โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” เดินหน้าสู่ “มรดกโลกมีชีวิต” แห่งแรกของเมืองไทย

Manager Online

เผยแพร่ 23 มี.ค. เวลา 01.13 น. • MGR Online

“เชียงใหม่” อดีตเมืองหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งอาณาจักรล้านนา วันนี้กำลังเดินหน้าสู่มรดกโลกแห่งใหม่ของบ้านเราภายใต้ชื่อ (ย่อ) “เชียงใหม่ นครหลวงของล้านนา” ซึ่งถือเป็น “มรดกโลกมีชีวิต” ที่มีประชาชนอาศัยอยู่แห่งแรกของเมืองไทย

เชียงใหม่ อดีตนครหลวงอันยิ่งใหญ่แห่งล้านนา

“เมืองเชียงใหม่” หรือที่ในอดีตเรียกขานว่า “นพบุรีศรีนครพิงค์เชียงใหม่” ตามประวัติระบุว่า ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 1839 โดย “พญามังราย” ทรงสร้างเมืองนี้ขึ้นมาเพื่อเป็น “ราชธานี” หรือ “เมืองหลวง” ของอาณาจักรล้านนาในอดีต

เมืองเชียงใหม่แบ่งเป็น 4 ยุคสำคัญ ได้แก่

1)ยุคนครหลวงอาณาจักรล้านนา (พ.ศ. 1839-2101) : อาณาจักรล้านนาที่ปกครองโดยกษัตริย์ราชวงศ์มังรายที่มีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลาง เจริญรุ่งเรืองอย่างมากในยุคนี้ จนเป็นที่ยอมรับของอาณาจักรข้างเคียง ไม่ว่าจะเป็น สยาม จีนตอนใต้ พม่า มอญ และ ล้านช้าง เป็นต้น

เชียงใหม่ในยุคแรกนี้ นอกจากจะเป็นศูนย์กลางการปกครองและศาสนาแห่งล้านนาแล้ว ยังโดดเด่นในด้าน ศิลปวัฒนธรรม และสถาปัตยกรรม ปัจจุบันมีวัดวาอารามชื่อดังที่เป็นมรดกตกทอดมาจากเชียงใหม่ยุคศูนย์กลางล้านนา อาทิ วัดเชียงมั่น วัดอุโมงค์ วัดพระสิงห์ วัดเจดีย์หลวง และวัดพระธาตุดอยสุเทพ เป็นต้น

2)ยุคตกเป็นเมืองขึ้นพม่า (พ.ศ. 2101-2317) : พระเจ้าบุเรงนองแห่งหงสาวดีเข้าตีอาณาจักรล้านนา และสามารถยึดเชียงใหม่ได้ ทำให้เชียงใหม่ตกเป็นเมืองประเทศราชของพม่าอยู่กว่า 200 ปี

3)ยุคกอบกู้เอกราชและเป็นส่วนหนึ่งของสยาม (พ.ศ. 2317-2432) : เจ้ากาวิละร่วมกับพระยาจ่าบ้าน ช่วยกันกอบกู้อิสรภาพของเมืองเชียงใหม่ได้สำเร็จ โดยมีสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสินมหาราช) คอยให้ความช่วยเหลือ

ต่อมาเชียงใหม่ตกเป็นเมืองประเทศราชของกรุงรัตนโกสินทร์ โดยมีเจ้านายเชื้อสายพระเจ้ากาวิละ (ตระกูลเจ้าเจ็ดตน) ปกครองเมือง

4)ยุคมณฑลเทศาภิบาลจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2432-ปัจจุบัน) : ในสมัยรัชกาลที่ ๕ สยามประเทศได้เปลี่ยนการปกครองเป็นระบบมณฑลเทศาภิบาล มี “มณฑลพายัพ” ครอบคลุมพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศ ต่อมามีการยกฐานะเชียงใหม่ เป็น “จังหวัดเชียงใหม่” ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการอาณาจักร พ.ศ. 2476 มาจนถึงวันนี้

เชียงใหม่ เดินหน้าสู่มรดกโลก

ปัจจุบันจังหวัดเชียงใหม่เป็นเมืองใหญ่อันดับ 2 ของประเทศไทย ที่เป็นทั้งศูนย์กลางด้านเศรฐกิจ การค้า การลงทุน ศิลปวัฒนธรรม การท่องเที่ยว ฯลฯ

