โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามทุบ “ขนส่งทางอากาศ” พัง ตั๋วบินราคาพุ่งเท่าตัว-ฉุดท่องเที่ยว

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 31 มี.ค. เวลา 15.31 น. • เผยแพร่ 01 เม.ย. เวลา 01.26 น.

สงครามอิหร่าน-สหรัฐกระทบหนักอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ขนส่งทางอากาศพังทั้งระบบ ฮับการบินตะวันออกกลางถูกตัดขาด สายการบินระดับโลกเจอวิกฤตน้ำมัน ดันราคาตั๋วโดยสารพุ่งเท่าตัว นักท่องเที่ยวชะลอเดินทาง หวั่นไม่ปลอดภัย ชี้สงครามยืดเยื้อเกิน 2-3 เดือน คนแห่เลิกเดินทางไกล ต่างชาติเที่ยวไทยปีนี้ไม่ถึง 30 ล้านคน เผยสถานการณ์ตั๋วแพงลากยาวแน่ “การบินไทย-บางกอกแอร์เวย์ส” ปรับราคาตั๋วขึ้น 15-20% งัดแผนบริหารความเสี่ยงรับมือ

ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดร.สุรชาติ บำรุงสุข อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวในงานสัมมนาประชุมประจำปี สมาคมไทยธุรกิจท่องเที่ยว (ATTA) ในประเด็น วิกฤตสงครามกับการท่องเที่ยวไทย ว่า สงครามอิหร่าน และสหรัฐอเมริกาครั้งนี้ นับเป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว จากราคาน้ำมันโลกขยับขึ้นทันที ซึ่งนอกจากกระทบต่อธุรกิจด้านการขนส่งโดยตรงแล้วยังกระทบต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวมากกว่าที่คาดคิด เนื่องจากกระทบต่อการจราจรทางอากาศและการขนส่งทางอากาศทั่วโลกทั้งระบบ

Oil Shock สะเทือนฮับการบิน

สายการบินทั่วโลกเผชิญกับวิกฤตน้ำมัน (Oil Shock) เนื่องจากสายการบินขนาดใหญ่ในตะวันออกกลางและสายการบินในยุโรปมากกว่า 50% พึ่งพาน้ำมันจากกลุ่มประเทศ Gulf (ประเทศอาหรับในตะวันออกกลาง) ซึ่งนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์สู้รบปลายเดือนกุมภาพันธ์จนถึงขณะนี้ สายการบินในตะวันออกกลางและยุโรปทำการยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วกว่า 30,000 เที่ยวบิน

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติกล่าวว่า ที่ผ่านมาศูนย์กลางการเดินทางของโลกอยู่ในกลุ่มประเทศตะวันออกกลาง แต่หลังเกิดสงคราม หลายประเทศปิดน่านฟ้าที่มุ่งหน้าสู่สนามบินดูไบ ทำให้ฮับการบินตะวันออกกลางถูกตัดขาด สายการบินจำนวนมายกเลิกเที่ยวบิน ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการจราจรทางอากาศ (Air Traffic) ของตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งจะไปดิสรัปต์การจราจรทางอากาศของโลกทั้งระบบด้วย

“ถ้ามองในมิติภูมิรัฐศาสตร์ ฮับของการเดินทางและการท่องเที่ยวระหว่างประเทศนั้น ภูมิภาคตะวันออกกลางถือเป็นศูนย์กลางการเดินทางของโลก สนามบินดูไบเป็นสนามบินที่มีขนาดใหญ่และมีเที่ยวบินเชื่อมต่อมากที่สุดของโลก ในปี 2024 มีอัตราการเดินทางของผู้โดยสารผ่านสนามบินดูไบ ประมาณ 92 ล้านคนต่อปี นอกจากนี้ยังมีสนามบินที่อาบูดาบี โดฮา ฯลฯ รวมกันอีกหลายร้อยล้านคนต่อปี”

วิกฤตตั๋วบินแพงลากยาว

ศ.กิตติคุณ ดร.สุรชาติกล่าวด้วยว่า ประเด็นที่นักท่องเที่ยวต้องเจอ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คือราคาตั๋วโดยสารสายการบินที่แพงต่อเนื่องไปอีกนาน เพราะแม้ว่าสงครามจะจบ แต่ผลกระทบจากสงครามจะยังคงอยู่ โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่คาดว่าจะไม่ปรับลดลงทันที

