โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

คลังเคาะ’คนละครึ่ง’เมษานี้ กองทุนน้ำมันวอนพยุงราคา

ทันหุ้น

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 12.45 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 01.00 น.

#คลัง #ทันหุ้น คลังเตรียมรับมือสงครามยืดเยื้อ 4 เดือน จ่อคลอด “คนละครึ่งพลัส” เริ่มลงทะเบียนปลายเดือนเม.ย.นี้ เริ่มใช้พ.ค.นี้ เพิ่มเงินเข้าบัตรคนจนมากกว่า 100 บาท ด้านกองทุนน้ำมันวอนค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท พยุงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังประชุมผู้บริหารกระทรวงการคลังถึงแผนรับมือวิกฤตเศรษฐกิจจากผลกระทบสงคราม โดยระบุว่า เราได้ประเมินว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันส่อแววยืดเยื้อเข้าสู่ฉากทัศน์ที่ 2 นาน 3-4 เดือน

“ไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้แน่ชัดว่าสงครามจะจบลงเมื่อใด โดยเดิมทีได้เตรียมการไว้สำหรับฉากทัศน์ที่ 1 คือสงครามจบภายใน 1 เดือน แต่ปัจจุบันพิสูจน์แล้วว่าไม่เป็นไปตามนั้น จึงต้องเตรียมพร้อมสำหรับฉากทัศน์ที่ 2 คือ สงครามอาจยืดเยื้อนาน 3-4 เดือน ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงในขณะนี้ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องปรับตัวและเตรียมมาตรการรองรับความผันผวนอย่างต่อเนื่อง”

*ดันคนละครึ่งพลัส

นายเอกนิติ กล่าวว่า รัฐบาลได้เตรียมผลักดันมาตรการคนละครึ่งพลัส เพื่อบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยรัฐบาลกำลังพิจารณามาตรการใหม่ภายใต้ชื่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งจะรวมเอาโครงการ “คนละครึ่งพลัส” และ “บัตรสวัสดิการพลัส” เข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยอุดหนุนค่าใช้จ่ายและเยียวยาผลกระทบให้ครอบคลุมประชาชนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้และให้ยาวนานที่สุด

ในด้านการดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันนั้น นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า รัฐบาลจะเน้นช่วยคนมากกว่าอุ้มราคา ซึ่งกลไกกองทุนน้ำมันและภาษีสรรพสามิตเป็นการอุ้มที่ราคา ซึ่งจะช่วยเฉพาะคนที่มีรถใช้เป็นหลัก แต่เราต้องเข้าไปช่วยคนที่ได้รับผลกระทบมาก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ซึ่งกระทรวงการคลังกำลังเตรียมออกมาตรการช่วยเหลือ ส่วนข้อเรียกร้องเรื่องการลดภาษีน้ำมันนั้น รัฐบาลต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เนื่องจากเงินทุกบาทคือภาษีของประชาชน

“รัฐบาลต้องการเปลี่ยนเป้าหมายไปที่การช่วย “คน” ที่ได้รับความเดือดร้อนโดยตรง มากกว่าการทุ่มเงินทั้งหมดไปกับการอุ้มราคาน้ำมัน” นายเอกนิติ กล่าวและว่า ทั้งนี้ ปัจจุบันทั่วโลกยอมรับว่า การทำให้ราคาพลังงานถูกเป็นเรื่องยาก เนื่องจากแหล่งทรัพยากรถูกทำลาย และต้องยอมรับว่า ประเทศไทยไม่ได้ผลิตน้ำมันเอง จึงต้องพยายามนำเข้าน้ำมันและซื้อล่วงหน้าให้มากที่สุด

สำหรับความกังวลด้านฐานะการคลัง เอกนิติ ยืนยันว่า รายได้ของรัฐบาลที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันยังคงเข้าเป้าตามที่กำหนดไว้ และฐานะการคลังในภาพรวมยังสามารถรองรับสถานการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการพิจารณารายละเอียดและทบทวนแผนการคลังเป็นระยะเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลังกล่าวว่า สำหรับมาตรการบรรเทาผลกระทบประชาชนกลุ่มเปราะบาง จากวิกฤตพลังงานในครั้งนี้ กระทรวงการคลัง จะเสนอเพิ่มเงินในบัตรสวัสดิการให้กับคนถือบัตรสวัสดิการทั้ง 13.4 ล้านคน จากเดิมที่ได้คนละ 100 บาท โดยจะเสนอ ครม.ชุดใหม่ ในนัดแรกที่มีการประชุมครม.

