แมนฯ ซิตี้ทวงบัลลังก์ WSL: เบื้องหลังแชมป์ที่รอมานาน 10 ปี
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ผงาดคว้าแชมป์วีเมนส์ ซูเปอร์ลีก เป็นครั้งแรกในรอบทศวรรษ พร้อมหยุดยุคครองความยิ่งใหญ่ 6 ปีของเชลซี หลังผลเสมอ 1-1 ระหว่างอาร์เซนอลกับไบรท์ตันทำให้ทีมของอันเดร เยกเลิร์ตซ์การันตีแชมป์ก่อนจบฤดูกาล 1 นัด และนำเชลซี 6 คะแนน ตามรายงานจาก BBC Sport
หนึ่งในปัจจัยสำคัญของฤดูกาลนี้คือการไม่มีภารกิจในแชมเปียนส์ลีก ทำให้ซิตี้โฟกัสกับ WSL ได้เต็มที่ หลังฤดูกาลก่อนจบเพียงอันดับ 4 เอลเลน ไวท์ อดีตกองหน้าซิตี้มองว่า “การไม่ได้เล่นแชมเปียนส์ลีกทำให้พวกเขามีอิสระมากขึ้น เป้าหมายหลักของพวกเขาคือการชนะเกมใน WSL และพวกเขาสามารถผลักดันตัวเองให้เล่นในระดับดีที่สุดทุกสัปดาห์”
การเข้ามาของเยกเลิร์ตซ์ในช่วงซัมเมอร์คือจุดเปลี่ยนใหญ่ เขาปรับทีมให้เล่นด้วยความสร้างสรรค์และอิสระมากขึ้น จากเดิมที่ซิตี้ภายใต้แกเร็ธ เทย์เลอร์ขึ้นชื่อเรื่องระบบที่แข็งแกร่งแต่ค่อนข้างตายตัว คาดิยา ชอว์อธิบายว่า “ฤดูกาลนี้เราเล่นด้วยอิสระมากขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดคือการสนุกกับฟุตบอล เมื่อเสียบอลก็ไปเอาคืน แล้วแสดงตัวตนอีกครั้ง”
เยกเลิร์ตซ์ยังเพิ่มความยืดหยุ่นด้านแท็กติก ซิตี้ยังคุมบอลและเซตเกมจากแดนหลังเป็นหลัก แต่มีการเล่นตรงขึ้นเมื่อจำเป็น เขาอธิบายว่า “เราวางนักเตะให้อยู่ในตำแหน่งที่พวกเขาเล่นได้ดีที่สุด เครอลินกับอาโอบะ ฟูจิโนะมีบทบาทริมเส้นใกล้เคียงกัน แต่เป็นผู้เล่นคนละแบบ นั่นทำให้เราคาดเดายากขึ้น”
บทบาทของนักเตะหลายคนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ลอร่า บลินด์คิลด์ บราวน์ถอยมาเล่นมิดฟิลด์ตัวรับ ยูอิ ฮาเซกาวะขยับสูงขึ้น เคิร์สติน คาสปาริจเติมเกมในบทบาทวิงแบ็ก ลอเรน เฮมป์สลับฝั่งในแนวรุก และอเล็กซ์ กรีนวูดถูกโยกจากเซ็นเตอร์แบ็กไปเล่นแบ็กซ้าย เฮมป์กล่าวว่าเธอ “รัก” บทบาทที่ลื่นไหลมากขึ้น เพราะทีมมีหลายทางในการทำประตู ทั้งจากการครอส การเติมเข้าเขตโทษ และโอกาสจากแดนกลาง
อีกหัวใจสำคัญคือการรักษาคีย์แมนให้พร้อมลงสนาม โดยเฉพาะชอว์ที่ยิง 19 ประตูจาก 21 นัดในลีก เฉลี่ย 1 ประตูทุก 97.8 นาที และกำลังลุ้นคว้าดาวซัลโว WSL เป็นฤดูกาลที่สามติดต่อกัน ขณะที่วิวิแอนน์ มีเดมาทำได้ 10 ประตูในบทบาทหลังชอว์ ทั้งคู่มีส่วนร่วมกับ 65% ของประตูทั้งหมดของซิตี้ ซึ่งยิงรวม 58 ลูก มากที่สุดในลีก
ฮาเซกาวะก็เป็นอีกคนที่สำคัญมาก โดยออกสตาร์ต 19 นัดใน WSL และพลาดเพียง 2 เกมจากช่วงที่ไปช่วยทีมชาติญี่ปุ่นคว้าแชมป์เอเชียนคัพ นอกจากนี้ คาสปาริจยังทำแอสซิสต์สูงสุดร่วมของลีกที่ 7 ครั้ง ส่วนเครอลินทำ 9 ประตูกับ 5 แอสซิสต์จาก 14 นัด
อนาคตของซิตี้ยังดูแข็งแกร่ง ภายใต้การทำงานของเธเรเซ โชแกรน ผู้อำนวยการฟุตบอลที่เข้ามาเมื่อเดือนธันวาคม 2024 สโมสรดึงแข้งดาวรุ่งคุณภาพเข้ามาหลายคน ทำให้ค่าเฉลี่ยอายุทีมอยู่ที่ 24 ปี ซึ่งอายุน้อยที่สุดใน WSL ฤดูกาลนี้ เจด โรส, อีมาน เบเนย์, ฟูจิโนะ และบลินด์คิลด์ บราวน์ต่างมีบทบาทสำคัญ ขณะที่แมรี ฟาวเลอร์กลับมาจากอาการบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้า และพร้อมเป็นตัวเลือกในฤดูกาลหน้า
ซิตี้ยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยแซม คอฟฟีย์ในตลาดเดือนมกราคม และหากสามารถต่อสัญญากับชอว์ได้ หลังใช้ออปชันขยายสัญญามีเดมาไปแล้ว รวมถึงจับฮาเซกาวะต่อสัญญาเพิ่มอีกสองปี พวกเขาจะอยู่ในสถานะที่พร้อมลุยทั้ง WSL และแชมเปียนส์ลีกในฤดูกาลหน้า แชมป์ครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่ปลายทางของการรอคอย แต่ยังอาจเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ที่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ตั้งใจครองความยิ่งใหญ่ต่อไป.