โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่งออกข้าวไทย4เดือนต่ำเป้า ยอดตะวันออกกลางวูบ2แสนตัน ราคาปุ๋ยโหดทุบซ้ำ

Amarin TV

อัพเดต 07 พ.ค. เวลา 06.01 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 05.09 น.
ส่งออกข้าวไทย 4 เดือนต่ำเป้า ยอดตะวันออกกลางวูบ 2 แสนตัน ราคาปุ๋ยโหดทุบซ้ำ ต้นทุนพุ่ง 50-80%

การส่งออกข้าวไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 เผชิญแรงกดดันหนักจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง แม้ภาพรวมไทยยังสามารถส่งออกข้าวได้ในทุกตลาด แต่ตลาดตะวันออกกลางกลับหยุดชะงักต่อเนื่องมาแล้ว 3 เดือน ยอดส่งออกหายไป 2 แสนตัน ส่งผลให้ยอดส่งออกข้าวไทยสะสม 4 เดือนแรกอยู่ที่เพียง 2.2 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้

หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไปในอัตราเฉลี่ยรายเดือนเช่นนี้ตลอดทั้งปี ปริมาณส่งออกข้าวไทยทั้งปีอาจทำได้เพียง 6.6 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมาย 7 ล้านตัน

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย เปิดเผยว่า ปัจจัยสำคัญที่ฉุดยอดส่งออกข้าวไทยให้ต่ำกว่าเป้าหมาย คือการสูญเสียตลาดอิรัก ซึ่งในภาวะปกติไทยส่งออกข้าวไปยังตลาดนี้เฉลี่ยเดือนละ 80,000-90,000 ตัน หรือคิดเป็นปีละประมาณ 1 ล้านตัน นับเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของไทย แต่ภายหลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การส่งออกไปอิรักต้องหยุดชะงักลงสิ้นเชิง เนื่องจากเรือไม่สามารถออกเดินทางได้

นอกจากนี้ ผลกระทบต่อธุรกิจข้าวไทยยังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านตลาดส่งออก แต่ยังถูกซ้ำเติมจากต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาปุ๋ยยูเรีย ซึ่งเป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่สำคัญต่อการปลูกข้าว

ปัจจุบัน ราคายูเรียปรับเพิ่มขึ้น 18% แล้วเมื่อเทียบรายเดือนในเดือนเมษายน หลังจากพุ่งขึ้น 54% ในเดือนมีนาคม เนื่องจากสงครามอิหร่านกระทบการผลิตและการขนส่งในตะวันออกกลาง ทำให้ชาวนาในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งกำลังเข้าสู่ฤดูกาลเพาะปลูกต้องเผชิญต้นทุนที่สูงขึ้น โดยคาดว่าราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ และค่าขนส่งที่เพิ่มขึ้นจะดันต้นทุนการผลิตโดยรวมสูงขึ้น 50-80%

ตลาดอิรักสะดุด ฉุดส่งออกตะวันออกกลางหายกว่า 2 แสนตัน

นายชูเกียรติกล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยในช่วง 4 เดือนแรกของปี 2569 ยังสามารถส่งออกได้ในทุกตลาด ยกเว้นตลาดตะวันออกกลางที่ไม่สามารถส่งออกได้มา 3 เดือน ยอดส่งออกหายไป 2 แสนตัน เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์สงครามโดยตรง ทำให้ยอดส่งออกสะสม 4 เดือนแรกอยู่ที่เพียง 2.2 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้

หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไป และไทยยังคงส่งออกได้ในอัตราเฉลี่ยต่อเดือนใกล้เคียงกับช่วง 4 เดือนแรกตลอดทั้งปี จะทำให้การส่งออกข้าวไทยทั้งปี 2569 ทำได้เพียง 6.6 ล้านตัน ต่ำกว่าเป้าหมาย 7 ล้านตัน

สาเหตุสำคัญคือการสูญเสียตลาดอิรัก ซึ่งถือเป็นตลาดส่งออกข้าวที่ใหญ่ที่สุดของไทย โดยในภาวะปกติไทยส่งออกข้าวไปอิรักเฉลี่ยเดือนละ 80,000-90,000 ตัน หรือคิดเป็นปีละประมาณ 1 ล้านตัน แต่ภายหลังเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การส่งออกไปยังอิรักหยุดชะงักลงสิ้นเชิง เพราะเรือไม่สามารถออกเดินทางได้

อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดตะวันออกกลางจะหายไปจากระบบส่งออกชั่วคราว แต่ตลาดในภูมิภาคเอเชียยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยพยุงยอดส่งออกข้าวไทยไว้ โดยเฉพาะมาเลเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความต้องการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นในช่วงเดียวกัน

กรณีของมาเลเซียมีปัจจัยเฉพาะจากการขยายปริมาณสต็อกข้าวสำรอง จากเดิมที่สำรองไว้ระดับ 3 เดือน เพิ่มขึ้นเป็น 9 เดือน ทำให้มาเลเซียต้องเพิ่มการจัดซื้อข้าวในปริมาณมากเพื่อรองรับการสำรองที่สูงขึ้น ส่วนฟิลิปปินส์ยังเป็นตลาดในภูมิภาคที่มีความต้องการนำเข้าข้าวเพิ่มขึ้นเช่นกัน จึงช่วยชดเชยแรงกดดันจากตะวันออกกลางได้บางส่วน

นอกจากการสูญเสียตลาดส่งออกหลักแล้ว ผู้ส่งออกข้าวไทยยังได้รับแรงกดดันจากต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ค่าระวางเรือ และค่าประกันภัยที่ปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 20% ตามราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก ต้นทุนเหล่านี้ยิ่งเพิ่มภาระให้กับการส่งออกในช่วงที่ตลาดปลายทางบางแห่งมีความเสี่ยงจากสงครามและเส้นทางขนส่งไม่แน่นอน

จีทูจีไทย-จีนเดินหน้าลอตสอง ลุ้นขยายกรอบสัญญารวม 5 แสนตัน

ด้านนางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวถึงความคืบหน้าการจำหน่ายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี ระหว่างไทยกับจีนว่า ไทยได้ส่งมอบข้าวจีทูจีลอตแรกให้จีนแล้ว 40,000 ตันในช่วงต้นปี 2569

ขณะนี้ไทยยังคงอยู่ระหว่างการเจรจาเพื่อเตรียมส่งมอบข้าวลอตที่สองให้จีน เนื่องจากจีนยังต้องการนำเข้าข้าวจากไทยอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะมีการส่งออกในลอตถัดไปอีกประมาณ 50,000-60,000 ตัน

สำหรับปี 2569 คาดว่าจะมีการสั่งซื้อข้าวอย่างต่อเนื่องภายใต้ข้อตกลงเดิม โดยปัจจุบันมีกรอบบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU อยู่ที่ 280,000 ตัน และกรมการค้าต่างประเทศเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาขยายปริมาณสัญญาเพิ่มเติมอีก 220,000 ตัน

หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบการขยายกรอบดังกล่าว จะทำให้ปริมาณตามแผนรวมเพิ่มขึ้นเป็น 500,000 ตัน ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ซึ่งจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยรองรับการส่งออกข้าวไทยในปีที่ตลาดบางภูมิภาคเผชิญข้อจำกัดจากสงครามและต้นทุนขนส่งที่สูงขึ้น

ดังนั้น ภาพรวมการส่งออกข้าวไทยในปี 2569 จึงยังต้องอาศัยทั้งการรักษาตลาดเดิม การเพิ่มยอดในตลาดเอเชีย และการติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพราะหากการขนส่งไปอิรักยังไม่กลับมาเป็นปกติ ความเสี่ยงที่ยอดส่งออกทั้งปีจะต่ำกว่าเป้าหมายยังคงมีอยู่

ปุ๋ยยูเรียทะยานจากสงครามอิหร่าน กดดันชาวนาเอเชียช่วงเข้าฤดูเพาะปลูก

อีกแรงกดดันสำคัญต่อเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในเอเชีย คือราคาปุ๋ยที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังเข้าสู่ช่วงเตรียมเพาะปลูก ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเพิ่มความเสี่ยงต่ออุปทานอาหาร เนื่องจากข้าวเป็นพืชที่ใช้ปุ๋ยในปริมาณมาก และพึ่งพาปุ๋ยไนโตรเจนเป็นพิเศษ

ข้อมูลจากธนาคารโลกที่เผยแพร่เมื่อวันจันทร์ระบุว่า ราคาปุ๋ยยูเรียมาตรฐานสากลแตะระดับ 857 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเมตริกในเดือนเมษายน เพิ่มขึ้น 18% เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากพุ่งขึ้นถึง 54% ในเดือนมีนาคม แรงกดดันหลักมาจากสงครามอิหร่านที่กระทบทั้งการผลิตและการขนส่งในตะวันออกกลาง

