โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พาณิชย์เปิดแฟ้มชี้แจง 6 ปมร้อนสินค้าเกษตร ยืนยันไม่ได้แก้ปัญหาแค่รายวัน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 07 พ.ค. เวลา 07.54 น. • เผยแพร่ 07 พ.ค. เวลา 05.54 น.

กระทรวงพาณิชย์แจง 6 ประเด็นร้อน หลังถูกตั้งคำถามแก้ปัญหาสินค้าเกษตรแบบชั่วคราว ยืนยันเดินมาตรการเชิงโครงสร้างเป็นเฟส ครอบคลุมทุเรียน ปาล์ม มะพร้าวน้ำหอม ปุ๋ยแพง และมะม่วงล้นตลาด ชูแนวทางบริหารทั้งต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ ตั้งแต่ Zoning-Traceability-แปรรูป-ล้งชุมชน-ส่งออก-Live Commerce พร้อมคุมกฎหมายล้งนอมินีและสินค้าปลอมปน

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกจดหมายเปิดผนึกชี้แจงต่อสื่อมวลชนและผู้ติดตามข่าวสาร กรณีมีหลายประเด็นที่ถูกนำเสนอผ่านสื่อและสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน โดยยืนยันว่าการแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตรไม่ได้เป็นเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เป็นการดำเนินมาตรการเชิงโครงสร้างอย่างต่อเนื่องภายใต้นโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ปัญหาสินค้าเกษตรเป็นปัญหาสะสมมายาวนาน ทั้งผลผลิตต่อไร่ต่ำ เกษตรกรส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการขายผลสดเป็นหลัก ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องอายุการเก็บรักษา ราคาขึ้นอยู่กับตลาดปลายทาง และไม่สามารถกำหนดราคาขายเองได้ ขณะเดียวกันยังเผชิญการแข่งขันจากประเทศคู่แข่ง เช่น ทุเรียนจากเวียดนามและมาเลเซีย รวมถึงปัญหาสินค้าปลอมปน เช่น น้ำมะพร้าวปลอม

ปัญหาเชิงโครงสร้างเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขให้เห็นผลได้ทันที แต่กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าได้วางมาตรการเป็นเฟส ควบคู่กับการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา เพื่อรักษาสมดุลกลไกตลาดและสร้างความเป็นธรรมให้ทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค

สำหรับการบริหารจัดการต้นน้ำ กระทรวงพาณิชย์ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนเกษตรกร และสมาคมการเกษตร ประเมินสถานการณ์การผลิตและการตลาดล่วงหน้า พร้อมจัดทำปฏิทินคาดการณ์ปริมาณและช่วงเวลาผลผลิตสินค้าเกษตรสำคัญ เพื่อบริหารอุปสงค์และอุปทานให้แม่นยำขึ้น

นอกจากนี้ ยังผลักดันการบริหารปริมาณผลผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการตลาด โดยให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศประเมินดีมานด์ตลาด ควบคู่กับการจัด Zoning เลือกพันธุ์พืชให้เหมาะสมกับพื้นที่ การพัฒนาระบบตรวจสอบย้อนกลับ หรือ Traceability และการยกระดับมาตรฐานสินค้าเกษตรให้ตรงกับตลาดปลายทาง

กระทรวงพาณิชย์ยกตัวอย่างการดำเนินงานที่ผ่านมา เช่น การหารือกับผู้เกี่ยวข้องในอุตสาหกรรมมะพร้าวเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 เพื่อแก้ปัญหาราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ การหารือร่วมกับสมาคมโรงสีข้าวและสมาคมเกษตรกร รวมถึงความร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการจัด Zoning และโครงการข้าวประณีตที่เริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ซึ่งปัจจุบันมีสมาชิกมากกว่า 200 กลุ่ม

ด้านกลางน้ำ กระทรวงพาณิชย์เน้นส่งเสริมการแปรรูปเพื่อดูดซับผลผลิตส่วนเกิน และการนำนวัตกรรมมาชะลอผลผลิตที่ออกสู่ตลาดจำนวนมาก รวมถึงสนับสนุนเครื่องมือ วัสดุอุปกรณ์ และช่องทางการตลาดให้เกษตรแปลงใหญ่

อีกแนวทางสำคัญคือการสนับสนุนการตั้ง “ล้งชุมชน” เพื่อเป็นกลไกรับซื้อและรวบรวมผลผลิตจากเกษตรกรในแหล่งผลิต เพิ่มอำนาจต่อรองราคา ลดการพึ่งพาผู้ซื้อรายใหญ่ และควบคู่กับการตรวจสอบล้งต่างชาติให้ปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่เอารัดเอาเปรียบเกษตรกร

