เจาะเขี้ยวเล็บ "คอร์รัมชาห์-4" ขีปนาวุธอิหร่านยิงไกล 4,000 กม. ท้าทายความมั่นคงโลก
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางพุ่งสูงถึงขีดสุดเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2569 เมื่อกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC) ได้ตัดสินใจยิงขีปนาวุธนำวิถีจำนวน 2 ลูก มุ่งเป้าไปยังเกาะดิเอโกการ์เซีย ซึ่งเป็นฐานทัพยุทธศาสตร์สำคัญของสหรัฐฯ และสหราชอาณาจักร ในมหาสมุทรอินเดีย แม้ว่ารายงานระบุว่าขีปนาวุธลูกหนึ่งจะล้มเหลวกลางทางและอีกลูกถูกยิงสกัดโดยเรือรบสหรัฐฯ ที่ใช้ระบบ SM-3
แต่สารทางการเมืองและทางทหารที่ส่งออกมานั้น "ชัดเจน" ยิ่งกว่าผลลัพธ์ของการทำลายล้าง
ระยะทางจากชายฝั่งอิหร่านถึงเกาะดิเอโกการ์เซียนั้นอยู่ที่ประมาณ 3,800-4,000 กิโลเมตร ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สร้างความตระหนกให้กับวงการความมั่นคงโลก เพราะก่อนหน้านี้อิหร่านเคยประกาศอย่างเป็นทางการว่าขีปนาวุธของตนมีรัศมีทำการสูงสุดเพียง 2,000 กิโลเมตรเท่านั้น
การโจมตีในครั้งนี้จึงเท่ากับการ "เพิ่มระยะยิงเป็น 2 เท่าในชั่วข้ามคืน" และพิสูจน์ให้เห็นว่าเมืองหลวงในยุโรปทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นลอนดอน ปารีส หรือเบอร์ลิน ต่างตกอยู่ในรัศมีสังหารของอิหร่านอย่างเลี่ยงไม่ได้ ตามการรายงานของ Jerusalem Post
เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางการสู้รบที่ดุเดือดในปฏิบัติการ "True Promise 4" และความพยายามของอิหร่านในการตอบโต้การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลและสหรัฐฯ ต่อโรงงานนิวเคลียร์และฐานทัพในดินแดนของตน การที่อิหร่านสามารถซ่อนเร้นขีดความสามารถที่แท้จริงของขีปนาวุธรุ่นนี้ไว้ได้นานหลายสัปดาห์หรืออาจจะหลายปี ได้สะท้อนถึงความล้มเหลวครั้งใหญ่ของหน่วยข่าวกรองตะวันตก
"คอร์รัมชาห์-4" อาวุธสังหารต่อยอดจาก "เกาหลีเหนือ-รัสเซีย"
ข้อมูลจาก Middle east monitor ขีปนาวุธ "คอร์รัมชาห์-4" (Khorramshahr-4) หรือที่ทางการอิหร่านเรียกว่า "เคย์บาร์" (Kheibar) คือผลผลิตรุ่นที่ 4 ของขีปนาวุธรุ่นคอร์รัมชาห์ ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในเดือนพ.ค.2566 เพื่อรำลึกถึงการปลดปล่อยเมืองคอร์รัมชาห์ในยุคสงครามอิหร่าน-อิรัก
ขีปนาวุธรุ่นนี้มีรากฐานเทคโนโลยีมาจากขีปนาวุธ Musudan (BM-25) ของเกาหลีเหนือ ซึ่งได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากขีปนาวุธ R-27 (SS-N-6 'Serb') ของอดีตสหภาพโซเวียตที่ออกแบบมาเพื่อยิงจากเรือดำน้ำ