ด้วยความโดดเด่นของเมืองเชียงใหม่ในหลากหลายมิติ โดยเฉพาะการเป็นอดีตนครหลวงแห่งล้านนา ประเทศไทยจึงเดินหน้าผลักดันเชียงใหม่ให้เป็น “เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม” โดยเชียงใหม่ได้รับการบรรจุเข้าสู่บัญชีมรดกโลกเบื้องต้น (Tentative List) ขององค์การยูเนสโกตั้งแต่ปี 2558

ต่อมาทางจังหวัดเชียงใหม่ภายใต้ความร่วมมือกันในหลายภาคส่วน ได้จัดตั้ง “คณะทํางานเร่งรัดการขับเคลื่อนนําเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่เป็นมรดกโลก” ขึ้น ในช่วงเดือนกันยายน ปี 2567 เพื่อเดินหน้าผลักดันเมืองเชียงใหม่สู่แหล่งมรดกโลก ให้เป็นไปตามกรอบระยะเวลาของยูเนสโก

หลังจากนั้นคณะทํางานเร่งรัดฯ ดังกล่าวได้เดินหน้าขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลกอย่างเข้มข้น ไม่ว่าจะเป็น การทำความเข้าใจกับประชาชนในพื้นที่ การทำประชาพิจารณ์ การให้ความรู้เรื่องมรดกโลก การเสวนาหารือและประสานงานในหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็น ภาคประชาชน ข้าราชการ เอกชน และวัดต่าง ๆ เป็นต้น

ขณะที่ในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ได้มีการจัดทำเอกสารนำเสนอแหล่งวัฒนธรรมในเชียงใหม่เพื่อขอเป็นมรดกโลกยื่นต่อยูเนสโก ก่อนที่รัฐภาคีจะดำเนินการส่งเอกสารไปที่ศูนย์มรดกโลกในช่วงเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา

หลังจากนั้นคณะจากอิโคโมสสากลจะเดินทางมาตรวจแหล่งที่เชียงใหม่ในช่วงราวเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม 2569 เป็นลำดับต่อไป

ศุภฤกษ์ ภาวิไล คณะทำงานและเลขานุการ คณะทำงานเร่งรัดดำเนินการขับเคลื่อนนำเสนอแหล่งมรดกทางวัฒนธรรมเชียงใหม่เป็นมรดกโลก เปิดเผยว่า ก่อนที่คณะจากอิโคโมสสากลจะมาตรวจแหล่ง ทุกภาคส่วนในจังหวัดเชียงใหม่ต่างร่วมมือกันปรับปรุงพัฒนาพื้นที่ โดยเฉพาะตามวัดสำคัญต่าง ๆ ที่ถูกเสนอชื่อเป็นมรดกโลก ต้องมีความเรียบร้อยทั้งพื้นที่ภายในและโดยรอบบริเวณ เพื่อแสดงให้คณะผู้มาตรวจแหล่งจากยูเนสโกเห็นว่าเชียงใหม่มีความพร้อมต่อการเป็นมรดกโลก และเมื่อเป็นมรดกโลกแล้วคนเชียงใหม่สามารถดูแลรักษาแหล่งมรดกต่าง ๆ เหล่านี้ไว้ได้

เชียงใหม่ นครหลวงแห่งล้านนา ว่าที่มรดกโลก

“อนุสรณ์สถานแหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรม ของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา” (Monument, Sites and Cultural Landscape of Chiang Mai, Capital of Lanna) คือชื่ออย่างเป็นทางการในเอกสารที่ประเทศไทยขอขึ้นทะเบียนเชียงใหม่เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของบ้านเรา

อย่างไรก็ดีสื่อมวลชนและคนส่วนใหญ่มักจะเรียกชื่อนี้แบบย่อ ๆ ว่า “เชียงใหม่ นครหลวงล้านนา”

สำหรับอนุสรณ์สถานแหล่งต่าง ๆ และภูมิทัศน์วัฒนธรรมของเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา ที่ถูกเสนอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ประกอบด้วย 8 แหล่งมรดกวัฒนธรรมบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิง ใน 3 องค์ประกอบ ที่มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกัน ดังนี้

