โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ขยะมีค่า! หลวงพี่นักประดิษฐ์ เปลี่ยน "ถุงพลาสติก" เป็นน้ำมันเบนซิน-ดีเซล ประหยัดอื้อ ยุคน้ำมันแพง

sanook.com

เผยแพร่ 15 มี.ค. เวลา 12.31 น. • Sanook
ไอเดียเจ๋ง พระนักประดิษฐ์ กลั่นน้ำมันเบนซิน ดีเซล จากขยะพลาสติก ใช้เองในวัด ประหยัดค่าใช้จ่าย ยุคน้ำมันแพง

ไอเดียเจ๋ง พระนักประดิษฐ์ กลั่นน้ำมันจากขยะพลาสติกใช้เองในวัด ประหยัดค่าใช้จ่าย ยุคน้ำมันแพง

ในช่วงที่ค่าครองชีพและราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง เรื่องราวของพระรูปหนึ่งในจังหวัดราชบุรีกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก หลังใช้ความรู้ด้านงานช่างและความคิดสร้างสรรค์ ดัดแปลงขยะพลาสติกให้กลายเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อนำมาใช้ภายในวัด ช่วยลดค่าใช้จ่ายได้จริง

เหตุการณ์เกิดขึ้นที่วัดตาผา ตำบลนครชุมน์ อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยพระอดุลย์ แสงโชติ สามารถประดิษฐ์เครื่องกลั่นน้ำมันจากขยะพลาสติกได้ด้วยตนเอง ก่อนนำมาใช้กับเครื่องตัดหญ้าและเลื่อยยนต์ภายในวัด ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายที่ต้องใช้น้ำมันเป็นประจำ

ประดิษฐ์เครื่องกลั่นจากของเก่า ต้นทุนเพียง 200 บาท

ความน่าสนใจของเครื่องกลั่นน้ำมันชุดนี้อยู่ที่การนำวัสดุเหลือใช้มาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นถังเหล็กขนาด 200 ลิตร ถังดับเพลิงเก่า รวมถึงเศษท่อเหล็ก นำมาเชื่อมประกอบเป็นเตาหลอมและระบบกลั่นน้ำมันแบบง่าย ๆ

แม้จะดูเป็นอุปกรณ์พื้นฐาน แต่สามารถใช้งานได้จริง โดยต้นทุนในการสร้างเครื่องกลั่นทั้งชุดอยู่ที่ประมาณ 200 บาทเท่านั้น กลายเป็นตัวอย่างของการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ขั้นตอนเปลี่ยนขยะพลาสติกให้กลายเป็นน้ำมัน

กระบวนการเริ่มจากนำขยะพลาสติกที่พบได้ทั่วไป เช่น ถุงแกง ถุงหูหิ้ว แก้วพลาสติก พลาสติกกันกระแทก หรือกระสอบพลาสติก ใส่ลงไปในถังเหล็ก จากนั้นจุดไฟเผาหลอม ใช้เวลาประมาณ 5 ชั่วโมง พลาสติกจะค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพเป็นน้ำมันดิบสีน้ำตาลเข้ม

หลังจากนั้นจะนำไปพักไว้ให้ตกตะกอนประมาณ 1–2 วัน ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการกลั่น โดยใช้น้ำหล่อเย็นผ่านท่อเหล็กเพื่อให้ไอระเหยควบแน่น กลายเป็นน้ำมันเบนซินสีเหลืองใสที่สามารถนำไปใช้งานได้

จากพลาสติกหนึ่งถัง สามารถกลั่นออกมาเป็นน้ำมันได้หลายชนิด ได้แก่ น้ำมันเบนซินประมาณ 4 ลิตร น้ำมันดีเซลประมาณ 4 ลิตร และน้ำมันเครื่องสีดำอีกประมาณ 2 ลิตร ซึ่งเมื่อนำไปทดลองใช้กับเครื่องตัดหญ้าในวัด พบว่าสามารถใช้งานได้ตามปกติไม่ต่างจากน้ำมันที่ซื้อจากปั๊ม