กระทรวงพาณิชย์ยังระบุว่า ได้สนับสนุนการสร้าง Fruits Processing Center เช่น ห้องเย็นและโรงงานแปรรูปที่จังหวัดจันทบุรี เพื่อเป็นต้นแบบของการแปรรูปในพื้นที่อื่น รวมถึงการจัดการวัสดุเหลือใช้แบบ Zero Waste เช่น Biochar และเชื้อเพลิงจากวัสดุเหลือใช้

ด้านปลายน้ำ กระทรวงพาณิชย์เดินหน้ารักษาตลาดส่งออกเดิม เช่น การขายข้าวให้จีนเพิ่มขึ้น 500,000 ตัน พร้อมใช้กลไก Trading Firm & Distributor เพิ่มความคล่องตัวในการเจรจาและเจาะตลาดใหม่ เช่น อินเดีย เกาหลีใต้ เอเชียกลาง และตะวันออกกลาง รวมถึงขยายตลาดสินค้าแปรรูปในยุโรป

นอกจากนี้ ยังนำสินค้าเกษตรเข้าเป็นส่วนหนึ่งของการเจรจาการค้าภาครัฐ ขยายตลาดผ่าน Live Commerce, Online Platform, TikTok และ KOL/Influencer รวมถึงสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านแบรนด์สินค้า GI และใช้กลไก Contract Farming เพื่อให้เกิดการซื้อขายล่วงหน้า

สำหรับประเด็นทุเรียน กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าได้ดำเนินการทั้งด้านส่งเสริมตลาดและป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ โดยเร่งสร้างอุปสงค์ล่วงหน้า ไม่รอให้อุปทานล้นตลาด ผ่าน Live Commerce, TikTok และ KOL ทั้งในประเทศและต่างประเทศ พร้อมจัดกิจกรรม Thailand : The Land of Tropical Fruits ผ่าน Modern Trade ตลาดสด ตลาดกลาง และตลาดนัดชุมชน

ด้านตลาดต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์จะรักษาตลาดหลักจีน ทั้งเมืองหลักสำหรับผลสดพรีเมี่ยม และเมืองรองสำหรับผลสดเกรดรอง พร้อมรุกตลาดศักยภาพ เช่น ฮ่องกง มาเลเซีย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น ไต้หวัน ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสหรัฐ รวมถึงตลาดใหม่ในตะวันออกกลาง เอเชียใต้ ยุโรป และเอเชียกลาง

ในส่วนการบังคับใช้กฎหมาย กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้ารุกปราบปรามล้งผิดกฎหมายและล้งนอมินี ขณะที่กรมการค้าภายในตรวจตราการปิดป้ายราคารับซื้อ การกดราคา การปฏิเสธรับซื้อ การสร้างความปั่นป่วนในตลาด และความเที่ยงตรงของเครื่องชั่ง ส่วนกรมการค้าต่างประเทศดูแลการขึ้นทะเบียนผู้ส่งออกและการรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า

สำหรับทุเรียนอ่อน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลัก แต่กระทรวงพาณิชย์สนับสนุนการลงพื้นที่ตรวจสอบและแจ้งเบาะแส โดยล่าสุดกระทรวงเกษตรฯ คุมเข้มตรวจล้งจันทบุรีและระยอง 760 แห่ง พบฝ่าฝืนขายทุเรียนอ่อน 21 แห่ง และพักใบอนุญาตทันที 1 แห่ง

ประเด็นราคาปาล์ม กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า โครงสร้างการใช้น้ำมันปาล์มดิบของประเทศแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การบริโภคในประเทศ การใช้ในภาคพลังงาน และการส่งออก โดยช่วงที่ไทยเผชิญวิกฤตพลังงาน รัฐบาลมีนโยบายเพิ่มสัดส่วนไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล เพื่อทดแทนการนำเข้าและช่วยดูดซับผลผลิตปาล์ม

ส่วนมาตรการขออนุญาตส่งออกน้ำมันปาล์มดิบ มีเป้าหมายเพื่อควบคุมสมดุลสต๊อก ไม่ใช่การห้ามส่งออก โดยตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 เป็นต้นมา ได้อนุมัติส่งออกทุกคำขอ รวม 11 ราย ปริมาณกว่า 200,000 ตัน ขณะที่ราคาผลปาล์มปรับขึ้นจากสัปดาห์ก่อนที่ 6.60-7.00 บาท/กก. มาอยู่ที่ 6.80-7.40 บาท/กก.