องค์ประกอบ 1 : เมืองเชียงใหม่และโบราณสถานที่สำคัญภายในเมืองและนอกเมือง ได้แก่

-แนวคูเมือง แจ่ง (มุม) กำแพง ประตูเมือง (พ.ศ.1839) : ถูกสร้างในสมัยพญามังรายพร้อมกับการก่อตั้งเมืองเชียงใหม่ มีลักษณะเป็นผังเมืองรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่เด่นชัด การสร้างกำแพงเมืองและขุดคูเมืองเชียงใหม่ นอกจากเพื่อป้องกันเมืองจากศัตรูแล้วยังมีระบบจัดการน้ำที่มีประสิทธิภาพนับจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน

-วัดเชียงมั่น (พ.ศ.1839) : วัดแห่งแรกของเมืองเชียงใหม่ เป็นที่ประทับของพญามังรายขณะคุมการสร้างเมือง วัดเชียงมั่นประดิษฐานพระแก้วขาว (พระเสตังคมณี) อีกหนึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์สำคัญของเมืองเชียงใหม่

-วัดเจดีย์หลวง (พ.ศ.1934) : เป็นที่ตั้งของเจดีย์โบราณที่สูงใหญ่ที่สุดแห่งอาณาจักรล้านนา และเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่อัญเชิญมาจากลำปาง

-วัดพระสิงห์ (พ.ศ.1888) : ตั้งอยู่บนแนวแกนกลางเมืองเชียงใหม่ ภายในวัดประดิษฐาน “พระพุทธสิหิงค์” พระพุทธรูปคู่บ้านคูเมืองเชียงใหม่

-วัดสวนดอก หรือ วัดบุปผาราม (พ.ศ. 1914) : เคยเป็นพระราชอุทยานของกษัตริย์ล้านนา มีเจดีย์ที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และ “กู่เจ้านายฝ่ายเหนือ” ที่เก็บพระอัฐิเชื้อพระวงศ์และเจ้านายฝ่ายเหนือตั้งโดดเด่นเรียงรายเป็นเอกลักษณ์

องค์ประกอบ 2 โบราณสถานวัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม และวัดพระธาตุดอยสุเทพ

-วัดอุโมงค์ สวนพุทธธรรม (พ.ศ. 1839) : สร้างในสมัยพญามังราย มีเจดีย์ทรงระฆังแบบล้านนาที่หลงเหลืออยู่องค์เดียว ที่สำคัญคือมี “อุโมงค์” อยู่ใต้เจดีย์ สร้างขึ้นเพื่อให้พระมหาเถระใช้บำเพ็ญภาวนา

-วัดพระธาตุดอยสุเทพ (พ.ศ. 1927) : ตั้งโดดเด่นอยู่บนดอยสุเทพ สามารถมองเห็นได้หลายจุดในตัวเมือง วัดพระธาตุดอยสุเทพประดิษฐานพระบรมสีริกธาตุประจำเมืองเชียงใหม่ ถือเป็นสัญลักษณ์คู่บ้านคู่เมืองและศูนย์รวมจิตใจของชาวเชียงใหม่

องค์ประกอบ 3 โบราณสถานวัดมหาโพธาราม (วัดเจ็ดยอด)

-วัดมหาโพธาราม หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันในชื่อ “วัดเจ็ดยอด” (พ.ศ.1934) : วัดที่โดดเด่นไปด้วยวิหารรูปทรงพุทธคยาจำลอง โดยมีเจดีย์เจ็ดยอดอยู่ด้านบน รวมถึงมีสัตตมหาสถานโบราณที่มีไม่กี่แห่งในโลก อีกทั้งวัดนี้ยังเคยเป็นสถานที่ทำสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 8 ของโลก และครั้งแรกในสยามประเทศเมื่อปี พ.ศ. 2020

เชียงใหม่ ว่าที่มรดกโลกมีชีวิตแห่งแรกของไทย

สำหรับคุณค่าโดดเด่นอันเป็นสากลภายใต้เกณฑ์ของยูเนสโกที่จะทำให้แหล่งมรดกวัฒนธรรมเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา ได้รับการพิจารณาให้เป็นมรดกโลก ได้แก่ เกณฑ์ ข้อ 2 และ ข้อ 3 คือ

-เกณฑ์ ข้อ 2 : แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการทั้งในเรื่องการสร้างเมือง คติความเชื่อในพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่รับอิทธิพลทั้งของศิลปะ แบบหริภุญชัย ศิลปะพุกาม และศิลปะสุโขทัย ที่มีการผสมผสานกันอย่างลงตัวและสวยงาม จนพัฒนามาเป็นอัตลักษณ์ ของตนเองที่เรียกว่า “ศิลปะแบบล้านนา” ที่ยังคงอยู่มาจนถึงบัจจุบันนี้

