โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เอกนิติย้ำ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน เพื่อปากท้องประชาชน ไม่ใช่ตีเช็กเปล่า

The Better

อัพเดต 14 พ.ค. เวลา 10.59 น. • เผยแพร่ 14 พ.ค. เวลา 10.22 น. • THE BETTER
เอกนิติ ยืนยันการออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เป็นมาตรการจำเป็นเพื่อรับมือวิกฤตเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชน ไม่ใช่การตีเช็กเปล่าหรือเอื้อนายทุน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัยพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท โดยยืนยันว่า การออก พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นเรื่องของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และเป็นมาตรการเร่งด่วนเพื่อบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพของประชาชน ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่กำลังขยายตัวจากปัญหาพลังงาน

นายเอกนิติกล่าวว่า ขณะนี้มีความชัดเจนแล้วว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจ ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย แต่เป็นวิกฤตในหลายประเทศทั่วโลก โดยต้นตอมาจากวิกฤตพลังงานที่กำลังลุกลามเข้าสู่ปัญหาปากท้องของประชาชน จึงทำให้รัฐบาลเห็นความจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อดูแลประชาชนอย่างเร่งด่วน และรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

พร้อมกันนี้ นายเอกนิติยังชี้แจงถึงการนำสถานการณ์ครั้งนี้ไปเปรียบเทียบกับการออก พ.ร.ก.กู้เงินในอดีตว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา โดยยกตัวอย่างวิกฤตปี 2540 หรือวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งเกิดจากปัญหาค่าเงินสำรองระหว่างประเทศหมด จนนำไปสู่การลอยตัวค่าเงินบาท และวิกฤตสถาบันการเงินล้มละลาย ซึ่งถือเป็นวิกฤตของภาคธุรกิจและคนมีฐานะ

ส่วนวิกฤตปี 2552 หรือวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ เกิดจากปัญหาเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ส่งผลให้การส่งออกของไทยติดลบ และฉุดเศรษฐกิจไทยตามไปด้วย แต่สำหรับวิกฤตครั้งนี้ เป็นวิกฤตที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง เพราะเริ่มจากภาวะเงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูงขึ้น และต้นทุนสินค้าเพิ่มขึ้น ไม่ได้เริ่มจากเศรษฐกิจติดลบ

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ปัญหาดังกล่าวมีที่มาจากสงครามโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศ ซึ่งยังไม่สิ้นสุด ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนน้ำมันในบางช่วง ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้น ก่อนลุกลามไปสู่ต้นทุนสินค้าและค่าครองชีพ โดยประเทศไทยเห็นอัตราเงินเฟ้อจากเดิมติดลบในไตรมาสแรก ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หากไม่เร่งแก้ไขจะกระทบประชาชนจำนวนมาก

นายเอกนิติกล่าวว่า งบกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ที่ถูกตั้งคำถามว่าแบ่งเป็นเงินเยียวยาประชาชน 200,000 ล้านบาท และงบเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 200,000 ล้านบาทนั้น ไม่ควรมองว่าเป็นคนละส่วน แต่ต้องมองว่าเป็นเงินเยียวยาทั้งหมด เพียงแต่ส่วนที่ใช้เปลี่ยนผ่านพลังงานเป็นการแก้ปัญหาระยะยาวควบคู่กับการบรรเทาความเดือดร้อนระยะสั้น

โดยเปรียบเทียบว่า เป็นการยิงนกครั้งเดียวได้นกสองตัว คือ ช่วยประชาชนในวันนี้ และช่วยให้ประชาชนสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในอนาคต เช่น การสนับสนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ การใช้ไบโอดีเซลในภาคขนส่ง หรือส่งเสริมพลังงานสะอาด ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนค่าไฟและลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า

นายเอกนิติกล่าวว่า การออก พ.ร.ก.ในครั้งนี้เปรียบเหมือนการให้ยาแก่คนป่วย หากปล่อยให้รออีก 4-5 เดือน หรือรอถึงงบประมาณปี 2570 จึงเริ่มดำเนินการ ก็จะไม่ทันการณ์ เพราะแม้ให้ยาวันนี้ กว่าจะเห็นผลก็ต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน ดังนั้น หากประเทศกำลังเผชิญวิกฤต ก็ต้องเริ่มรักษาตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่ปล่อยให้ปัญหาลุกลาม