นอกจากนี้ นายลวรณ ยังกล่าวอีกว่า กระทรวงการคลัง จะออกแบบการลงทะเบียนในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ สามารถทำผ่านสมาร์ทโฟนได้ในกรณีที่มีความพร้อม หากยังไม่มีสมาร์ทโฟนยังสามารถทำการลงทะเบียนโดยใช้บัตรประชาชนได้เหมือนเดิม ซึ่งการทำให้การลงทะเบียนบัตรสวัสดิการโดยใช้สมาร์ทโฟน ทำให้การใช้จ่ายเงินของคนถือบัตรสวัสดิการและคนใช้สิทธิ์ในโครงการคนละครึ่ง เป็นวงเดียวกันหรือคนที่ใช้สิทธิ์บัตรสวัสดิการสามารถมาซื้อสินค้าในร้านค้าที่ลงทะเบียนรับสิทธิ์คนละครึ่งได้ด้วย

นายลวรณ กล่าวว่า โครงการคนละครึ่ง เฟสสอง หรือในชื่อโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเปิดให้คนที่มีสิทธิ์ สามารถลงทะเบียนได้ราวปลายเดือนเมษยายนนี้ และคาดว่าการใช้จ่ายสิทธิ์โครงการคนละครึ่งเฟสสอง เร็วสุดน่าจะสามารถใช้ได้ในเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนวงเงินจะให้เท่าไหร่อยู่ระหว่างการออกแบบ ทั้งนี้ ในเบื้องต้นสำหรับคนที่ต้องการได้สิทธิ์ในโครงการคนละครึ่งเฟสสอง จะต้องลงทะเบียนใหม่ทั้งหมด ส่วนจะได้คนละเท่าไหร่นั้นยังอยู่ในระหว่างการพิจารณา

นายลวรณ เผยว่า ขณะนี้ กองทุนน้ำมัน ขอให้กระทรวงการคลัง ค้ำประกันเงินกู้ 1.5 แสนล้านบาท เพื่อช่วยพยุงราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศ ซึ่งหากกองทุนน้ำมันได้ใช้วงเงินกู้จำนวนดังกล่าว เต็มทั้งจำนวน จะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาล ปรับสูงขึ้นราว 1 % ของจีดีพี

ทั้งนี้ หนี้สาธารณะของรัฐบาล ณ เดือนกุมภาพันธ์นี้ อยู่ที่ 66.09 % ของจีดีพี ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะที่รัฐบาลกำหนดไว้ ไม่เกิน 70 % ของจีดีพี ดังนั้น ยังมีช่องการกู้เงินได้ราว 4% ของจีดีพี โดยจีดีพีของประเทศอยู่ที่ราว 18 ล้านล้านบาท

*เสนอรัฐบาลชุดใหม่พิจารณา

นายลวรณ กล่าวว่า การขอให้กระทรวงการคลัง ค้ำประกันเงินกู้ให้กองทุนน้ำมัน 1.5 แสนล้านบาทนั้น จะต้องมีการออกพระราชกฤษฎีกา เพื่อแก้ไขอำนาจการกู้เงินของตัวกองทุน ที่ปัจจุบันกำหนดไว้ไม่เกิน 4 หมื่นล้านบาท เป็นไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งจะต้องเสนอให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา และสั่งให้บรรจุในแผนก่อหนี้สาธารณะของรัฐบาล

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...