-เกณฑ์ ข้อ 3 : เมืองเชียงใหม่เป็นตัวแทนของเมืองโบราณในประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมล้านนา เรียกตามอาณาจักรล้านนา เจริญอยู่ในภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย มีเชียงใหม่เป็นเมืองหลวง พบหลักฐานโบราณคดีและงานศิลปกรรมที่มีรูปแบบเดียวกัน แสดงให้เห็นถึงการอยูร่วมกัน การนับถือพุทธศาสนาแบบเถรวาท ที่แสดงออกทางดานสถาปัตยกรรม ประติมากรรม งานประณีตศิลบ์ และขนบธรรมเนียมประเพณี ที่มีลักษณะเป็นตัวของตัวเอง มีการพัฒนาและปรับปรุง อย่างต่อเนื่องไม่ขาดช่วงมาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน

ส่วนอีกสิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจสำคัญในการเสนอเชียงใหม่ นครหลวงล้านนา เป็นมรดกโลกคือ การเป็น “เมืองมรดกที่มีชีวิต” (Living Heritage) ที่ผู้คนดำรงวิถีร่วมกับผังเมืองโบราณและมรดกวัฒนธรรมทั้ง 8 แหล่ง

ศุภฤกษ์ อธิบายว่า เมืองเชียงใหม่ มีความแตกต่างจากแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมของไทย 5 แห่งที่เคยขึ้นทะเบียนไปก่อนหน้านั้น เนื่องจากแหล่งทั้งหมดเป็นพื้นที่ปิดอยู่ในความดูแลของราชการ แต่เมืองเชียงใหม่ถือเป็นแหล่งมรดกวัฒนธรรมพื้นที่แรกของเมืองไทยที่มีประชาชนอยู่อาศัย และใช้ชีวิตกันตามปกติ มีคนเดินทางเข้าออกหมุนเวียนในพื้นที่ต่อวันเป็นจำนวนมาก ดังนั้นทุกคนในจังหวัดเชียงใหม่จึงต้องร่วมมือร่วมใจกันในการผลักดันเชียงใหม่เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของไทย

นอกจากนี้ เลขาฯ คณะทำงานเร่งรัดฯ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของเชียงใหม่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของคนเชียงใหม่ เพราะการขึ้นทะเบียนจะขึ้นเฉพาะแหล่งที่ขอไป ผู้คนในพื้นที่ยังคงใช้ชีวิตเหมือนเดิม เมืองเชียงใหม่ยังคงพัฒนาได้ตามปกติ เมืองไม่ได้ถูกแช่แข็ง การก่อสร้างต่าง ๆ ยังคงยึดตามกฎหมายหรือเทศบัญญัติที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเฉกเช่นเดิม

“หากเชียงใหม่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก จะได้รับผลประโยชน์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นในด้านเศรษฐกิจการท่องเที่ยว การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของเมือง การพัฒนาชุมชนในพื้นที่ ที่สำคัญคือในกรณีที่เกิดภัยพิบัติ อย่างเช่น อุทกภัย แผ่นดินไหว เมืองเชียงใหม่จะได้รับการช่วยเหลือทั้งงบประมาณและผู้เชี่ยวชาญจากองค์การยูเนสโก” ศุภฤกษ์ให้ข้อมูล

สำหรับขั้นตอนสุดท้ายหากไม่มีอะไรติดขัด คาดว่าเมืองไทยจะมีอีกหนึ่งข่าวดี (ในอนาคตอีกไม่นานนี้) จากการที่องค์การยูเนสโกประกาศขึ้นทะเบียนเชียงใหม่เป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ของประเทศไทยในช่วงราวเดือนกรกฎาคม 2570

งานนี้คนไทยต้องช่วยร่วมส่งแรงใจให้เชียงใหม่ได้เป็นมรดกโลกแห่งใหม่ของเมืองไทยในช่วงเวลาที่กำหนด และถ้าหากได้เป็นมรดกโลก เชียงใหม่จะเป็น “มรดกโลกมีชีวิต” ที่มีประชาชนอาศัยอยู่แห่งแรกของเมืองไทย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเมืองที่มีการพัฒนาในหลากหลายมิติ ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์และการท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งของโลก

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...