นอกจากนี้ สิ่งที่ท้าทายอีกอย่างคือ หลังสงครามจบ ภูมิภาคตะวันออกกลางจะยังคงรักษาความเป็นฮับการบินของโลกได้เหมือนเดิมหรือไม่ หากไม่สามารถกลับมาได้จะทำให้ราคาตั๋วโดยสารแพงขึ้นแบบถาวร เพราะในอดีตเส้นทางบินตรงราคาตั๋วโดยสารจะแพงกว่าการบินผ่านฮับตะวันออกกลางค่อนข้างมาก

สอดคล้องกับ นางประชุม ตันติประเสริฐสุข นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (TICA) กล่าวว่า จากการมอนิเตอร์สถานการณ์ ตั้งแต่สงครามตะวันออกกลางที่เกิดขึ้น 28 กุมภาพันธ์-15 มีนาคม 2569 ส่งผลให้สายการบินต่าง ๆ ทั้งเอมิเรตส์, เอทิฮัด, กาตาร์ ฯลฯ ยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วประมาณ 37,000 เที่ยวบิน และคาดว่าสถานการณ์จะลากยาวเกิน 2 เดือน มากกว่าที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยคาดการณ์ไว้ ส่งผลให้ราคาตั๋วโดยสารสายการบินที่ต้องขยับสูงขึ้นตาม เมื่อบวกกับปัจจัยเรื่องค่าครองชีพที่สูงขึ้น ยิ่งทำให้นักท่องเที่ยวชะลอการเดินทางมากขึ้น

ขณะเดียวกัน นายเทียนประสิทธิ์ ไชยภัทรานันท์ นายกสมาคมโรงแรมไทย (THA) กล่าวว่า สถานการณ์ราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่อง จะทำให้ราคาตั๋วโดยสารที่สูงขึ้นนี้ลากยาวไปอีก และเชื่อว่าจะกลับมาจุดเดิมยาก อย่างไรก็ตาม มองว่าการสูญเสียความเป็นฮับการบินของภูมิภาคตะวันออกกลางจะเป็นผลดีต่อประเทศไทย เพราะด้วยภูมิรัฐศาสตร์ของไทยมีความพร้อมสำหรับการเป็นฮับการบินของภูมิภาค

บินไทยขึ้นค่าตั๋ว-เลื่อนลงทุน

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้สายการบินต่าง ๆ จำเป็นต้องปรับขึ้นค่าบัตรโดยสาร เพื่อให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ในส่วนของการบินไทยได้ปรับขึ้นค่าบัตรโดยสารไปแล้ว 10-15% พร้อมทั้งทำแผนบริหารความเสี่ยง (Crisis Management) ไว้รองรับแล้ว

โดยในระยะสั้น คือ การลดค่าใช้จ่าย เลื่อนการลงทุนในส่วนที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือไม่ส่งผลกระทบต่อผลประกอบการไปก่อน เช่น การลงทุนปรับปรุงอาคารสถานที่ การลงทุนอุปกรณ์ลานจอด ฯลฯ รวมถึงโครงการลงทุนขนาดใหญ่อย่างศูนย์ซ่อมอากาศยาน (MRO) ในพื้นที่อีอีซี ส่วนแผนระยะกลางจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หากสถานการณ์ยังยืดเยื้อและรุนแรงขึ้นไปจนถึงเดือนพฤษภาคม จะต้องมีมาตรการยาแรง เช่น อาจต้องลด Capacity ลดความถี่ในบางเส้นทาง หรือหยุดให้บริการชั่วคราวในเส้นทางบินที่ขาดทุน เป็นต้น

จับตา Q2 คนเดินทางลดวูบ

นายชายกล่าวด้วยว่า หัวใจสำคัญของธุรกิจสายการบินในปัจจุบันคือ กระแสเงินสด (Cash Flow) ที่ต้องมีพร้อมสำหรับรับมือวิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา สำหรับการบินไทย ณ สิ้นปี 2568 มีกระแสเงินสดอยู่ประมาณ 120,000 ล้านบาท ซึ่งทำให้การบินไทยมีความพร้อมในการรับมือวิกฤตดีกว่ายุคก่อนและสามารถยืนหยัดและฝ่าวิกฤตรอบนี้ไปได้แน่นอน