ราคาดังกล่าวสูงกว่าระดับ 726 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันเมตริก ซึ่งเป็นจุดสูงสุดในรอบ 4 ปีที่ทำไว้ในเดือนมีนาคม และมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนว่าต้นทุนการผลิตภาคเกษตรปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงภายในเวลาเพียงไม่กี่เดือน

ความเสี่ยงด้านอุปทานเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ราคาปุ๋ยสูงขึ้น เนื่องจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เช่น กาตาร์และซาอุดีอาระเบีย เป็นผู้ส่งออกยูเรียรวมกันราว 30-35% ของการส่งออกยูเรียทั่วโลก ขณะที่ยูเรียเป็นปุ๋ยไนโตรเจนที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ เมื่อโรงงานผลิตบางส่วนได้รับความเสียหายจากการโจมตีของอิหร่าน และการขนส่งหยุดชะงักจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ อุปทานปุ๋ยในตลาดโลกจึงถูกกระทบโดยตรง

ผลกระทบดังกล่าวส่งผ่านมายังเอเชีย เพราะภูมิภาคนี้เป็นทั้งแหล่งผลิตและแหล่งบริโภคข้าวรายใหญ่ของโลก และการปลูกข้าวต้องใช้ปุ๋ยในระดับสูง โดยเฉพาะปุ๋ยไนโตรเจน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการเจริญเติบโตของใบและลำต้น

“เอเชียเป็นภูมิภาคที่เผชิญความเสี่ยงจากการพึ่งพาอุปทานพลังงานและปุ๋ยจากตะวันออกกลางมากที่สุด” ดาวิต เมคอนเนน นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสของธนาคารโลกกล่าว “หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดเกินเดือนมิถุนายน หลายประเทศมีแนวโน้มเผชิญภาวะขาดแคลนปัจจัยการผลิต”

นอกจากนี้ ผลกระทบยังไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะปุ๋ยยูเรียเท่านั้น การผลิตกำมะถัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของปุ๋ยฟอสเฟต ยังพึ่งพาประเทศในอ่าวเปอร์เซียเช่นกัน ทำให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางมีความเสี่ยงลุกลามไปยังปุ๋ยหลายประเภทที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่การผลิตอาหาร

ธนาคารโลกคาดว่า ราคาปุ๋ยโดยรวมจะเพิ่มขึ้น 31% เมื่อเทียบรายปีในปี 2569 ขณะที่ราคาปุ๋ยยูเรียอาจเพิ่มขึ้นราว 60% ราคาปุ๋ยที่สูงขึ้นย่อมหมายถึงต้นทุนเพาะปลูกที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งเกษตรกรมักส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาอาหารได้จำกัด หากไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคได้เต็มที่ เกษตรกรอาจเลือกปรับลดการใช้ปุ๋ย ซึ่งจะเพิ่มความเสี่ยงต่อผลผลิตทางการเกษตรในระยะต่อไป

แม้ธนาคารโลกคาดว่าราคาอาหารจะเพิ่มขึ้นเพียง 2% ในปี 2569 โดยให้เหตุผลว่าอุปทานธัญพืชโลกยังอยู่ในระดับสูงในช่วงเริ่มต้นของสงคราม แต่ความเสี่ยงในระยะยาวยังไม่หมดไป เพราะหากราคาปุ๋ยและพลังงานยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง หรือการขนส่งในภูมิภาคสำคัญยังหยุดชะงักเป็นเวลานาน แรงกดดันด้านต้นทุนอาจกลับมากระทบทั้งผลผลิตเกษตรและราคาอาหารในวงกว้าง

ฤดูปลูกข้าวเจอต้นทุนพุ่ง 50-80% อินเดียคือจุดเสี่ยงใหญ่ของตลาดโลก

ในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเริ่มต้นของฤดูฝนถือเป็นช่วงสำคัญที่สุดของวัฏจักรการปลูกข้าว เนื่องจากเป็นช่วงที่ชาวนาในหลายประเทศเริ่มเตรียมพื้นที่ หว่านเมล็ด หรือย้ายกล้าลงแปลงนา โดยเฉพาะในอินเดีย เวียดนาม และไทย ซึ่งฤดูกาลเพาะปลูกหลักมักอยู่ระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม

ข้าวที่ปลูกในภูมิภาคนี้ส่วนใหญ่เป็นข้าวเมล็ดยาว เช่น ข้าวอินดิกาและข้าวหอมมะลิ ซึ่งเติบโตได้ดีในสภาพอากาศร้อนและชื้น ข้าวกลุ่มดังกล่าวมีสัดส่วนราว 90% ของการค้าข้าวในตลาดโลก ทำให้ความเปลี่ยนแปลงด้านต้นทุนการผลิตในภูมิภาคเอเชียมีนัยสำคัญต่อเสถียรภาพราคาและอุปทานข้าวโลก