พร้อมย้ำว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เรื่องที่รอได้ และจริง ๆ ควรเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ 3 ปีก่อนแล้ว เพราะหากความขัดแย้งระหว่างประเทศกลับมารุนแรงอีก ราคาพลังงานอาจปรับตัวสูงขึ้นอีกครั้ง และรัฐก็ต้องกลับมาใช้งบเยียวยาประชาชนซ้ำอีก

นายเอกนิติกล่าวว่า รัฐบาลจึงต้องการใช้โอกาสนี้ช่วยเหลือประชาชนในช่วงวิกฤต พร้อมสร้างความแข็งแรงให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว ด้วยการลดการนำเข้าน้ำมัน ลดการนำเข้าก๊าซธรรมชาติ และสนับสนุนให้ประชาชนหันมาใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น

เมื่อถูกถามถึงข้อกล่าวหาของฝ่ายค้านที่มองว่างบเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่มีรายละเอียดชัดเจน เสมือนเป็นการตีเช็กเปล่า และอาจเอื้อประโยชน์ต่อนายทุน นายเอกนิติยืนยันว่า ไม่เป็นความจริง และ พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ใช่การตีเช็กเปล่าอย่างแน่นอน

โดยระบุว่า พ.ร.ก.ทุกฉบับมีกลไกกำกับดูแลชัดเจน มีคณะกรรมการกลั่นกรองโครงการ และขณะนี้คณะกรรมการกำลังประชุมเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาอย่างโปร่งใส ทั้งนี้ ขณะนี้ยังไม่มีโครงการใดได้รับอนุมัติ เพราะอยู่ระหว่างให้กระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ เสนอรายละเอียดเข้ามา

สำหรับหลักเกณฑ์พิจารณาโครงการ มี 5 ข้อสำคัญ ได้แก่

  • โครงการต้องช่วยเหลือประชาชน เยียวยาความเดือดร้อนให้ตรงจุดตรงเป้า
  • ต้องไม่ใช่เพียงการแจกเงินระยะสั้น แต่ต้องช่วยให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านและลดต้นทุนในอนาคต
  • ต้องช่วยปฏิรูปและฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต เช่น การพัฒนาทักษะแรงงาน เพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อ โดยเฉพาะผู้ค้ารายย่อยในตลาดให้เข้าถึงธนาคารออมสินและธนาคารรัฐ ลดการกู้นอกระบบ
  • ทุกโครงการต้องมีความโปร่งใส เปิดเผยข้อมูลได้ ตรวจสอบได้
  • เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนเข้ามานำเสนอแนวทางและร่วมดำเนินการภายใต้ระบบที่โปร่งใส

นายเอกนิติกล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ที่กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา ก็เป็นแนวคิดที่จะไม่เพียงช่วยบรรเทาความเดือดร้อน แต่จะเพิ่มทักษะอาชีพ เพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน และสร้างรายได้ให้ประชาชนในระยะยาว

เมื่อถามว่า การที่ฝ่ายค้านยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญจะกระทบต่อการเดินหน้าโครงการหรือไม่ นายเอกนิติกล่าวว่า ต้องรอการพิจารณาของศาล แต่ในทางกฎหมาย พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีผลใช้บังคับแล้ว หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคมที่ผ่านมา

ดังนั้น รัฐบาลยังคงเดินหน้าตามขั้นตอนปกติ พร้อมชี้แจงเหตุผลและความจำเป็นต่อทุกฝ่าย โดยย้ำว่า พ.ร.ก.ฉบับนี้มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ใช่เพียงบรรเทาผลกระทบระยะสั้น แต่ต้องการช่วยให้ประชาชนมีรายได้ดีขึ้น ลดค่าใช้จ่าย และสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

“การเยียวยาอย่างเดียวไม่พอ ต้องช่วยให้ประชาชนเปลี่ยนผ่านได้ด้วย นี่คือเหตุผลที่เราต้องทำวันนี้ ไม่ใช่รออีก 5 เดือน” นายเอกนิติกล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...