ตั้งสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย อัพมาตรฐานอินฟลูฯ กว่า 9 ล้านคน สู่อาชีพจริงที่เข้าถึงเงินทุน-สวัสดิการสังคม
การเปิดตัวสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (Thailand Content Creator Association: TCCA) เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นการรีเซ็ตวงการครีเอเตอร์ในประเทศไทยครั้งใหญ่ ซึ่งปัจจุบันมีกว่า 9 ล้านคน (Part-Time) และเกือบ 2 ล้านคนที่เป็น Full-time แต่กลับยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และสิทธิประโยชน์บางอย่าง รวมถึงในเชิงโครงสร้าง เพียงเพราะว่ายังไม่ถูกบรรจุให้เป็น ‘อาชีพ’ จริงจังในเมืองไทย
TODAY Bizview ได้พูดคุยกับ ‘เอ็ม-ขจร เจียรนัยพานิชย์’ นายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย, บรรณาธิการบริหาร RAiNMaker, iCreator Community ถึงเบื้องลึกการก่อตั้งสมาคมฯ ให้เป็นตัวกลางที่จะมาแก้ Pain Point และสร้างมาตรฐานใหม่ให้วงการสร้างสรรค์ของไทย
[ ยังไม่ยอมรับเป็นอาชีพ จึงขาดการเข้าถึงเงินทุน ]
เอ็ม-ขจร ได้เล่าว่า“สถานการณ์ก่อนหน้านี้คือ ครีเอเตอร์ไทยเบอร์เล็กๆ ยังไม่ได้รับการโฟกัสอย่างเต็มที่ ส่วนใหญ่จะเป็นเบอร์ใหญ่ๆ ที่ขับเคลื่อน นอกจากนี้การที่ครีเอเตอร์ยังไม่ถูกบรรจุให้เป็นหนึ่งในอาชีพในไทย ทำให้สถานะทางการเงินอาจยังไม่มั่นคง อย่างการกู้เงิน ไม่มีเครดิตพอที่จะเข้าถึงสินเชื่อ หรือแม้แต่การเข้าถึงประสังคมที่อาจจะไม่ได้รับการสนับสนุนเต็มที่”
สิ่งเหล่านี้เป็น Pain Point ที่เกิดขึ้นมานานในไทย และก็เป็นเรื่องที่ตัวเขาเองเห็นพยายามศึกษามาตลอด 5 ปี แต่เพิ่งมีโอกาสได้โฟกัสแบบจริงจังช่วง 2 ปีหลัง จนกระทั่งได้เปิดตัวสมาคมฯ ขึ้นมาจริงๆ
“ปัญหาหลักคือ ที่ผ่านมาครีเอเตอร์ต่างคนต่างทำ และคำว่าครีเอเตอร์มันกว้างมากๆ รวมถึงยังไม่มีคนกลางที่หน่วยงานต่างๆ จะเข้ามาประสานได้ พูดง่ายๆ ก็คือ ภาครัฐก็ไม่รู้จะเข้ามาซัพพอร์ตตรงไหน อย่างรัฐบาลชุดก่อนที่อยากจะสนับสนุน Soft Power 10 อุตสาหกรรม ก็ยังไม่มีครีเอเตอร์เลย เพราะไม่มีกองกลางที่เป็นทางการ”
[ แผน 4 เดือน = เร่งสร้าง ‘บาร์’ มาตรฐานครีเอเตอร์ไทย ]
เอ็ม-ขจร แชร์ว่า ช่วง 4 เดือนแรกหลังจากนี้สิ่งที่ต้องทำโดยด่วนก็คือ การแนะนำสมาคมฯ และการเข้าไปทำ MOU หรือสร้างดีลกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียต่างๆ ด้วย
“พยายามทำให้เกิดความเข้าใจสมาคมฯ เราก่อนว่าหน้าที่ของเราคืออะไร จุดประสงค์ของเรา ผมอยากให้เราสามารถคุยกันได้ก่อนที่จะออกกฎหมายควบคุมครีเอเตอร์ เพราะปัญหาก่อนหน้านี้คือ เราไม่มีมาตรฐานกลางที่เป็นไกด์ไลน์ให้กับกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์เลย”
บรรทัดฐานที่จะเปลี่ยนโฉมวงการครีเอเตอร์ไทย ‘แบบเร่งด่วน’ 2 ประเด็นหลัก ก็คือ
1.ล้างภาพการเหมารวมครีเอเตอร์ทั้งหมด และส่องไฟให้คนที่คุณภาพมากขึ้น เขาอธิบายว่า สมาคมฯ ต้องการสร้างมาตรฐานกลางในการคัดกรองครีเอเตอร์ที่มีจริยธรรมและคุณภาพ เพื่อให้เอเจนซีหรือแบรนด์มั่นใจในการจ้างงาน เช่น การรับรองจากทางสมาคมฯ เป็นเหมือนใบการันตีความมืออาชีพ
2.เคลียร์คัตเรื่องข้อกฎหมายที่อาจทำให้ครีเอเตอร์ผิดพลาดได้ ซึ่งเขาได้ยกตัวอย่างหน่วยงานที่เตรียมจะออกกฎหมายควบคุม อย่าง ตลาดหลักทรัพย์ และอย. เพื่อกำหนดสิ่งที่ครีเอเตอร์ไทยสามารถเผยแพร่ได้หรือสิ่งไหนที่ไม่ได้ ซึ่งสมาคมฯ จะเป็นเหมือนคนกลางในการเจรจา/สื่อสาร เพื่อให้ขอบเขตเหล่านั้นชัดเจนที่สุด
เอ็ม-ขจร ได้พูดถึง มาตรฐานสัญญาผ่านแบรนด์ MCN ซึ่งยังเป็นสิ่งที่หลายคนยังไม่รู้ แต่กำลังเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตในไทยอย่างมากในปัจจุบัน เขาอธิบายว่า “สัญญากับครีเอเตอร์ MCN ซึ่งเป็นต้นสังกัดของครีเอเตอร์จำนวนมากในไทย คล้ายกับเป็นศิลปินในค่ายกับแกรมมี่, RS ตลาดนี้โตมากๆ ในไทย มีข้อมูลว่าเกือบครึ่งเป็นสัญชาติจีน ดังนั้น สมาคมฯ ของเราจะช่วยดีลกับสัญญาบางข้อที่อาจไม่ยุติธรรม หรือไม่เวิร์คกับคนไทย เป็นต้น”
[ ครีเอเตอร์ไทย ยังกระจุกตัวแค่ในกรุงเทพฯ ]
ข้อมูลน่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งที่ เอ็ม-ขจร แชร์ว่า ประมาณ 70-80% ในปัจจุบันไทยมีครีเอเตอร์ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งในมุมของเขามันคือการกระจุกตัวมากเกินไป
ในอนาคตเตรียมทำโปรเจกต์ Training & Workshop และระบบ E-learning ที่มีคอร์สฟรีมากกว่า 100 คอร์สสำหรับสมาชิก ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวช่วยที่กระจายโอกาสดีๆ ไปสู่ครีเอเตอร์ทั่วประเทศได้
“ครีเอเตอร์เองก็มีบทบาทต่อเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน เราอยากเห็นโรงแรมในภูเก็ต ทำคอนเทนต์สนุกๆ ได้เหมือนกรุงเทพ หรือร้านกาแฟชิคๆ ในเชียงใหม่ที่มีคอนเทนต์น่าสนใจเพิ่มขึ้นอีก”
สำหรับครีเอเตอร์สายไหนที่เซนซิทีฟ ซึ่งต้องใช้เวลาในการพูดคุยหรือดีลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในมุมของ เอ็ม-ขจร เขายกตัวอย่างดังนี้
- การลงทุน
- สุขภาพ
- สื่อ (ที่ไม่ใช่นักข่าว)
- ความรู้เชิงการแพทย์
- การให้ความรู้เรื่องกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวสิ่งที่อาจจะเห็นหลังจากนี้คงเป็นการแยกกลุ่มสมาคมฯ ที่เฉพาะสายมากขึ้น เช่น สายสุขภาพ, สายบิวตี้, สายท่องเที่ยว เพื่อทำให้เกิดความเข้าใจ มาตรฐานที่ตรงสายมากขึ้นสำหรับกลุ่มอินฟลูเอนเซอร์ในไทย
นอกจากนี้ เอ็ม-ขจร ยังย้ำว่า “บทบาทของสมาคมไม่ใช่การควบคุมครีเอเตอร์ แต่คือการสร้างความชัดเจนให้กับอุตสาหกรรม ทั้งในด้านมาตรฐาน จริยธรรม และแนวปฏิบัติ เพื่อให้ครีเอเตอร์สามารถเติบโตในฐานะวิชาชีพ ขณะที่แบรนด์และเอเจนซีสามารถทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ได้อย่างมั่นใจและวัดผลได้มากขึ้น”
“ผมเชื่อว่าครีเอเตอร์ไทยเก่งระดับโลก เราอยากพาวงการนี้ไปให้ถึงระดับสากล เพราะ Creator Economy ไม่ใช่แค่เรื่องของความบันเทิงอีกต่อไป แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญที่จะช่วยผลักดันเศรษฐกิจและสังคมไทยให้โตไปพร้อมกัน”
ส่วนเงื่อนไขสมาชิกของสมาคมฯ สำหรับครีเอเตอร์ เบื้องต้นก็คือ มีอายุมากกว่า 18 ปี (หากต่ำกว่า 18 ปี ต้องมีผู้ปกครองรับรอง), มีผู้ติดตามเกิน 1,000 คน, ค่าธรรมเนียมสมาชิก 2,500 บาทต่อปี เป็นต้น
สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงแรกของสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทยก็คือ Ecosystem ที่แข็งแรงที่สุดเพื่อให้กลุ่มครีเอเตอร์ไทยเติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจที่จะโตขึ้นตาม