อย่างไรก็ตาม แรงกดดันต่อเกษตรกรไม่ได้จำกัดอยู่เพียงราคาปุ๋ยเท่านั้น ราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ รวมถึงค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น มีแนวโน้มทำให้ต้นทุนการผลิตข้าวเพิ่มขึ้นราว 50-80% ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเพาะปลูก ระดับการใช้ปัจจัยการผลิต และความสามารถในการทำกำไรของชาวนา

“การปรับตัวเริ่มเกิดขึ้นแล้วในกระบวนการตัดสินใจวางแผน ตั้งแต่ปัญจาบไปจนถึงลุ่มน้ำโขง” แม็กซิโม โตเรโร หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติกล่าว “เวียดนาม ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่อันดับสองของโลก กำลังลดการผลิตลง เนื่องจากต้นทุนพลังงานบีบอัตรากำไร ไทยและบังกลาเทศก็เผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน”

อินเดียเป็นประเทศที่ตลาดโลกจับตามากที่สุด เนื่องจากเป็นทั้งผู้ปลูกข้าวและผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลก โดยผลิตข้าวได้ราว 150 ล้านตันต่อปี ตามข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ และส่งออกข้าวประมาณ 23 ล้านตันในปีการตลาด 2567-2568 หรือคิดเป็นราว 15% ของปริมาณการผลิตทั้งหมด

แม้รัฐบาลอินเดียจะมีมาตรการอุดหนุนปุ๋ยให้เกษตรกร แต่ภาคการผลิตข้าวของอินเดียยังมีความเปราะบางจากการพึ่งพาปุ๋ยนำเข้า โดยราว 40% ของการนำเข้าปุ๋ยของอินเดียมาจากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย ความเสี่ยงด้านต้นทุนและอุปทานปุ๋ยจึงอาจส่งผลต่อการผลิตข้าวของอินเดีย และกระทบต่อการค้าข้าวโลกในวงกว้าง

แหล่งข้อมูลระบุว่า ยังไม่มีประเทศใดสามารถทดแทนศักยภาพของอินเดียในการจัดหาข้าวให้ตลาดโลกได้ แม้จีนและอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตข้าวอันดับสองและอันดับสามของโลก ก็ยังต้องนำเข้าข้าวบางส่วน ขณะที่ตลาดส่งออกข้าวมีข้อจำกัดมากกว่าธัญพืชชนิดอื่น เช่น ข้าวสาลีและข้าวโพด ซึ่งมีการซื้อขายในตลาดโลกอย่างกว้างขวางกว่า

สำหรับประเทศผู้ส่งออกข้าวรายสำคัญอื่น ๆ เช่น เวียดนาม ไทย และปากีสถาน แต่ละประเทศสามารถส่งออกข้าวได้ราว 5-8 ล้านตันต่อปีเท่านั้น ต่ำกว่าศักยภาพของอินเดียอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ฟิลิปปินส์และหลายประเทศในแอฟริกาตอนใต้ของทะเลทรายซาฮารามีการบริโภคข้าวสูง แต่ยังต้องพึ่งพาการนำเข้า ทำให้แรงกดดันจากต้นทุนปุ๋ย พลังงาน และค่าขนส่งไม่ได้กระทบเฉพาะประเทศผู้ผลิต แต่ยังส่งผ่านไปยังประเทศผู้นำเข้าข้าวด้วย

ดังนั้น ยิ่งการหยุดชะงักของการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อนานเท่าใด ความเสี่ยงต่ออุปทานอาหารโลกก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น เพราะช่องทางดังกล่าวมีบทบาทสำคัญต่อการขนส่งพลังงานและวัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการผลิตปุ๋ย

สำหรับไทย สถานการณ์นี้จึงกลายเป็นแรงกดดันสองด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่ง ผู้ส่งออกข้าวไทยเผชิญผลกระทบจากการสูญเสียตลาดตะวันออกกลางไปกว่า 200,000 ตันในช่วง 3 เดือน อีกด้านหนึ่ง ชาวนาไทยกำลังเผชิญต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นจากราคาปุ๋ย พลังงาน ปัจจัยการผลิต และค่าขนส่ง ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนเพาะปลูกเพิ่มขึ้น 50-80% ในช่วงที่กำลังเข้าสู่ฤดูกาลผลิตสำคัญของปี

อ้างอิง: Nikkei Asia

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...