเองก็กำลังมุ่งหน้าสู่การปั้นละครซีรีส์ และ K-POP เมื่อเทียบกันแล้วไต้หวันกลายเป็นเกาะเล็กๆ โดดๆ ที่หลุดไปจากกระแสโลก
ในปี 2001 ไต้หวันตัดสินใจทำแคมเปญ Touch Your Heart รัฐบาลไต้หวันเลือกที่จะไม่สนใจกับการแข่งขันในเรื่องสถานที่ท่องเที่ยวสู้กับจีน หรือพื้นที่ที่กลายเป็นป๊อปคัลเจอร์อย่างกรุงโซลหรือโตเกียว รัฐบาลมุ่งไปที่ ‘ผู้คน’ โดยให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัย และความเอื้อเฟื้อของคนในท้องที่ บวกกับภูมิประเทศของเกาะที่สวยงามอยู่แล้ว พอถึงปี 2008 ที่ไต้หวันเปิดประเทศให้จีนสามารถเข้าไปมาเที่ยวได้ ไต้หวันสามารถทำรายได้จากการท่องเที่ยวมหาศาล มีนักท่องเที่ยวกว่า 10.4 ล้านคนในปี 2015 จากเดิม 3.8 ล้านคนในปี 2008
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลไต้หวันเห็นว่าไต้หวันควรไปได้ไกลกว่านี้ จึงปล่อยโยบายมุ่งใต้ใหม่ (New Southbound Policy) ในปี 2016 ซึ่งเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุกภายใต้ประธานาธิบดีไช่ อิงเหวิน (Tsai Ing-wen) เพื่อลดการพึ่งพาเศรษฐกิจจากจีน มุ่งไปที่การแบ่งปันทรัพยากร ความร่วมมือทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม การศึกษา และการท่องเที่ยวกับ 18 ประเทศ (รวมถึงไทย) เริ่มจากให้ให้ฟรีวีซ่าในการท่องเที่ยว และทำให้ไต้หวันเป็นเมืองที่เหมาะสำหรับชาวมุสลิมมาเที่ยว รวมถึงในเรื่องของการศึกษา มีการมอบทุน และการแลกเปลี่ยน
อย่างที่ชาวกรุงเทพเห็นในช่วงหนึ่งจะเห็นการโปรโมตการท่องเที่ยวไต้หวันบนรถไฟฟ้าบีทีเอส เป็นการร่วมมือกันระหว่างไทยและไต้หวันในการหาศิลปินไทยเพื่อถ่ายทอดความเป็นไต้หวันในมุมมองสร้างสรรค์ใหม่ๆ และได้ ปันปัน-รสิกา สายแสง หรือ ปันปันยียี เป็นตัวแทนศิลปินชาวไทย ในแคมเปญ Taiwan Waves of Wonder และยังมีการผลักดันผ่านสื่อและบริษัทท่องเที่ยวอีกมากโดยช่วงสำคัญคือช่วงเทศกาลโคมไฟไต้หวัน (Taiwan Lantern Festival) ที่จัดขึ้นทุกปี เป็นไฮไลต์หลักของไต้หวันที่นักท่องเที่ยวควรมาเที่ยวกัน
รัฐบาลไต้หวันพยายามอำนวยทุกอย่างเท่าที่เป็นไปได้ในการชักชวนนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในประเทศ โดยสร้างให้เกาะไต้หวันเป็นมิตรกับทุกคน ทุกสายอาชีพ เมื่อปี 2025 มีการร่วมมือกับสหรัฐอเมริกาในการสร้างภาพลักษณ์ให้ไต้หวันเป็นปลายทางที่เป็นมิตรสำหรับ LGBTQ+ และที่กำลังเป็นที่นิยมคือเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เหมาะกับการชมธรรมชาติ ชมนก ปีนเขา เช่นเดียวกันนักกีฬาปั่นจักรยานที่ไต้หวันได้ลงทุนสร้างทางจักรยานรอบเกาะยาวกว่า 1,000 กิโลเมตร โดยสร้างโรงแรมที่พักตลอดทาง และเอาใจสายจิตวิญญาณ (สายมู) ด้วยวัดอีกหลายแห่งที่ขึ้นชื่อในการบนบานที่แตกต่างกัน เช่น วัดเทพเจ้าเมืองซินจู๋, วัดเป๋ยกั่งเฉาเทียน, วัดขงจื๊อแห่งไถหนาน เป็นต้น
ปัจจุบันไต้หวันยังคงระดับนักท่องเที่ยวไว้ได้คงที่ระหว่าง 8 - 9 ล้านคน เป็นตัวเลขที่ดีหลังจากเหตุการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 และในปีช่วง 2025 ที่ผ่านมา แม้ว่าจะเสียนักท่องเที่ยวอยู่บ้างจากทั้งจีนและญี่ปุ่น จากเดิมที่เคยเป็นนักท่องเที่ยวขาประจำ ไต้หวันมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ราว 30 เปอร์เซ็นต์ โดยปัจจัยไม่มีอะไรนอกจากไต้หวันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่ทุกคนเอื้อมถึงได้ทั้งในกำลังจ่าย ระยะเวลา และความพึงพอใจนั่นเอง
อ้างอิง:
Taiwan Government. History. https://www.taiwan.gov.tw/content_3.php
บทความต้นฉบับได้ที่ : ย้อนรอยความสำเร็จของเกาะไต้หวัน จากดินแดนที่หายไปจากกระแสโลก สู่แหล่งท่องเที่ยวสุดคึกคักในตะวันออก
บทความที่เกี่ยวข้อง
- Vanich House โรงกลึงเครื่องจักรอายุร้อยปี กับการเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่ผสานจิตวิญญาณแห่งครอบครัว
- Tier List จิตวิทยาแห่งการจัดเกรด ทำไมเราถึงเสพติดการจัดอันดับ จากสเกลตัวละครในวิดีโอเกม สู่การจัดเทียร์ให้ทุกอย่างในชีวิตจริง
- เทศกาลโคมไฟไต้หวัน 2026 ชมแสงสีจากศิลปินนานาชาติในธีม Glow with Taiwan, Light Up Chiayi
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath