โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

Next step ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดึงรัฐบาลใหม่โรดโชว์ ชู ‘Thailand Story’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 มี.ค. เวลา 03.40 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. เวลา 03.39 น.

ช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยค่อนข้างผันผวน ซึ่งก็สอดคล้องกับตลาดหุ้นทั่วโลกที่ต้องเผชิญกับปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์อย่างสงครามในตะวันออกกลางที่สร้างความปั่นป่วน
เป็นรายวัน

“ดร.ศรพล ตุลยะเสถียร” รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) กล่าวว่า ตั้งแต่ช่วงเดือน ธ.ค. 2568 มาจนถึงเดือน ก.พ. 2569 จะเห็นว่ามีเงินไหลเข้ามาตลาดหุ้นไทยประมาณ 6 หมื่นล้านบาท ถือว่าค่อนข้างมาก ขณะที่เดือน มี.ค. 2569 มีประเด็นภูมิรัฐศาสตร์เข้ามา ทำให้ฟันด์โฟลว์มีทั้งไหลเข้าและไหลออกสลับวันกันไป เนื่องจากยังไม่มีเทรนด์ที่ชัดเจนว่า สถานการณ์ในตะวันออกกลางจะจบอย่างไร จะยืดเยื้ออย่างไร

“ฉะนั้น ในมุมหนึ่งหุ้นไทย ซึ่งเป็นตลาดเกิดใหม่ เงินก็ไหลออกไปตามกระแส ไป Safe Haven แต่อีกมุมหนึ่ง ประเทศไทยก็มีจุดแข็งที่เรากึ่ง ๆ เป็นหลุมหลบภัย เพราะเราไม่มีฟองสบู่ AI เรามีพื้นฐานเศรษฐกิจมหภาค ทั้งเงินทุนสำรองระหว่างประเทศระดับสูง เงินเฟ้อที่ไม่ได้สูงเมื่อเทียบกับต่างประเทศ และเราเริ่มมีสตอรี่ที่ปัจจัยทางด้านการเมืองเริ่มมีเสถียรภาพ ที่จะขับเคลื่อนโปรเจ็กต์ใหญ่ ดังนั้นช่วงนี้ที่ผันผวนก็จะมีทั้งเงินเข้าบ้างและออกบ้างในระยะสั้น”

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯมีมาตรการที่จะดูแลความผันผวนระยะสั้นในมืออยู่แล้ว มีความยืดหยุ่นที่จะรองรับความผันผวนได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ดี เรื่องที่เป็นระยะยาวก็ต้องทำ คือ ทำอย่างไรให้หุ้นไทยน่าสนใจ ทำอย่างไรให้บริษัทจดทะเบียนไทยสามารถแข่งขันได้ ทั้งในภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ รวมถึงความน่าสนใจที่จะเข้ามาระดมทุน โดยรวมก็คือต้องทำให้ตัวเองเข้มแข็ง

ดร.ศรพลกล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯเตรียมมาตรการด้านตลาดทุนต่าง ๆ ไว้เสนอรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา อย่างโครงการ Bond Connect ที่คาดว่าจะเปิดตัวได้ประมาณกลางปี 2569 โดยจะเปิดให้นักลงทุนสามารถซื้อขายพันธบัตรออมทรัพย์ (Saving Bond) ได้ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จากเดิมที่เมื่อขายหุ้นจะถือเงินสด ซึ่งให้ดอกเบี้ยต่ำ ก็สามารถเปลี่ยนไปถือบอนด์ โดยสามารถใช้เป็นหลักประกันในการกู้ยืมหรือเป็นที่พักเงิน

นอกจากนี้ ปีนี้ยังเตรียมแผนโรดโชว์ในต่างประเทศ โดยเน้นสิงคโปร์และฮ่องกง ซึ่งเป็น Financial Hub ในภูมิภาค รวมถึงอาจมีอังกฤษด้วย โดยรอความชัดเจนของรัฐบาลใหม่ในการเชิญร่วมทริปโรดโชว์ด้วย ทั้งนี้ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ที่นายกรัฐมนตรีไปร่วมโรดโชว์ที่สิงคโปร์ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี ถือว่าได้รับผลตอบรับที่ดี โดยนักลงทุนให้ความสนใจนโยบายรัฐที่จะผลักดัน New Economy

“ตอนนี้เราต้องการ Thailand Story เป็นจังหวะเลย ทางตลาดหลักทรัพย์ฯพร้อม ถ้ารัฐบาลพร้อมเมื่อไหร่ ก็ยินดีร่วมกัน”

นอกจากนี้ โครงการบัญชีออมลงทุนส่วนบุคคลใหม่ (TISA) ก็คงมีการผลักดันกันต่อ โดยโครงการนี้มีตัวอย่างในหลายประเทศ มีต้นแบบจากญี่ปุ่นและอังกฤษ จุดแข็งคือการเป็นมาตรการที่ถาวร แตกต่างจากกองทุน LTF จึงจะช่วยสร้างความมั่นใจให้ทั้งนักลงทุนและผู้จัดการกองทุน

อีกทั้งยังเปิดทางเลือกในการลงทุนที่หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่จำกัดอยู่ในกองทุน ทั้งหุ้นรายตัวและพันธบัตร ซึ่งนักลงทุนสามารถเลือกลงทุนได้ตามความต้องการ รวมถึงตลาดหลักทรัพย์ฯอาจพัฒนาเครื่องมือเพื่อรวบรวมข้อมูลการลงทุนไว้ใน TISA ที่เดียวด้วย

ขณะที่โครงการ Jump+ เป็นหนึ่งในโครงการหลักที่ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความตั้งใจผลักดันตั้งแต่เข้ารับตำแหน่ง โดยได้หารือกับทีมกลยุทธ์ว่าอยากผลักดันทั้ง Jump+ และ Bond Connect ซึ่งเมื่อดูจากจำนวนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่สมัครเข้าร่วม ถือว่าบรรลุเป้าหมาย

ดร.ศรพลกล่าวว่า โครงการ Jump+ มีขึ้นเพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นด้านบรรษัทภิบาล แม้บริษัทจดทะเบียนที่มีปัญหาจะมีจำนวนน้อย แต่สร้างความเสียหายต่อภาพรวมของตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะเดียวกันก็มีหลายบริษัทที่มีความตั้งใจและทำผลงานได้ค่อนข้างดี ยกตัวอย่างปี 2568 มีบริษัทกว่า 200 บริษัทที่มีกำไรสูงขึ้น (Earning Increase) จึงอยากให้มีสตอรี่ของเสียงของบริษัทจดทะเบียนที่มีจำนวนมากได้สื่อสารออกไป

“มันมีบริษัทที่ทำดีแต่ราคามันลง เลยคิดว่าเป็นไปได้ไหมว่าจะเอาบริษัทที่ทำดีหลาย ๆ แห่งมารวมกัน เล่าสตอรี่ของตัวเองให้กับนักลงทุนในลักษณะที่ใกล้ชิดขึ้น โดยเล่าว่ามีแผนอะไรที่จะทำการพัฒนามูลค่าของหุ้น ซึ่งแผนต้องได้รับการรับรองจากบริษัท เพราะฉะนั้น มันเป็นอะไรที่ Complement ระดับหนึ่ง และต้องพบและตอบคำถามกับนักลงทุนอยู่เสมอ หลายประเทศที่ทำมาหลายปี ได้แก่ ญี่ปุ่น ทำมา 3 ปี ชื่อว่า Corporate Value Up ส่งผลให้เกิดความเชื่อมั่นกลับมา”

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์ฯ กล่าวว่า ในช่วงเริ่มต้นตั้งเป้า บจ. เข้าร่วมโครงการ Jump+ ไว้ที่ 50-100 บริษัท แต่ปัจจุบันมี บจ. เข้าร่วมจำนวน 144 บริษัท ซึ่งจะปิดรับสมัครในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี โดยขั้นตอนต่อไปคือการสื่อสารแผนธุรกิจของบริษัทให้กับนักลงทุนได้รับทราบ

นอกจากนี้ การดึงดูดอุตสาหกรรมใหม่ให้เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ยังเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ดำเนินการร่วมกับคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือ BOI to IPO โดยยอมรับว่า บจ.ไทย โดยเฉพาะใน SET50 ยังเป็นอุตสาหกรรมเดิมเป็นหลัก ขณะที่ปีที่ผ่านมา มีนักลงทุนยื่นขอส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทยด้วยมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ และมีอุตสาหกรรมใหม่ (S-curve) อยู่ในกลุ่มนั้น

“ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา การเติบโตของ บจ.ไทยโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมี EPS Growth เฉลี่ยไม่ถึง 3% สะท้อนการเติบโตของเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้าน เพราะฉะนั้น หากจะดึงทุนเข้ามาต้องสร้างความน่าสนใจ ธุรกิจต้องมีการลงทุนและเติบโต โครงการ Jump+ เป็นหนึ่งในโครงการที่จะตอบปัจจัยนี้ิ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Next step ตลาดหลักทรัพย์ฯ ดึงรัฐบาลใหม่โรดโชว์ ชู ‘Thailand Story’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...