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์นี้น่าจะกระทบกับความเชื่อมั่นในการเดินทางในช่วงไตรมาส 2/2569 ที่จะหายไป เนื่องจากคนส่วนใหญ่จะชะลอการเดินทางเพื่อประเมินสถานการณ์ และใช้เวลาตัดสินใจเดินทางที่ยาวขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลกระทบถึงตารางการบินฤดูหนาว (Winter Schedule) ในเดือนตุลาคมนี้ด้วย

“บางกอกแอร์เวย์ส” ขยับ 20%

ขณะที่ นายพุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ (BA) ผู้บริหาร “บางกอกแอร์เวย์ส” กล่าวว่า สถานการณ์ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ปัจจุบันส่งผลกระทบต่อการเดินทางระหว่างประเทศในระยะนี้อย่างมาก โดยบริษัทติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องเพื่อให้การดำเนินงานและการให้บริการเป็นไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

โดยขณะนี้ไม่มีใครสามารถประเมินได้ว่าราคาน้ำมันโลก จะไปอยู่ในระดับเท่าไหร่ ทำให้ไม่สามารถบอกได้ว่าราคาบัตรโดยสารสายการบินจะแพงขึ้นแค่ไหน เพราะสายการบินก็ต้องปรับขึ้นค่าบัตรโดยสารให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น

“ต้นทุนทำให้ราคาบัตรโดยสารแพงขึ้น ไปในทิศทางเดียวกันทั่วโลก ส่วนของบางกอกแอร์เวย์ส ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2569 ได้ปรับขึ้นค่าบัตรโดยสารเฉลี่ย 15-20% โดยสมุย ภูเก็ต เชียงใหม่ เป็นกลุ่มที่ปรับขึ้นสูงกว่าค่าเฉลี่ย แต่ก็ยังไม่ชนเพดานราคาตั๋วที่สำนักงานการบินพลเรือนกำหนดไว้ ซึ่งหากราคาน้ำมันยังขึ้นไม่หยุด ต้นทุนพุ่งเกินราคาเพดานที่กำหนดไว้ก็อาจต้องเจรจาขอขยับเพดานราคาต่อไป” นายพุฒิพงศ์กล่าว

หวั่นคนยกเลิกเดินทางไกล

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า ผลกระทบทางตรงที่อันตรายที่สุดต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวคือความผิดเพี้ยนของโครงสร้างราคาน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) ที่ปรับตัวขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นมายังราคาตั๋วเครื่องบินด้วย

“ในภูมิภาคเอเชียส่วนต่างราคาน้ำมันเครื่องบิน ก่อนวิกฤตสูงกว่าราคาน้ำมันดิบประมาณ 21 เหรียญต่อบาร์เรล แต่หลังความขัดแย้งส่วนต่างนี้พุ่งสูงสุดถึง 144 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลต่อต้นทุนธุรกิจการบินอย่างมาก” นายยุทธศักดิ์กล่าวและว่า

การเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายในการเดินทางนี้กระทบโดยตรงต่อนักท่องเที่ยวที่มีความอ่อนไหวต่อราคา โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

ดังนั้น หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกินกว่า 2-3 เดือน กลุ่มนี้อาจตัดสินใจชะลอหรือยกเลิกการเดินทางระยะไกลมายังทวีปเอเชีย แล้วหันไปท่องเที่ยวระยะใกล้ หรือภายในภูมิภาคของตัวเองแทน เหมือนที่ประเทศไทยพยายามสนับสนุนให้คนไทยเที่ยวในประเทศแทนการออกไปเที่ยวต่างประเทศ

ทั้งนี้ จากข้อมูลในช่วงไตรมาสแรกของปีพบว่า ตลาดระยะใกล้ยังคงเป็นเสาหลักที่ค้ำยันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากจีนที่ยังคงครองสูงสุดอันดับ 1 ขณะที่ตลาดภูมิภาคยุโรปและตะวันออกกลางมีสัญญาณการหดตัวอย่างรุนแรง โดยคาดว่าภาพรวมของจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยในปีนี้น่าจะไม่ถึง 30 ล้านคน

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามทุบ “ขนส่งทางอากาศ” พัง ตั๋วบินราคาพุ่งเท่าตัว-ฉุดท่องเที่ยว

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...