กระทรวงพาณิชย์ระบุว่า สามารถบริหารสมดุลน้ำมันปาล์มในช่วงภาวะสงครามตะวันออกกลาง โดยช่วยลดต้นทุนขนส่งผ่านดีเซล B20 ที่มีราคาถูกกว่าดีเซลธรรมดา 7 บาท พร้อมรักษาราคาน้ำมันปาล์มบรรจุขวดให้อยู่ในระดับเหมาะสมและมีปริมาณเพียงพอ

สำหรับมะพร้าวน้ำหอม กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า เป็นสินค้าเกษตรที่พึ่งพาตลาดส่งออกหลักไม่กี่ตลาด และปีนี้เผชิญทั้งผลผลิตออกพร้อมกัน ภัยแล้งที่ทำให้มะพร้าวลูกเล็ก คุณภาพลดลง และเศรษฐกิจจีนชะลอตัว ซึ่งกดดันราคาอย่างมาก

มาตรการเร่งด่วนตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 ถึงเมษายน 2569 กระทรวงพาณิชย์ได้ดูดซับผลผลิตออก 10 ล้านลูก ใน 4 จังหวัดหลัก ได้แก่ ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสงขลา ผ่านจุดรับซื้อราคานำตลาด เชื่อมโยงพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศ และพันธมิตร เช่น โมเดิร์นเทรด ปั๊มน้ำมัน บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ ธนาคาร King Power กลุ่มสยามพิวรรธน์ และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

ผลจากมาตรการดังกล่าวทำให้ราคาหน้าสวน ณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 9-10.50 บาท/ลูก และราคาล้งรับซื้ออยู่ที่ 10.50-12 บาท/ลูก เพิ่มขึ้นจากช่วงก่อนหน้าที่เกษตรกรได้รับเพียง 3-4 บาท/ลูก

ระยะกลางและระยะยาว กระทรวงพาณิชย์ผลักดันล้งชุมชน หรือล้งกลาง เพื่อตัดวงจรการกดราคาและบิดเบือนราคาของล้งนอมินี พร้อมเดินหน้าแก้ปัญหาน้ำมะพร้าวปลอม โดยอยู่ระหว่างจัดทำตรารับรองมาตรฐานน้ำมะพร้าวน้ำหอมแท้ 100% ร่วมกับกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ อย. และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างทำประชาพิจารณ์เพื่อกำหนดมะพร้าวน้ำหอมเป็นสินค้าควบคุม โดยมาตรการอาจครอบคลุมการแจ้งข้อมูลปริมาณและราคารับซื้อ ปริมาณจำหน่าย การใช้ การแปรรูป ปริมาณคงเหลือ และสถานที่จัดเก็บ เพื่อให้รัฐมีข้อมูลกำกับดูแลทั้งระบบ

ขณะเดียวกัน กรมพัฒนาธุรกิจการค้าและกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง หรือ CIB ได้ร่วมตรวจค้นนิติบุคคลเป้าหมายที่รับซื้อมะพร้าวและแปรรูปมะพร้าว พบพฤติการณ์เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว จำนวน 6 ราย ในจังหวัดราชบุรี มีผู้ร่วมดำเนินการเป็นคนไทย 10 ราย และชาวต่างชาติ 7 ราย อยู่ระหว่างดำเนินคดีตามกฎหมาย

ประเด็นปุ๋ยแพง กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า ไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบปุ๋ยจากตะวันออกกลางและจีน โดยสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางทำให้การนำเข้าวัตถุดิบบางส่วนติดขัด ขณะที่จีนมีมาตรการบริหารส่งออกเพื่อให้เกษตรกรในประเทศมีปุ๋ยเพียงพอ

สำหรับปุ๋ยยูเรีย เดิมมีสต๊อก 340,000 ตัน และคาดว่าจะนำเข้าในเดือนเมษายน 2569 อีกประมาณ 200,000 ตัน แต่เรือขนส่งแม่ปุ๋ยบางส่วนไม่สามารถผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ โดยปุ๋ยที่เป็นประเด็นหลักคือยูเรียประมาณ 36% ของตลาด ขณะที่ปุ๋ยอีก 64% ยังใช้ได้ตามปกติ ไม่ได้หมายความว่าปุ๋ยทั้งตลาดขาดแคลน