แรงบันดาลใจจากค่าน้ำมันเดือนละหลายพันบาท

พระอดุลย์เปิดเผยว่า ก่อนบวชเคยทำงานเป็นช่างก่อสร้างมาก่อน จึงพอมีทักษะด้านงานช่างอยู่บ้าง ต่อมาในปี 2558 ได้บวชเพื่อแก้บน โดยตั้งใจบวชเพียง 7 วัน แต่เมื่อได้ศึกษาและปฏิบัติธรรมก็เกิดความเลื่อมใส จึงตัดสินใจครองผ้าเหลืองมาจนถึงปัจจุบัน

ช่วงหนึ่งที่จำพรรษาอยู่ที่วัดหัวหิน ตำบลนครชุมน์ ท่านต้องดูแลวัวที่ญาติโยมนำมาถวายถึง 18 ตัว ทำให้ต้องตัดหญ้าทุกวัน ส่งผลให้ค่าน้ำมันสำหรับเครื่องตัดหญ้าสูงถึงเดือนละ 3,000–4,000 บาท ซึ่งถือว่าเป็นภาระไม่น้อยสำหรับวัดที่แทบไม่มีรายได้

จากเหตุผลนี้เอง พระอดุลย์จึงเริ่มมองหาวิธีลดค่าใช้จ่าย จนไปพบข้อมูลจากสื่อออนไลน์ว่าขยะพลาสติกสามารถนำมากลั่นเป็นน้ำมันได้ จึงทดลองศึกษาด้วยตนเอง ก่อนนำความรู้ด้านงานช่างมาประยุกต์สร้างเตาหลอมและเครื่องกลั่นขึ้นมา

ชาวบ้านช่วยนำพลาสติกมาถวาย กลายเป็นพลังงานให้วัด

เมื่อย้ายมาจำพรรษาที่วัดตาผา พระอดุลย์ยังคงทดลองกลั่นน้ำมันอย่างต่อเนื่อง โดยเริ่มจากการรวบรวมถุงแกงที่ได้จากการบิณฑบาตมาเป็นวัตถุดิบหลัก ต่อมาญาติโยมที่ทราบข่าวก็เริ่มนำขยะพลาสติกมาถวายเพิ่มขึ้น

น้ำมันที่กลั่นได้ส่วนหนึ่งนำมาใช้กับเครื่องตัดหญ้าและเลื่อยยนต์เพื่อตัดแต่งต้นไม้ภายในวัด ทำให้บริเวณวัดสะอาดเรียบร้อย อีกส่วนหนึ่งแบ่งให้ญาติโยมที่นำพลาสติกมาถวายได้นำไปทดลองใช้ ถือเป็นการแบ่งปันกันอย่างเรียบง่ายในชุมชน

สรุป แนวคิดพึ่งพาตนเอง ช่วยลดค่าใช้จ่ายและลดขยะ

พระอดุลย์ระบุว่า ปัจจุบันท่านกลั่นน้ำมันใช้เองมาแล้วประมาณ 2 ปี สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายของวัดได้พอสมควร และในอนาคตยังมีแผนทดลองนำน้ำมันดีเซลที่ได้ไปใช้กับเครื่องสูบน้ำเพิ่มเติม

เรื่องราวนี้จึงกลายเป็นตัวอย่างของการพึ่งพาตนเองในยุคพลังงานราคาแพง อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกที่เป็นปัญหาสำคัญของสิ่งแวดล้อม หากใครมีถุงพลาสติกเหลือใช้ก็สามารถนำไปถวายที่วัดเพื่อนำไปแปรรูปเป็นพลังงาน ถือเป็นอีกวิธีทำบุญที่ทั้งช่วยวัดและช่วยโลกไปพร้อมกัน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...