โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCB FM มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลังมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ชี้เป็นจังหวะเข้าซื้อ USDTHB

Khaosod

อัพเดต 08 เม.ย. เวลา 11.37 น. • เผยแพร่ 08 เม.ย. เวลา 11.37 น.

กลุ่มงานตลาดการเงิน ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB Financial Markets: SCB FM) เปิดเผยว่า ทิศทางเงินบาทในช่วงนี้ขึ้นอยู่กับแนวโน้มสงครามในอิหร่านเป็นสำคัญ โดยเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นล่าสุดเป็นผลจากการที่สหรัฐฯ และอิหร่านตกลงหยุดยิงชั่วคราวกันได้ ถือเป็นจังหวะดีสำหรับผู้นำเข้าหรือนักลงทุนในการซื้อ USDTHB (อัตราแลกเปลี่ยนดอลลาร์สหรัฐต่อบาทไทย) ได้

อย่างไรก็ดี ในระยะต่อไป มองว่าความไม่แน่นอนยังมีอยู่มาก โดยหากมีการกลับมาโจมตีใส่กันอีก อาจทำให้ตลาดปิดรับความเสี่ยง และเงินบาทกลับไปอ่อนค่าอีกได้ ซึ่งเงื่อนไขในการหยุดยิงถาวรยังคลุมเครือ และมีข้อแตกต่างกันอยู่มาก จึงแนะให้ผู้ประกอบการอาจพิจารณาป้องกันความเสี่ยงเพิ่มเติม

ในกรณีฐานที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเพิ่มมากขึ้น แต่อาจยังไม่กลับไปเสรีและปลอดภัยเหมือนก่อนเกิดสงคราม USDTHB อาจอยู่ที่ราว 32.15-32.65 บาท ส่วนในกรณีเลวร้ายที่สุด (Worst case) ที่การเจรจาหยุดยิงถาวรไม่สำเร็จ สงครามปะทุขึ้นอีกครั้งและยืดเยื้อถึงครึ่งปีหลัง USDTHB อาจสูงขึ้นไปที่ราว 34.00-35.00 บาท ได้

ทั้งนี้ โอกาสที่จะเกิดกรณีเลวร้ายปรับลดลงมากหลังมีข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ โดยตลาดให้โอกาสถึง 86% ที่ทรัมป์จะประกาศยุติสงครามภายในเดือน มิ.ย.

นายแพททริก ปูเลีย รองผู้จัดการใหญ่ Head of Financial Markets Function ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าเร็วหลังสหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ โดยในช่วงก่อนหน้านี้ที่ตลาดกังวลว่าสงครามจะรุนแรงและยืดเยื้อ ราคาน้ำมันดิบปรับสูงขึ้น ทำให้ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า เพราะนักลงทุนโลกต้องการถือสินทรัพย์ปลอดภัย

อีกทั้ง ยังพบว่าสถานะการถือครองดอลลาร์ปรับเพิ่มขึ้นจากที่เคยเป็น Short position กลายมาเป็น Long position กดดันให้สกุลเงินภูมิภาคและเงินบาทอ่อนค่า โดยพบว่าเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าสกุลอื่น เพราะไทยมีสัดส่วนการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ (เทียบต่อขนาดของเศรษฐกิจ) มากที่สุด โดยคิดเป็นราว 8% ต่อ GDP

อย่างไรก็ดี หลังมีข้อตกลงหยุดยิง ราคาน้ำมันปรับลดลงเร็วเกือบ 20% ดัชนีเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงพร้อมอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Treasury yields) ที่ปรับลดลงแรง Sentiment ตลาดที่ปรับดีขึ้น ทำให้ราคาสินทรัพย์เสี่ยง เช่น หุ้น สูงขึ้น เงินภูมิภาครวมถึงเงินบาทกลับมาแข็งค่า

สำหรับมุมมองในระยะต่อไป แนวโน้มเงินบาทจะขึ้นอยู่กับสงครามอิหร่านเป็นสำคัญ โดยในกรณีฐานที่สงครามอาจลดความรุนแรงลง หรือจบได้ภายในเดือนนี้ มองกรอบ USDTHB ที่ราว 32.15-32.65 บาท

นายแพททริกกล่าวเสริมว่า หากสหรัฐฯ และอิหร่านผ่อนปรนเงื่อนไขลงมา ก็อาจทำให้การเจรจาดำเนินไปได้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดี คาดว่าหลังผ่านช่วงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์ อาจยังมีการโจมตีเกิดขึ้นได้อีกเล็กน้อย เพราะเงื่อนไขถาวรยังคลุมเครือและมีข้อแตกต่าง

สำหรับการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซมองว่า ในกรณีฐานอาจเพิ่มมากขึ้น แต่อาจยังไม่กลับไปเสรีและปลอดภัยเหมือนก่อนเกิดสงคราม จึงอาจทำให้ราคาน้ำมันดิบ (Brent) อยู่ที่ราว 90-100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

