“จีน” แซงญี่ปุ่น ขึ้นแท่นผู้นำสิทธิบัตรโซลาร์เพอรอฟสไกต์ครั้งแรก เร่งเกมพลังงานยุคใหม่
"จีน" แซงญี่ปุ่น ขึ้นแท่นผู้นำสิทธิบัตรโซลาร์เพอรอฟสไกต์ครั้งแรก เร่งเกมพลังงานยุคใหม่ ด้านผู้เชี่ยวชาญเตือนจีนอาจเหนือกว่าทั้งด้านการผลิตและเชิงพาณิชย์
วันที่ 5 พฤษภาคม 2569 เวลา 00.05 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า จีนแซงหน้าญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในจำนวนคำขอจดสิทธิบัตรด้านเซลล์แสงอาทิตย์แบบเพอรอฟสไกต์ (perovskite) ซึ่งถูกมองว่าเป็นเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนยุคถัดไป โดยผลการศึกษาที่จัดทำโดย Clarivate Analytics ญี่ปุ่น ตามการว่าจ้างของ Nikkei พบว่า เมื่อพิจารณาคำขอสิทธิบัตรที่ยื่นในอย่างน้อยสองประเทศและได้รับการเปิดเผยจนถึงเดือนธันวาคม 2025 จีนขึ้นมาเป็นผู้นำ ขณะที่ญี่ปุ่นซึ่งครองอันดับหนึ่งในช่วงปี 2559-2565 หล่นมาอยู่อันดับสอง และในแง่จำนวนคำขอรายปี จีนเริ่มแซงญี่ปุ่นตั้งแต่ราวปี 2563
เซลล์เพอรอฟสไกต์มีจุดเด่นด้านความยืดหยุ่นในการใช้งาน โดยสามารถผลิตได้ทั้งแบบแผ่นกระจกที่มีประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าสูง หรือแบบฟิล์มที่สามารถติดตั้งบนพื้นผิวหลากหลาย เช่น ผนังหรือหลังคา รวมถึงพื้นที่ที่แผงโซลาร์เซลล์แบบเดิมไม่สามารถติดตั้งได้ ทั้งนี้มีคำขอสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องถูกเปิดเผยแล้วราว 2,000 รายการ
ในด้านการแข่งขันระดับบริษัท การจัดอันดับปี 2568 พบว่า Contemporary Amperex Technology Co. Ltd. บริษัทผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ของจีน มีคะแนนสูงสุดจากจำนวนการอ้างอิงโดยคู่แข่ง ตามมาด้วย Panasonic Holdings ที่หล่นจากอันดับหนึ่งในปี 2566 มาอยู่อันดับสอง ขณะที่ Toshiba ตกจากอันดับ 3 มาอยู่อันดับ 5
ในเชิงอุตสาหกรรม จีนเร่งเดินหน้าผลิตเชิงพาณิชย์ โดยบริษัทอย่าง Utmolight เริ่มสายการผลิตเชิงอุตสาหกรรมในปี 2568 และ Microquanta Semiconductor ได้เปิดกำลังการผลิตระดับ 100 เมกะวัตต์ตั้งแต่ปี 2565 โดยเน้นเซลล์แบบกระจกซึ่งผลิตได้ง่ายในระดับอุตสาหกรรม
ขณะที่ฝั่งญี่ปุ่นหันไปเน้นการพัฒนาเซลล์แบบฟิล์ม โดย Sekisui Solar Film เป็นผู้ผลิตรายแรกของญี่ปุ่นที่เริ่มจำหน่ายผลิตภัณฑ์ดังกล่าว และมีแผนเปิดโรงงานผลิตขนาด 100 เมกะวัตต์ภายในปีงบประมาณ 2570 รวมถึงสตาร์ทอัพอย่าง EneCoat Technologies ที่เตรียมเริ่มดำเนินการและตั้งเป้าผลิตเชิงพาณิชย์ภายในปี 2572
แม้ญี่ปุ่นจะเป็นต้นกำเนิดเทคโนโลยีเพอรอฟสไกต์ แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าจีนอาจได้เปรียบด้านการพาณิชย์ เนื่องจากมีประสบการณ์การผลิตและการส่งออกแล้ว อีกทั้งยังมีความเสี่ยงด้านการแข่งขันราคา โดยผู้บริหารบริษัทพลังงานญี่ปุ่นรายหนึ่งระบุว่า หากเกิดสงครามราคา ญี่ปุ่นอาจแข่งขันกับสินค้าจีนได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อยังมีข้อจำกัดด้านความทนทานของเทคโนโลยี
ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเคยครองส่วนแบ่งตลาดแผงโซลาร์โลกในอดีต ก่อนจะสูญเสียความได้เปรียบให้กับสินค้าจีนที่มีราคาถูกกว่า ปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นยังคงสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยีเพอรอฟสไกต์ โดยตั้งเป้าติดตั้งกำลังการผลิตรวม 20 กิกะวัตต์ภายในปี 2573 ท่ามกลางการแข่งขันที่ทวีความเข้มข้นในตลาดพลังงานสะอาดโลก
อ้างอิง : asia.nikkei.com