โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

“ทูตรัศม์” ชี้วิกฤตตะวันออกกลางคือ “Disruption” ฉีกระเบียบโลกเดิม เตือนโลกเสี่ยงถูกบีบเลือกข้าง

THE ROOM 44 CHANNEL

เผยแพร่ 15 มี.ค. เวลา 05.57 น.

“ทูตรัศม์” ชี้วิกฤตตะวันออกกลางคือ “Disruption” ฉีกระเบียบโลกเดิม เตือนโลกเสี่ยงถูกบีบเลือกข้าง มองอิหร่านสู้ยิบตา-การทูตแทบปิดหน้าต่าง

วันที่ 15 มี.ค. 2569 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำคาซัคสถาน คีร์กีซสถาน และทาจิกิสถาน ให้สัมภาษณ์กับ The Room 44 ถึงบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกภายหลังวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางว่า สถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ถือเป็น “Disruption” หรือการสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่กำลังฉีกระเบียบโลกเดิม

นายรัศม์ ระบุว่า ระเบียบโลกเดิมกำลังถูกบ่อนทำลายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันถือเป็นสิ่งใหม่ที่ส่งผลให้กฎเกณฑ์และกติกาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ใช้กันมาในอดีตถูกทำลายลงไปจำนวนมาก ส่งผลให้สถานการณ์ในอนาคตคาดการณ์ได้ยาก เพราะมีหลายฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น

นายรัศม์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกมีความกังวลหลักอยู่ 2 ประเด็นสำคัญ

ประการแรก คือความเสี่ยงที่ระเบียบโลกและกฎหมายระหว่างประเทศจะถูกทำลายมากขึ้น เพราะกฎเกณฑ์เหล่านี้เป็นพื้นฐานที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ หากถูกบ่อนทำลาย โลกก็อาจเข้าสู่ภาวะปั่นป่วน ซึ่งจะกระทบเป็นวงกว้างทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่งคั่ง ไม่ใช่เพียงเรื่องสงครามเท่านั้น

นายรัศม์ อธิบายว่า ในความเป็นจริงหลายประเทศกังวลผลกระทบต่อผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าประเด็นด้านอื่น เพราะหากระเบียบโลกสั่นคลอน ย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน รวมถึงการท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก

ประเด็นที่สอง คือโลกกำลังถูกบีบให้เลือกข้าง โดยขณะนี้หลายประเทศหันไปสนับสนุนสหรัฐฯ ขณะที่อีกหลายประเทศออกมาต่อต้านการกระทำของสหรัฐฯ เพราะมองว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศจากการโจมตีอีกประเทศหนึ่งอย่างชัดเจน ส่งผลให้โลกเริ่มแบ่งออกเป็นสองฝ่าย

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทั่วโลกกังวลมากที่สุดในเวลานี้คือ สถานการณ์จะจบลงอย่างไร และจะยุติเมื่อใด เพราะยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อเท่าไร ผลกระทบเชิงลบต่อประเทศต่าง ๆ ก็จะเพิ่มมากขึ้น

เมื่อถูกถามถึงสัญญาณการยกระดับความรุนแรงและการขยายวงของสงคราม ทูตรัศม์มองว่า สถานการณ์ในขณะนี้ได้เลยจุดของการทูตไปมากแล้ว และช่องทางการเจรจาแทบจะปิดลง นายรัศม์ กล่าวว่า จากข่าวที่ปรากฏ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านประกาศว่าตราบใดที่ยังถูกโจมตีอยู่ ก็จะไม่มีการเจรจา ดังนั้นช่องทางทางการทูตระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ หรืออิสราเอลจึงแทบไม่เหลือ

อย่างไรก็ตาม อาจยังมีความพยายามจากมหาอำนาจอื่นในการเข้ามาไกล่เกลี่ย เช่น จีน รวมถึงประเทศยุโรปที่ไม่ต้องการให้สงครามลุกลาม ซึ่งอาจร่วมกันผลักดันการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งโดยเร็ว

แต่หากเป็นการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งโดยตรง เขามองว่าโอกาสเกิดขึ้นในระยะสั้นแทบเป็นไปไม่ได้ และอย่างเร็วที่สุดก็อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองสัปดาห์กว่าที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเริ่มยอมเปิดทางการเจรจา

นายรัศม์ ประเมินว่า สำหรับอิหร่าน สถานการณ์ในปัจจุบันถือเป็นเรื่องความเป็นความตายของระบอบการปกครอง หากเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามคือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (Regime Change) ก็เท่ากับว่าอิหร่านแทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องต่อสู้จนถึงที่สุด

นายรัศม์ ระบุว่า ไม่มีรัฐบาลใดจะยอมแพ้โดยง่าย เพราะการยอมแพ้อาจหมายถึงการสูญเสียอำนาจ การถูกดำเนินคดี หรือแม้แต่การถูกประหารชีวิต จึงทำให้สถานการณ์เหมือนมาถึงทางตันที่ต้องสู้กันจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้

ในมุมมองของเขา ยุทธศาสตร์ของอิหร่านในเวลานี้คือการสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกให้มากที่สุด ทั้งในด้านการคมนาคม การขนส่งพลังงาน หรือแม้แต่การโจมตีทางไซเบอร์ต่อสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐฯ ผ่านผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ

สำหรับกรณีเรือสัญชาติไทยถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทูตรัศม์มองว่าท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศถือว่าดำเนินการอย่างเหมาะสม และมีความระมัดระวังสูง นายรัศม์ ชี้ว่า การเชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าพบเป็นเพียงระดับรองปลัดกระทรวง ไม่ใช่ระดับรัฐมนตรีหรือระดับรัฐบาล ซึ่งในทางการทูตถือเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยต้องการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ยกระดับเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังไม่มีการออกมาแสดงท่าทีโดยตรงจากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนความพยายามรักษาสมดุลและหลีกเลี่ยงการเลือกฝ่าย เนื่องจากไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายใด

นายรัศม์ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องพยายามวางตัวให้ห่างจากความขัดแย้งให้มากที่สุด แม้เหตุการณ์เรือไทยถูกยิงจะถือเป็นความโชคร้ายที่ทำให้ไทยถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่ได้ตั้งใจ

อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องรอคำชี้แจงข้อเท็จจริงจากฝ่ายอิหร่านก่อนดำเนินการขั้นตอนอื่น ๆ ต่อไป พร้อมระบุว่าประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเรื่องที่มีข้อถกเถียงในหมู่นักกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะขึ้นอยู่กับมุมมองและการตีความของแต่ละฝ่าย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...