ส่วนในครึ่งปีหลัง หากสงครามไม่กลับมาปะทุรุนแรงอีกครั้ง และการส่งน้ำมันผ่านช่องแคบทยอยกลับมาได้มากกว่า 80% อาจทำให้ราคาน้ำมันลดลงอีกได้ และอาจอยู่ที่ระดับ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ปลายปี ดังนั้น เงินบาทจึงมีแนวโน้มอ่อนค่าที่สุดในช่วงไตรมาสที่ 2 ที่สงครามมีความไม่แน่นอนสูง แต่น่าจะทยอยแข็งค่าได้ในช่วงที่เหลือของปี

• สำหรับกรณี Better case ที่การเจรจาหยุดยิงถาวรสำเร็จภายในเดือนนี้ และการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการได้อย่างเสรีและเป็นปกติ นายแพททริกมองว่า กรอบ USDTHB ในกรณีนี้ที่ราว 31.50-32.00 บาท ในระยะ 1 เดือนจากนี้ โดยมองว่าสงครามที่จบได้เร็วจะทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงมาที่ราว 85-95 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

โดยจะทำให้ Sentiment ตลาดเปิดรับความเสี่ยง (Risk-on) มากขึ้น เงินบาทจึงอาจแข็งค่าต่อไปอีกได้ อย่างไรก็ดี โอกาสที่การขนส่งผ่านช่องแคบจะกลับมาเป็นปกติภายในเดือนนี้ยังไม่สูงมากนัก สะท้อนจาก Polymarket ที่ให้โอกาสราว 50% เท่านั้น

• ส่วนกรณี Worst case ที่การเจรจาหยุดยิงถาวรไม่สำเร็จ และสงครามยืดเยื้อถึงครึ่งปีหลัง อาจทำให้กรอบ USDTHB สูงขึ้นไปที่ราว 34.00-35.00 บาท เนื่องจาก ราคาน้ำมันอาจสูงขึ้นต่อเนื่องจนแตะระดับ 140 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ตลาดการเงินโลกจะปิดรับความเสี่ยง

โดยในกรณีนี้ อาจเห็นเงินบาทอ่อนค่าต่อไปจนถึงไตรมาสที่ 3 อย่างไรก็ดี โอกาสที่จะเกิดกรณีนี้มีน้อยลงมาก หลังมีข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ โดยตลาดให้โอกาสถึง 86% ที่ทรัมป์จะประกาศยุติสงครามภายในเดือน มิ.ย. ได้

นายวชิรวัฒน์ บานชื่น นักกลยุทธ์ตลาดการเงินอาวุโส ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวเสริมว่า สำหรับผู้นำเข้า USDTHB ที่ราว 31.70-32.20 บาท เป็นระดับที่อาจเข้าซื้อ โดยในช่วงที่มีการหยุดยิงเพื่อเจรจา ทำให้ตลาดลดกังวลลง เป็นโอกาสให้เข้าซื้อ USDTHB ได้

อย่างไรก็ดี ความไม่แน่นอนยังมีอยู่มาก และเงื่อนไขหยุดยิงของแต่ละฝ่ายยังไม่ชัดเจน รวมถึงราคาน้ำมันอาจลดลงได้อีกไม่มาก ทำให้เงินบาทอาจไม่สามารถแข็งค่าต่อได้อีกมาก

สำหรับผู้ส่งออก USDTHB ที่ราว 32.65-33.15 บาท เป็นระดับที่อาจทยอยขาย โดยมองว่าโอกาสเกิดกรณี Worst case น้อยลงมาแล้ว ดังนั้น แนวโน้มที่เงินบาทจะอ่อนค่าอย่างมากมีน้อยลง แต่คาดว่าความไม่แน่นอนยังสูง อาจมีการโจมตีกันอยู่บ้าง ซึ่งจะทำให้บาทอ่อนค่าได้ในบางช่วง

การย้อนกลับไปศึกษาสงครามรอบก่อนอาจช่วยบ่งชี้ทิศทางตลาดการเงินได้ โดยในสงครามอ่าวเปอร์เซียรอบก่อน (ปี 1990-91) สงครามยืดเยื้อมากกว่า 3 เดือน และทำให้ราคาน้ำมันปรับสูงขึ้นได้เท่าตัว (จากราว 20 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล สู่ 40 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล)

นายวชิรวัฒน์ ประเมินว่าหากสหรัฐฯ และอิหร่านเจรจากันไม่สำเร็จ และสงครามกลับมาปะทุอีกครั้ง ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดมากกว่า 2 เดือน กระทบอุปทานน้ำมันในระยะยาว ก็อาจทำให้ราคาน้ำมันดิบ (Brent) ปรับสูงขึ้นถึง 130-140 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล ได้ ซึ่งจะกระทบแนวโน้มเงินเฟ้อและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล รวมถึงอัตราแลกเปลี่ยนได้

