น้ำมันแพงเปลี่ยนวิธีเดินทาง Grab เปิด Group Ride ทางเลือกใหม่ แชร์รถหารกันใช้
น้ำมันที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ทำให้หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า แนวโน้มราคาจะไปจบตรงไหน โดยเฉพาะถ้าสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และยังคงกดดันราคาพลังงานโลกอยู่แบบนี้ แต่ในขณะที่ภาพใหญ่ของโลกอาจควบคุมไม่ได้ คนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงอย่างเราๆ ก็ต้องเริ่มปรับตัวเพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่สูงขึ้นเช่นกัน
หลายคนเริ่มมองหาโซลูชันการเดินทางที่คุ้มกว่าการใช้น้ำมันด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการหันไปใช้ขนส่งสาธารณะมากขึ้น หรือใช้บริการแอปเรียกรถ ซึ่งบางครั้งถ้ามีโค้ดส่วนลด ก็อาจช่วยประหยัดค่าเดินทางได้ไม่น้อย
ล่าสุดในงานแถลงแผนธุรกิจปี 2026 Grab เองก็เริ่มทดลองอีกหนึ่งทางเลือกในการเดินทาง คือบริการ Group Ride ที่เปิดให้ผู้โดยสารหลายคนเดินทางไปในเส้นทางใกล้เคียงกัน และแชร์รถคันเดียวกัน เพื่อลดค่าใช้จ่ายต่อคนลง และทำให้การเดินทางคุ้มค่ามากขึ้นในช่วงที่ค่าน้ำมันยังผันผวนแบบนี้
[ Group Ride เรียกรถคันเดียว แต่ไปคนละที่กันได้ หารค่าใช้จ่ายที่แฟร์ขึ้น ]
‘จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม’ กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย เล่าให้ฟังถึงฟีเจอร์นี้ว่า Group Ride เป็นโมเดลจากการสั่งอาหารแบบกลุ่ม (Group Order) ใน GrabFood ที่ยิ่งสั่งเยอะยิ่งได้ส่วนลด มาประยุกต์ใช้กับการเดินทาง โดยในต่างประเทศอย่างสิงคโปร์หรืออเมริกาอาจมีบริการ Ride Sharing ที่ให้นั่งรถไปกับคนแปลกหน้าได้
แต่จากการทำ Focus Group พบว่า คนไทยไม่กล้านั่งรถกับคนไม่รู้จัก Grab จึงออกแบบ Group Ride ให้เป็นการเดินทางร่วมกับเพื่อนหรือคนรู้จักแทน
โดยวิธีการใช้งานก็มีผู้ใช้งานที่เป็นโฮสต์ (Host) สามารถสร้างการเดินทางและ ส่งลิงก์เชิญชวนเพื่อนผ่านทางแอปพลิเคชัน Line หรือ WhatsApp เพื่อให้เพื่อนนั่งรถคันเดียวกันไปยังจุดหมาย โดยที่ Group Ride ช่วยให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น แทนที่เพื่อน 3-4 คนจะต้องเรียกรถแยกกัน 3-4 คัน ก็สามารถนั่งรถคันเดียวและหารค่าโดยสารกันได้ ซึ่งช่วยลดจำนวนรถบนท้องถนนด้วย
ในส่วนของเรื่องราคาตอนนี้ระบบยังเป็นการ “หารเท่ากัน” เช่น หากค่ารถ 300 บาท นั่ง 3 คน ก็จะหารคนละ 100 บาท แผนในอนาคต พัฒนาระบบการหารค่าโดยสารให้ “ฉลาดขึ้น” ตามระยะทางจริง เช่น หากใครลงก่อนหรือนั่งระยะสั้นอาจจ่าย 80 บาท ส่วนคนที่นั่งไกลกว่าอาจจ่าย 140 บาท เพื่อความยุติธรรม
ปัจจุบัน Grab ได้เริ่ม Launch บริการนี้แล้วทั่วประเทศ แต่ยังอยู่ในช่วงของการ “ทดลอง” เพื่อเก็บข้อมูล Traction และฟังฟีดแบคจากลูกค้าเพื่อนำมาปรับปรุงก่อนให้บริการเต็มรูปแบบ
[ บริการ Saver โตแรงทั้งรถยนต์-มอไซค์ และส่งอาหาร ]
นอกจากบริการใหม่อย่าง Group Ride แล้ว Grab ยังเห็นเทรนด์ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่า” มากขึ้น
‘จันต์สุดา’ เล่าว่า ในธุรกิจการเดินทาง ปีที่ผ่านมา Grab ประสบความสำเร็จอย่างมากกับการขยายบริการเรียกรถราคาประหยัดอย่าง SAVER ทั้งในหมวดรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่ให้ความสำคัญกับราคาในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น
“ในยุคที่ทุกคนต้องรัดเข็มขัด บริการ Saver มีอัตราการใช้งานเติบโตสูงขึ้นกว่า 250% ในปีที่ผ่านมา”
ในอีกด้านหนึ่ง Grab ก็พยายามช่วยลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นต่อฝั่งคนขับเช่นกันบริษัทได้ประกาศงบประมาณช่วยเหลือเบื้องต้น 10 ล้านบาท เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายด้านน้ำมันให้กับพาร์ตเนอร์คนขับ พร้อมทั้งติดตามสถานการณ์ราคาพลังงานอย่างใกล้ชิด
หากราคาน้ำมันยังคงปรับตัวสูงขึ้นในระยะยาว Grab ระบุว่าอาจพิจารณา การเพิ่มค่าธรรมเนียมน้ำมัน (Fuel Surcharge)เพื่อกระจายภาระต้นทุนอย่างสมดุล ไม่ให้ตกอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมากเกินไป
Grab มองว่าแนวทางที่ยั่งยืนที่สุดในการแก้ปัญหาต้นทุนพลังงาน คือการผลักดันให้คนขับเปลี่ยนมาใช้ ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) หนึ่งในโครงการสำคัญคือ Drive to Own ที่เปิดโอกาสให้คนขับสามารถเช่าซื้อรถ EV ได้ง่ายขึ้น ผ่านการผ่อนชำระรายวันประมาณ 800–1,000 บาท และเมื่อครบสัญญา 5 ปี รถจะตกเป็นของคนขับทันที
ขณะเดียวกัน Grab ร่วมมือกับพันธมิตรอย่าง SHARG ในการพัฒนา Charging Station หรือสถานีชาร์จสำหรับคนขับ Grab โดยเฉพาะ เน้นระบบ Fast Charge ที่สามารถชาร์จเต็มได้ภายในประมาณ 20 นาที มอบส่วนลดค่าไฟสำหรับคนขับ เหลือประมาณ 6 บาทต่อหน่วย จากปกติราว 7 บาท ซึ่งช่วยลดต้นทุนพลังงานได้ราว 60–70% เมื่อเทียบกับการใช้น้ำมัน
นอกจากนี้ อีกหนึ่งกลยุทธ์คือการเพิ่มโอกาสในการรับงานของคนขับ ‘จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม’ Grab ระบุว่า บริการกลุ่ม Saver ทั้งในหมวดการเดินทางและส่งอาหาร ช่วยเพิ่มความถี่ของคำสั่งซื้อ ทำให้คนขับมีงานต่อเนื่องมากขึ้น ส่งผลให้ รายได้ต่อชั่วโมงของการออนไลน์ สูงขึ้นตามไปด้วย และบริษัทอาจมีการปรับ ค่าคอมมิชชันแบบยืดหยุ่นในบางช่วงเวลา เช่น การลดค่าคอมมิชชันลงจากอัตราปกติ เพื่อจูงใจให้คนขับออกมารับงานมากขึ้น
[ ทดลองสินเชื่อเงินสด Grab Quick Cash ]
นอกเหนือจากบริการด้านการเดินทาง Grab ยังเริ่มทดลองเปิดตัวบริการใหม่อย่าง Grab Quick Cash ซึ่งเป็นสินเชื่อเงินสดสำหรับบุคคลทั่วไปเป็นครั้งแรก บริการนี้ออกแบบมาเพื่อช่วยผู้ที่ต้องการเงินทุนไปใช้ในการประกอบอาชีพ โดยให้วงเงินสูงสุด 20,000 บาท และสามารถผ่อนชำระได้นานสูงสุด 6 เดือน ดอกเบี้ย 33%
ในส่วนของธุรกิจจฟู้ดเดลิเวอรีมีรายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 (e-Conomy SEA 2025) โดย Google, Temasek และ Bain & Company ระบุว่าเศรษฐกิจดิจิทัลไทยในปี 2568 มีมูลค่าสูงถึง 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.78 ล้านล้านบาท) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจแอปพลิเคชันเรียกรถและฟู้ดเดลิเวอรี ซึ่งมีอัตราการเติบโตสูงกว่า 15% ในปีที่ผ่านมา
ขณะที่รายงานด้านแพลตฟอร์มฟู้ดเดลิเวอรีเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ประจำปี 2568 โดยบริษัท Momentum Works ระบุว่าตลาดฟู้ดเดลิเวอรีในประเทศไทยมีขนาดใหญ่ เป็นอันดับสองในภูมิภาค โดยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ (หรือประมาณ 1.62 แสนล้านบาท) และมีอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาสูงกว่า 22%
‘จันต์สุดา’ อธิบายว่า สำหรับธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี จะนำเสนอความคุ้มค่าผ่านการทำแคมเปญและโปรโมชันตลอดทั้งปี ไม่ว่าจะเป็น ดีลลดแรงทุกวัน (Hot Deals) บริการส่งแบบประหยัด (SAVER Delivery) การทำแคมเปญประจำสัปดาห์-เดือน รวมถึงแคมเปญใหญ่อย่าง Mega Sale ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้บริการประหยัดค่าใช้จ่ายได้รวมกว่า 6.9 พันล้านบาท
ขณะเดียวกันเรายังคงรักษาฐานลูกค้าในกลุ่มพรีเมียมที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพและความหลากหลายของร้านอาหารผ่านแฟลกชิปแบรนด์อย่าง GrabThumbsUp และ Only at Grab โดยปัจจุบันมีร้านอาหารในกลุ่มนี้มากกว่า 2 หมื่นร้านทั่วประเทศ
นอกจากนี้ อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญคือการสนับสนุนโครงการคนละครึ่งพลัสของรัฐบาล ซึ่งช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค รวมถึงสร้างรายได้ให้กับไรเดอร์และผู้ประกอบการร้านอาหาร โดยมีร้านที่เข้าร่วมโครงการฯ กับแกร็บเกือบ 4 หมื่นร้านและช่วยเพิ่มยอดขายให้กับร้านเหล่านั้นได้มากกว่าเดิมถึง 3 เท่าตลอดโครงการ
สำหรับทิศทางการเติบโตธุรกิจของแกร็บในประเทศไทยเติบโตไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
“เพื่อสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน ในปี 2569 แกร็บมุ่งเสริมสร้าง ความแข็งแกร่งทางธุรกิจควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนองค์กรอย่างมีเป้าหมายภายใต้แนวคิด ‘Winning with Purpose Together’ โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 มิติหลัก
นั่นคือ การสร้างธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง (Winning Business Growth) การส่งเสริมความยั่งยืนและสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกต่อสังคม (Winning Sustainable Impact) และการสนับสนุนนโยบายระดับชาติ (Winning with National Priorities) เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้าในภาวะที่ทั่วโลกกำลังเผชิญหน้ากับความท้าทาย” จันต์สุดา กล่าว