กนง. นัดที่ 2 ปี 69 คาดคงดอกเบี้ย 1% ท่ามกลางกรรมการไม่ครบทีมและปัจจัยเสี่ยงรอบทิศ
ส่องมุมมอง 3 สำนักวิจัย คาด กนง. ยึดนโยบาย Wait-and-see คงดอกเบี้ย 1% ชี้ลดดอกเบี้ยอาจช่วยเศรษฐกิจได้จำกัด ขณะที่ KKP มองต่าง มีลุ้นปรับลดเหลือ 0.75% ปลายปีเพื่อพยุงกำลังซื้อที่อ่อนแอ
วิจัยกสิกรไทย คาดคงดอกเบี้ย
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินการประชุม กนง. 29 เม.ย. คาดคงดอกเบี้ยที่ 1.00% ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังอยู่ในระดับสูงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยกนง. คาดว่าจะมีมุมมอง wait-and-see เพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน สอดคล้องกับท่าทีของธนาคารกลางหลักหลายแห่งทั่วโลก
ขณะเดียวกันคาดว่ากนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 1.00% ตลอดทั้งปี 2569 โดยมีมุมมองว่าอุปสงค์ในประเทศยังอ่อนแอ ทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีประสิทธิผลจำกัดในการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อ และอาจยิ่งซ้ำเติมภาวะอุปสงค์ภายในประเทศให้ชะลอลงมากขึ้น
“การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมอาจไม่สามารถกระตุ้นเศรษฐกิจได้อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่นโยบายการคลังมีแนวโน้มเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบและพยุงเศรษฐกิจได้มีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้นโยบายดอกเบี้ยโดยรวม”
กนง. คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1%
SCB EIC ประเมินว่ากนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย. นี้ และมีแนวโน้มจะใช้นโยบายแบบรอติดตามสถานการณ์ (Wait-and-see) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและข้อจำกัด Policy space
“กนง. ยังไม่มีความจำเป็นต้องเร่งปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้อในทันที เนื่องจากเสถียรภาพด้านต่างประเทศของไทยยังแข็งแกร่ง ความเสี่ยงเงินทุนไหลออกรุนแรงอยู่ในระดับต่ำ”
ขณะที่เงินบาทที่อ่อนค่าลงยังสามารถบริหารจัดการได้ และจะมีส่วนช่วยภาคส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการแข็งค่าของเงินบาทอย่างมากในปีที่แล้ว ขณะที่เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง ภาวะการเงินยังตึงตัว สะท้อนจากสินเชื่อที่หดตัวและ คุณภาพสินเชื่อที่ยังมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ธปท. มีแนวโน้มใช้มาตรการทางการเงินเฉพาะจุดมากขึ้นเพื่อช่วยประคองเศรษฐกิจและบรรเทาผลกระทบต่อภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
KKP คาดคงดอกเบี้ย
KKP Research ประเมินว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะดำเนินนโยบายไปในทางผ่อนคลายมากกว่าการขึ้นดอกเบี้ย เนื่องจากบริบทเงินเฟ้อของไทยเพิ่งพ้นจากภาวะติดลบ ประกอบกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อพุ่งสูงต่อเนื่องมีน้อยกว่าในปี 2565
ทั้งนี้คาดว่ากนง. จะคงอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง และมีโอกาส ปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมลงสู่ระดับ 0.75% ในการประชุมรอบสุดท้ายของปี 2569 เพื่อพยุงกำลังซื้อที่อ่อนแอ ก่อนจะปรับขึ้นกลับสู่ 1.0% ในปี 2570
“ไทยมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ค่อนข้างมาก เนื่องจากเป็นเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงาน พึ่งพาการท่องเทียว มีหนี้ครัวเรือนสูง พื้นที่ทางการคลังจำกัด ครัวเรือนยังฟื้นตัวจากโควิดไม่เต็มที่ ความเสี่ยงที่ต้องจับตาคือสงครามอาจจะยืดเยื้อกว่าที่คาด”
หากสถานการณ์ลุกลาม Stagflation หรือเกิดภาวะขาดแคลนพลังงานและสินค้า จะกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยท่องเที่ยว การบริโภค และมีแรงกดดันต่อ การคลังพร้อมกัน KKP Research จับตา 4 ปัจจัย ได้แก่ แนวโน้มราคาน้ำมัน ความเร็วของการซบเซาด้านท่องเที่ยว การตอบสนองด้านการคลังต่อข้อจำกัดเพดานหนี้ และการสื่อสารของกนง. ต่ออัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มขยับสูงเกินกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ
อย่างไรก็ดีในการประชุม นัดที่ 2 ของปี 2569 ในวันพุธที่ 29 เมษายน 2569 จะมีกรรมการเพียง 6 คนจากปกติจะมี 7 คน เนื่องจาก ดร. สันติธาร เสถียรไทย กรรมการกนง. ได้ลาออกจากตำแหน่ง