ขณะที่ช่วงสงครามปี 1990 US Treasury yields ใช้เวลาไม่ถึง 2 เดือนก็ปรับลดลงได้ ส่วนราคาน้ำมันดิบใช้เวลานานกว่า (ราว 2 เดือน) ก่อนที่จะลดลง โดยสิ่งที่ทำให้ Yields ปรับลดลงมาคือ ตลาดเริ่มหันมากังวลผลกระทบจากสงครามและราคาน้ำมันต่อภาวะเศรษฐกิจมากขึ้น (Growth risk) แทนที่ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อในช่วงแรก (Inflation risk)

ดังนั้น Yields ที่ปรับขึ้นจากเงินเฟ้อจึงลดลง เพราะตลาดมองว่านโยบายการเงินอาจต้องผ่อนคลายลงแทนเพื่อประคองเศรษฐกิจ ในระยะต่อไป สิ่งที่ต้องจับตาที่อาจทำให้ Bond yields ปรับลดลงได้ คือ

1) ตัวเลขเศรษฐกิจจริง (Hard data) แย่ลง อย่างไรก็ดี ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ล่าสุดยังค่อนข้างดี ทั้งตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร และยอดค้าปลีก ทำให้ Bond yields ยังยืนอยู่ได้

2) ราคาน้ำมันสูงขึ้นต่อเนื่องจนกระทบครัวเรือนและธุรกิจ โดยในปี 1990 พบว่าราคาน้ำมันสูงขึ้นราว 70% ก็ทำให้ Bond yields หรือผลตอบแทนพันธบัตรปรับลดลงได้แล้ว หากสงครามรอบนี้ส่งผลคล้ายกัน ราคาน้ำมันดิบที่ราว 125 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล อาจทำให้ตลาดกังวลด้าน Growth มากขึ้น และอาจทำให้ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ลดลงอีกได้

3) ธนาคากลางสหรัฐฯ (เฟด) เริ่มส่งสัญญาณกังวลต่อเศรษฐกิจมากขึ้น ซึ่งในปี 1990 ตลาดได้ Price-in หรือรับรู้ข่าวว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ย แต่สุดท้ายพบว่าเฟด ปรับลดดอกเบี้ยลงแทน

สำหรับมุมมองด้านอัตราดอกเบี้ย สงครามในอิหร่านทำให้แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นทั่วโลก ตลาดจึง Price-in โอกาสการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางมากขึ้น ล่าสุดหลังมีข้อตกลงหยุดยิง 2 สัปดาห์ ตลาดให้โอกาสที่เฟด จะลดดอกเบี้ยภายในปีนี้ที่ 50%

แต่มองว่าธนาคารกลางยุโรป (ECB) มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 3 ครั้ง และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 2 ครั้ง ทั้งนี้ นายวชิรวัฒน์มองว่า ธนาคารกลางน่าจะให้น้ำหนักต่อผลกระทบด้านการขยายตัวทางเศรษฐกิจมากขึ้น

จึงมองว่าเฟดมีโอกาสลดดอกเบี้ยได้ 1-2 ครั้งในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วน ECB มีโอกาสขึ้นดอกเบี้ย 1-2 ครั้ง เพราะแรงกดดันเงินเฟ้อในยุโรปจะมีมากกว่าในสหรัฐฯ ขณะที่ BOJ อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ 1-2 ครั้ง ตามแรงกดดันเงินเฟ้อและแนวโน้มการลดการผ่อนคลายนโยบายการเงิน (Normalization)

สำหรับมุมมองอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ในกรณีฐาน กนง. จะคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.00% โดยมองว่า หากสงครามทยอยลดความรุนแรงลงได้ และสิ้นสุดใน 1-2 เดือน อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยปรับสูงขึ้นมาอยู่ที่ราว 2-3% ซึ่งจะยังอยู่ในกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อของ ธปท.

ขณะที่ GDP ในปีนี้อาจขยายตัวได้เพียง 1.4% (จากเดิมที่ 1.8%) ทำให้ กนง. จะยังเลือกคงดอกเบี้ยไว้ตามเดิม อย่างไรก็ดี ในกรณี Worst case ที่สงครามยืดเยื้อไปถึงกลางปีหรือยาวกว่านั้น อาจทำให้เงินเฟ้อปรับสูงขึ้นไปอยู่ที่ขอบบนของกรอบเป้าหมายนโยบาย (3%) หรือมากกว่า

อย่างไรก็ดี ผลกระทบต่อภาคเศรษฐกิจจริงในกรณีนี้จะรุนแรงขึ้น โดย GDP ปีนี้อาจขยายตัวได้เพียง 1.00% ซึ่งจะทำให้ กนง. หันมาให้น้ำหนักในเรื่องเศรษฐกิจมากกว่า และตัดสินใจลดดอกเบี้ย 1 ครั้งไปสู่ระดับ 0.75%

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : SCB FM มองเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลังมีข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว ชี้เป็นจังหวะเข้าซื้อ USDTHB

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...