“ทูตรัศม์” ชี้วิกฤตตะวันออกกลางคือ “Disruption” ฉีกระเบียบโลกเดิม เตือนโลกเสี่ยงถูกบีบเลือกข้าง
“ทูตรัศม์” ชี้วิกฤตตะวันออกกลางคือ “Disruption” ฉีกระเบียบโลกเดิม เตือนโลกเสี่ยงถูกบีบเลือกข้าง มองอิหร่านสู้ยิบตา-การทูตแทบปิดหน้าต่าง
วันที่ 15 มี.ค. 2569 นายรัศม์ ชาลีจันทร์ อดีตผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำคาซัคสถาน คีร์กีซสถาน และทาจิกิสถาน ให้สัมภาษณ์กับ The Room 44 ถึงบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลกภายหลังวิกฤตความตึงเครียดในตะวันออกกลางว่า สถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ถือเป็น “Disruption” หรือการสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ที่กำลังฉีกระเบียบโลกเดิม
นายรัศม์ ระบุว่า ระเบียบโลกเดิมกำลังถูกบ่อนทำลายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันถือเป็นสิ่งใหม่ที่ส่งผลให้กฎเกณฑ์และกติกาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ใช้กันมาในอดีตถูกทำลายลงไปจำนวนมาก ส่งผลให้สถานการณ์ในอนาคตคาดการณ์ได้ยาก เพราะมีหลายฉากทัศน์ที่อาจเกิดขึ้น
นายรัศม์ กล่าวว่า ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกมีความกังวลหลักอยู่ 2 ประเด็นสำคัญ
ประการแรก คือความเสี่ยงที่ระเบียบโลกและกฎหมายระหว่างประเทศจะถูกทำลายมากขึ้น เพราะกฎเกณฑ์เหล่านี้เป็นพื้นฐานที่ทำให้ประเทศต่าง ๆ สามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติ หากถูกบ่อนทำลาย โลกก็อาจเข้าสู่ภาวะปั่นป่วน ซึ่งจะกระทบเป็นวงกว้างทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความมั่งคั่ง ไม่ใช่เพียงเรื่องสงครามเท่านั้น
นายรัศม์ อธิบายว่า ในความเป็นจริงหลายประเทศกังวลผลกระทบต่อผลประโยชน์ของตนเองมากกว่าประเด็นด้านอื่น เพราะหากระเบียบโลกสั่นคลอน ย่อมกระทบต่อเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน รวมถึงการท่องเที่ยวทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้นในตะวันออกกลางซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำคัญของโลก
ประเด็นที่สอง คือโลกกำลังถูกบีบให้เลือกข้าง โดยขณะนี้หลายประเทศหันไปสนับสนุนสหรัฐฯ ขณะที่อีกหลายประเทศออกมาต่อต้านการกระทำของสหรัฐฯ เพราะมองว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศจากการโจมตีอีกประเทศหนึ่งอย่างชัดเจน ส่งผลให้โลกเริ่มแบ่งออกเป็นสองฝ่าย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทั่วโลกกังวลมากที่สุดในเวลานี้คือ สถานการณ์จะจบลงอย่างไร และจะยุติเมื่อใด เพราะยิ่งความขัดแย้งยืดเยื้อเท่าไร ผลกระทบเชิงลบต่อประเทศต่าง ๆ ก็จะเพิ่มมากขึ้น
เมื่อถูกถามถึงสัญญาณการยกระดับความรุนแรงและการขยายวงของสงคราม ทูตรัศม์มองว่า สถานการณ์ในขณะนี้ได้เลยจุดของการทูตไปมากแล้ว และช่องทางการเจรจาแทบจะปิดลง นายรัศม์ กล่าวว่า จากข่าวที่ปรากฏ รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านประกาศว่าตราบใดที่ยังถูกโจมตีอยู่ ก็จะไม่มีการเจรจา ดังนั้นช่องทางทางการทูตระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ หรืออิสราเอลจึงแทบไม่เหลือ
อย่างไรก็ตาม อาจยังมีความพยายามจากมหาอำนาจอื่นในการเข้ามาไกล่เกลี่ย เช่น จีน รวมถึงประเทศยุโรปที่ไม่ต้องการให้สงครามลุกลาม ซึ่งอาจร่วมกันผลักดันการทูตเพื่อยุติความขัดแย้งโดยเร็ว
แต่หากเป็นการเจรจาระหว่างคู่ขัดแย้งโดยตรง เขามองว่าโอกาสเกิดขึ้นในระยะสั้นแทบเป็นไปไม่ได้ และอย่างเร็วที่สุดก็อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองสัปดาห์กว่าที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะเริ่มยอมเปิดทางการเจรจา
นายรัศม์ ประเมินว่า สำหรับอิหร่าน สถานการณ์ในปัจจุบันถือเป็นเรื่องความเป็นความตายของระบอบการปกครอง หากเป้าหมายของฝ่ายตรงข้ามคือการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง (Regime Change) ก็เท่ากับว่าอิหร่านแทบไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องต่อสู้จนถึงที่สุด
นายรัศม์ ระบุว่า ไม่มีรัฐบาลใดจะยอมแพ้โดยง่าย เพราะการยอมแพ้อาจหมายถึงการสูญเสียอำนาจ การถูกดำเนินคดี หรือแม้แต่การถูกประหารชีวิต จึงทำให้สถานการณ์เหมือนมาถึงทางตันที่ต้องสู้กันจนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งพ่ายแพ้
ในมุมมองของเขา ยุทธศาสตร์ของอิหร่านในเวลานี้คือการสร้างความปั่นป่วนให้กับโลกให้มากที่สุด ทั้งในด้านการคมนาคม การขนส่งพลังงาน หรือแม้แต่การโจมตีทางไซเบอร์ต่อสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มแรงกดดันต่อสหรัฐฯ ผ่านผลกระทบต่อประเทศอื่น ๆ
สำหรับกรณีเรือสัญชาติไทยถูกโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทูตรัศม์มองว่าท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศถือว่าดำเนินการอย่างเหมาะสม และมีความระมัดระวังสูง นายรัศม์ ชี้ว่า การเชิญเอกอัครราชทูตอิหร่านเข้าพบเป็นเพียงระดับรองปลัดกระทรวง ไม่ใช่ระดับรัฐมนตรีหรือระดับรัฐบาล ซึ่งในทางการทูตถือเป็นสัญญาณว่าประเทศไทยต้องการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ยกระดับเป็นความขัดแย้งระหว่างรัฐบาล
นอกจากนี้ ยังไม่มีการออกมาแสดงท่าทีโดยตรงจากนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีต่างประเทศ ซึ่งสะท้อนความพยายามรักษาสมดุลและหลีกเลี่ยงการเลือกฝ่าย เนื่องจากไทยไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับฝ่ายใด
นายรัศม์ กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องพยายามวางตัวให้ห่างจากความขัดแย้งให้มากที่สุด แม้เหตุการณ์เรือไทยถูกยิงจะถือเป็นความโชคร้ายที่ทำให้ไทยถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องโดยไม่ได้ตั้งใจ
อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องรอคำชี้แจงข้อเท็จจริงจากฝ่ายอิหร่านก่อนดำเนินการขั้นตอนอื่น ๆ ต่อไป พร้อมระบุว่าประเด็นทางกฎหมายเกี่ยวกับการปิดช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นเรื่องที่มีข้อถกเถียงในหมู่นักกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะขึ้นอยู่กับมุมมองและการตีความของแต่ละฝ่าย