ในระยะเร่งด่วน กระทรวงพาณิชย์ดำเนินโครงการ “ธงเขียวราคาประหยัดพลัส” เพื่อช่วยเกษตรกรเข้าถึงปุ๋ยเคมี ปุ๋ยอินทรีย์ ชีวภัณฑ์ และเคมีเกษตรในราคาพิเศษ ตั้งเป้าดำเนินการ 40 จังหวัด 60 ครั้ง ครอบคลุมพืชเศรษฐกิจสำคัญ เช่น ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง อ้อย ปาล์มน้ำมัน ยางพารา และไม้ผล

โครงการตั้งเป้าจำหน่ายปุ๋ยเคมีรวม 600,000 กระสอบ หรือครั้งละประมาณ 10,000 กระสอบ เริ่มครั้งแรกที่จังหวัดกำแพงเพชร วันที่ 6-7 พฤษภาคม 2569 โดยเกษตรกรที่มีสมุดทะเบียนเกษตรกร หรือเล่มเขียว จะได้รับส่วนลดซื้อปุ๋ยเคมีกระสอบละ 300 บาท ไม่เกิน 5 กระสอบ รวม 1,500 บาท และส่วนลดซื้อเคมีเกษตรอีก 50 บาท รวม 1,550 บาทต่อครัวเรือน

หากเกษตรกรมีเล่มเขียว และมีบัตรดินดี หรือได้รับมาตรฐาน GAP หรือเป็นสมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน จะได้รับสิทธิซื้อปุ๋ยเพิ่มอีก 1 กระสอบ พร้อมส่วนลดเพิ่ม 300 บาท และคูปองซื้อปุ๋ยอินทรีย์หรือชีวภัณฑ์ 250 บาท รวมสิทธิประโยชน์สูงสุดประมาณ 2,100 บาทต่อครัวเรือน

สำหรับประเด็นมะม่วงล้นตลาด กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าได้ดูแลต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตภาคกลางและภาคเหนือตอนล่างออกสู่ตลาดกระจุกตัวพร้อมกัน

ก่อนผลผลิตออกสู่ตลาด กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เร่งผลักดันมะม่วงต้นฤดูสู่ตลาดต่างประเทศ ผ่านการจับคู่เจรจาธุรกิจสินค้าผลไม้สด แปรรูป และผลิตภัณฑ์เกษตร เมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2569 ระหว่างผู้ส่งออกไทย 101 บริษัท กับผู้นำเข้า 90 บริษัท จาก 18 ประเทศ เกิดมูลค่าการเจรจาการค้ารวม 3,120.51 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกเมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เพื่อเชื่อมโยงซื้อขายล่วงหน้าระหว่างผู้ประกอบการ ผู้รวบรวม ห้าง โรงงานแปรรูป และ อคส. กับกลุ่มเกษตรกรมะม่วงจาก 4 จังหวัด ได้แก่ พิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย และเพชรบูรณ์ มีปริมาณมะม่วงตามสัญญาซื้อขายล่วงหน้า 1,220 ตัน

กระทรวงพาณิชย์ยังเชื่อมโยงกระจายผลผลิตออกนอกแหล่งผลิตผ่านสำนักงานพาณิชย์จังหวัดต้นทาง-ปลายทาง ห้างสรรพสินค้า ห้างค้าปลีก-ค้าส่ง ห้างท้องถิ่น โครงการไทยช่วยไทย งานธงฟ้า รถโมบายผลไม้ และกิจกรรมรณรงค์บริโภคในประเทศ รวมถึงสนับสนุนตะกร้าพลาสติกให้เกษตรกรเพื่อนำผลผลิตคุณภาพเข้าสู่ห้าง

สำหรับพื้นที่ภาคเหนือตอนบน กระทรวงพาณิชย์ระบุว่าจะติดตามต่อเนื่อง โดยเฉพาะมะม่วงแฟนซี เช่น งาช้างแดง แดงจักรพรรดิ อาร์ทูอีทู รวมถึงมะม่วงเขียวมรกตของลำพูน และมะม่วงน้ำดอกไม้ของเชียงใหม่ ซึ่งจะออกสู่ตลาดมากขึ้นในระยะต่อไป

กระทรวงพาณิชย์ย้ำว่า การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างสินค้าเกษตรตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ แม้ต้องใช้เวลา แต่จะช่วยสร้างสมดุลและความเป็นธรรมให้กับเกษตรกร

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : พาณิชย์เปิดแฟ้มชี้แจง 6 ปมร้อนสินค้าเกษตร ยืนยันไม่ได้แก้ปัญหาแค่รายวัน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...