- ตัวขีปนาวุธมีความยาวประมาณ 13-13.5 เมตร มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 เมตร และมีน้ำหนักบรรทุกขณะยิง (Launch Weight) ประมาณ 15-20 ตัน
- ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ Arvand โดยใช้เชื้อเพลิงเหลวที่ล้ำสมัยแบบ Hypergolic (Self-igniting Fuel) ซึ่งสารเคมีจะติดไฟเองเมื่อผสมกัน ข้อดีคือไม่ต้องใช้เวลาในการเติมเชื้อเพลิงนานและไม่ต้องใช้ระบบฉีดเชื้อเพลิงซับซ้อน ทำให้สามารถเตรียมการยิงได้ในเวลาเพียงไม่ถึง 15 นาที
- ความเร็วระดับไฮเปอร์โซนิก คอร์รัมชาห์-4 สามารถทำความเร็วได้สูงถึง 16 มัค ในช่วงที่อยู่นอกชั้นบรรยากาศ (Exo-atmospheric) และยังคงความเร็วไว้ได้ที่ 8 มัคเมื่อพุ่งกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเพื่อโจมตีเป้าหมาย
- ขีดความสามารถในการบรรทุกหัวรบหนักตั้งแต่ 1,500-1,800 กิโลกรัม ซึ่งถือเป็นหนึ่งในหัวรบที่หนักที่สุดในโลกสำหรับขีปนาวุธประเภทนี้
นวัตกรรมหัวรบแยกส่วน เอาชนะระบบป้องกัน
ArmyTechnology เว็บไซต์ชั้นนำด้านข่าวสารและการจัดซื้อจัดจ้างในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบุว่า สิ่งที่ทำให้คอร์รัมชาห์-4 เป็นภัยคุกคามที่สกัดกั้นได้ยากยิ่ง คือระบบนำวิถีและลักษณะการโจมตีในช่วงสุดท้าย ในช่วงที่ขีปนาวุธอยู่นอกชั้นบรรยากาศ จะมีการใช้เครื่องยนต์ขนาดเล็ก เพื่อปรับทิศทางวงโคจรให้แม่นยำยิ่งขึ้น และเมื่อขีปนาวุธกลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ระบบนำวิถีจะถูกออกแบบมาให้ต้านทานต่อการรบกวนทางอิเล็กทรอนิกส์
รายงานจาก ศูนย์วิจัย Alma ชี้ให้เห็นว่า ในการโจมตีอิสราเอลเมื่อเดือน มิ.ย.2568 ขีปนาวุธคอร์รัมชาห์อย่างน้อย 1 ลูก ได้ใช้หัวรบแบบ Submunitions (ระเบิดขนาดเล็ก) ที่แตกตัวออกมาจากหัวรบหลักหลายสิบลูก
พล.อ.อาลี ฮาจิซาเดห์ ผู้บัญชาการทางอากาศของ IRGC ระบุว่าขีปนาวุธ 1 ลูก สามารถทำลายเป้าหมายได้พร้อมกันถึง 80 จุด ลักษณะการโจมตีแบบ "ฝนไฮเปอร์โซนิก" นี้ถูกออกแบบมาเพื่อโอเวอร์โหลดระบบป้องกันภัยทางอากาศอย่าง Patriot หรือ Arrow ของอิสราเอลและสหรัฐฯ เนื่องจากระบบสกัดกั้นไม่สามารถยิงทำลายชิ้นส่วนจำนวนมากที่พุ่งลงมาด้วยความเร็วสูงได้พร้อมกันทั้งหมด
นอกจากนี้ การที่ขีปนาวุธรุ่นนี้ถูกประจำการอยู่ใน "เมืองขีปนาวุธ" (Missile Cities) หรือฐานทัพใต้ดินที่ขุดลึกลงไปในภูเขา ทำให้มีความทนทานต่อการถูกโจมตีแบบชิงลงมือก่อน (Preemptive Strike) ทำให้อิหร่านสามารถเคลื่อนย้ายขีปนาวุธเหล่านี้ออกมายิงบนแท่นปล่อยเคลื่อนที่ได้อย่างรวดเร็วและกลับไปกบดานใต้ดินได้ทันที
เงื่อนงำพิสัยทำการ 2,000 หรือ 4,000 กิโลเมตร ?
ปริศนาที่ใหญ่ที่สุดที่สร้างความสงสัยให้กับวงการความมั่นคงโลกคือ อิหร่านขยายพิสัยทำการจาก 2,000 กิโลเมตรเป็น 4,000 กิโลเมตรได้อย่างไร ? Jerusalem Post อ้างอิงผู้เชี่ยวชาญด้านการทหารตั้งข้อสันนิษฐานไว้ 2 แนวทาง
- การปรับลดน้ำหนักหัวรบ หากอิหร่านเปลี่ยนหัวรบขนาด 1.5 ตันให้เล็กลงหรือใช้เทคโนโลยีหัวรบน้ำหนักเบา จะทำให้น้ำหนักรวมของขีปนาวุธลดลงและพุ่งไปได้ไกลขึ้นด้วยพลังงานเท่าเดิม
- เทคโนโลยีการยิงแบบหลายท่อน (Multi-stage Launch) พล.อ.รัน โคชาฟ อดีตผู้บัญชาการป้องกันทางอากาศของอิสราเอล วิเคราะห์ว่าการที่ขีปนาวุธพุ่งไปถึงดิเอโกการ์เซียได้ น่าจะมาจากการใช้วิธีปล่อยแบบ "ดาวเทียม" ซึ่งใช้จรวด 2 ท่อนหรือมากกว่านั้น เพื่อส่งขีปนาวุธออกไปนอกชั้นบรรยากาศในระดับที่สูงขึ้น
ซึ่งสอดคล้องกับความกังวลของสหรัฐฯ และอิสราเอลมาโดยตลอดว่า โครงการปล่อยดาวเทียมของอิหร่าน เช่น จรวด Qaem-100 คือการทดสอบเทคโนโลยีแฝงสำหรับขีปนาวุธข้ามทวีป (Intercontinental Ballistic Missile 3-ICBM) ที่สามารถพุ่งไปไกลได้ถึง 10,000 กิโลเมตร
ความเชื่อมโยงระดับโลก รัสเซีย-จีน-แกนแห่งการต่อต้าน
ความก้าวหน้าของคอร์รัมชาห์-4 ไม่ได้เกิดขึ้นโดยลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์กับมหาอำนาจอื่น รายงานจากเอกสาร U.S. Military Strength ระบุว่า "จีน" คือผู้จัดหาสารโซเดียมเปอร์คลอเรต (Sodium Perchlorate) จำนวนหลายพันตัน ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำคัญในการผลิตเชื้อเพลิงขีปนาวุธให้แก่อิหร่านอย่างต่อเนื่อง แม้จะถูกคว่ำบาตรก็ตาม
ในขณะที่ "รัสเซีย" ได้ขยายความร่วมมือทางการทหารกับอิหร่านอย่างแนบแน่น โดยแลกเปลี่ยนโดรนตระกูลชาเฮด (Shahed) กับเทคโนโลยีป้องกันทางอากาศระดับสูงและเครื่องบินขับไล่ Su-35
ความสัมพันธ์นี้ทำให้คลังแสงของอิหร่านได้รับการฟื้นฟูอย่างรวดเร็วหลังจากการสูญเสียอย่างหนักในการสู้รบกับอิสราเอลและสหรัฐฯ ในช่วงปี 2568-2569 นอกจากนี้ อิทธิพลของอิหร่านยังขยายผ่านกลุ่มตัวแทน เช่น กลุ่มฮูตีในเยเมน กลุ่มเฮซบอลลาห์ในเลบานอน และกองกำลังในอิรัก ที่ต่างใช้เทคโนโลยีขีปนาวุธและโดรนจากเตหะรานในการปิดล้อมเส้นทางเดินเรือสากลและการโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในภูมิภาค
ขีปนาวุธหัวรบนิวเคลียร์สู่วิกฤตความมั่นคงยุโรป
เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ล่าสุดและศักยภาพของคอร์รัมชาห์-4 แนวโน้มในอนาคตมีโอกาสพัฒนาไปใน 4 ทิศทางหลัก ได้แก่
- การก้าวสู่สถานะรัฐที่มีขีปนาวุธข้ามทวีป หากอิหร่านพิสูจน์ได้ว่าสามารถยิงถึง 4,000 กิโลเมตรได้จริง การพัฒนาต่อไปให้ถึง 10,000 กิโลเมตรเพื่อคุกคามแผ่นดินสหรัฐฯ ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ โดยเฉพาะหากมีการผสานเทคโนโลยีจากเกาหลีเหนือที่ปัจจุบันมีขีปนาวุธข้ามทวีปพิสัยไกลอยู่แล้ว
- ภัยคุกคามนิวเคลียร์ หัวรบขนาด 1,500 กิโลกรัมของคอร์รัมชาห์-4 ถูกออกแบบมาให้สามารถรองรับอาวุธนิวเคลียร์ได้ ด้วยระยะเวลาในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมของอิหร่านที่สั้นลงจนเกือบเป็นศูนย์ ขีปนาวุธรุ่นนี้จึงกลายเป็นพาหะที่พร้อมที่สุดหากเตหะรานตัดสินใจข้ามเส้นไปสู่อาวุธปรมาณู
- ความไม่มั่นคงในยุโรป รัฐมนตรีและผู้เชี่ยวชาญในยุโรปเริ่มตระหนักแล้วว่า การที่อิหร่านมีขีปนาวุธพิสัย 4,000 กิโลเมตร ทำให้ยุคสมัยแห่งความนิ่งนอนใจได้สิ้นสุดลง ยุโรปจะถูกกดดันให้ต้องทุ่มงบประมาณมหาศาลเพื่อติดตั้งระบบป้องกันภัยทางอากาศระดับ Exo-atmospheric เช่น Arrow-3 หรือ SM-3 ทั่วทั้งทวีป
- สงครามผสมผสาน (Hybrid Strike Packages) ในอนาคต อิหร่านจะไม่ได้ยิงเพียงขีปนาวุธอย่างเดียว แต่จะใช้การโจมตีแบบผสมผสานระหว่างขีปนาวุธพิสัยกลาง โดรนพลีชีพ และขีปนาวุธร่อน เพื่อสร้างความสับสนให้กับเรดาร์และเผาผลาญขีปนาวุธสกัดกั้นของศัตรูให้หมดไป
เหตุการณ์ในวันที่ 21 มี.ค.2569 คือสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญต่อชาวโลก ขีปนาวุธ "คอร์รัมชาห์-4" ไม่ได้เป็นเพียงอาวุธสำหรับป้องกันประเทศอีกต่อไป แต่คือเครื่องมือเชิงรุกทางยุทธศาสตร์ที่แสดงให้เห็นถึงอำนาจในการแผ่ขยายอิทธิพลของอิหร่านข้ามพรมแดนตะวันออกกลางไปไกลถึงมหาสมุทรอินเดียและยุโรป ตราบใดที่โลกยังไม่มีมาตรการที่สามารถหยุดยั้งการพัฒนาเทคโนโลยีข้ามขีดจำกัดนี้ได้ "พญามัจจุราชไฮเปอร์โซนิก" ลูกนี้จะยังคงเป็นเงาที่ทอดทับความสงบสุขของโลกใบนี้ต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด
อ่านข่าวอื่น :
คิวบาไฟดับทั้งประเทศ 3 ครั้งใน 1 เดือน 10 ล้านชีวิตเผชิญวิกฤตพลังงาน-อาหาร
สหรัฐฯ เตือน "พลเมืองอเมริกัน" ทั่วโลกเพิ่มความระวัง หวั่นเป็นเป้าโจมตี
ความขัดแย้งตะวันออกกลาง อาจพัง "อุตสาหกรรม AI" กว่า 1.5 ล้านล้านเหรียญ