เปิดชนวนรอยร้าว OPEC ชี้ UAE ไม่ใช่รายแรกที่ถอนตัว
การออกจาก OPEC ของ UAE ไม่ได้เป็นแค่การเปลี่ยนสมาชิก แต่เป็นสัญญาณเตือนว่าความเป็นเอกภาพของกลุ่มกำลังสั่นคลอน และอาจนำไปสู่ผลกระทบต่อราคาน้ำมันและเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป
วันที่ 29 เมษายน 2569 การตัดสินใจของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) ในการถอนตัวออกจาก OPEC สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระบบพลังงานโลกอย่างมีนัยสำคัญ
แต่นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ประเทศสมาชิกเลือกออกจากกลุ่ม โดยก่อนหน้านี้กาตาร์ได้ถอนตัวในปี 2562 เพื่อมุ่งเน้นธุรกิจก๊าซธรรมชาติ ขณะที่เอกวาดอร์ออกจากกลุ่มในปี 2563 เพื่อลดภาระทางการคลัง และแองโกลาถอนตัวในปี 2567 เนื่องจากไม่พอใจโควตาการผลิต โดยสาเหตุหลักของการถอนตัวเหล่านี้มักเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดด้านการผลิตและยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของแต่ละประเทศ
องค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC) ก่อตั้งขึ้นในปี 1960 เพื่อควบคุมอุปทานน้ำมันและรักษาเสถียรภาพราคาในตลาดโลก ปัจจุบันโลกผลิตน้ำมันประมาณ 100-102 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า OPEC ผลิตน้ำมันราว 27-30 ล้านบาร์เรล/วัน หรือคิดเป็นประมาณ 30% ของอุปทานโลก และหากรวมพันธมิตร OPEC+ เช่น รัสเซีย สัดส่วนจะเพิ่มเป็น 40-45% ของตลาดโลก
อย่างไรก็ตาม กลไกโควตาการผลิตกลายเป็นจุดเปราะบางของกลุ่ม โดยเฉพาะในกรณีของ UAE ซึ่งข้อมูลจาก IEA ระบุว่า UAE มีการผลิตจริงประมาณ 2.3-2.4 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่มีกำลังการผลิตสูงสุดถึง 4.0-4.3 ล้านบาร์เรล/วัน หมายความว่าประเทศใช้ศักยภาพได้เพียงราวครึ่งหนึ่ง ส่งผลให้เกิดต้นทุนโอกาสจากการลงทุนที่ไม่สามารถสร้างรายได้เต็มที่
ในขณะที่ประเทศแกนหลักอย่างซาอุดีอาระเบียยังคงมีบทบาทนำในการควบคุมตลาด โดยข้อมูลจาก U.S. Energy Information Administration ระบุว่า ซาอุดีอาระเบียผลิตน้ำมันประมาณ 9-10 ล้านบาร์เรล/วัน จากศักยภาพสูงสุดราว 12 ล้านบาร์เรล/วัน ขณะที่อิหร่านผลิตประมาณ 4-4.5 ล้านบาร์เรล/วัน และอิหร่านผลิตราว 3-3.5 ล้านบาร์เรล/วัน แม้จะถูกคว่ำบาตร
ด้านนโยบาย OPEC+ ข้อมูลจากแถลงการณ์ของ OPEC เดือนเมษายน 2568 ระบุว่า กลุ่มยังคงจำกัดการผลิตประมาณ 2 ล้านบาร์เรล/วัน และมีการลดเพิ่มเติมโดยสมัครใจรวมสูงถึง 3.5-5 ล้านบาร์เรล/วัน เพื่อพยุงราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม รายงานของนักวิเคราะห์จาก Kpler และ Rystad Energy ชี้ว่าปัญหาสำคัญคือการที่บางประเทศไม่ปฏิบัติตามโควตา ขณะที่บางประเทศได้รับการยกเว้น เช่น อิหร่าน ลิเบีย และเวเนซุเอลา
นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจแล้ว ปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นแรงเร่งสำคัญ โดย U.S. Energy Information Administration ระบุว่า ช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซคิดเป็นกว่า 20% ของอุปทานโลก การปิดเส้นทางดังกล่าวจึงส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อประเทศผู้ส่งออกอย่าง UAE
นักวิเคราะห์จาก Kpler ระบุว่า ประเทศอย่างคาซัคสถาน ซึ่งผลิตเกินโควตาอย่างต่อเนื่อง อาจเป็นผู้สมัครรายถัดไป ขณะที่ไนจีเรียกำลังลดการพึ่งพาการส่งออกน้ำมันดิบ และหันไปเน้นการกลั่นภายในประเทศผ่าน Dangote refinery ส่วนเวเนซูเอลา ซึ่งกำลังฟื้นกำลังการผลิต ก็อาจต้องการความยืดหยุ่นมากขึ้น
นักวิเคราะห์จาก Rapidan Energy Group เตือนว่า หากเกิดการถอนตัวต่อเนื่อง OPEC อาจสูญเสียส่วนแบ่งตลาดต่ำกว่า 25% ของโลก ซึ่งจะกระทบโดยตรงต่ออำนาจในการกำหนดราคา และเพิ่มความผันผวนในตลาดพลังงานโลก
อย่างไรก็ตาม รายงานวิเคราะห์ของ IEA ชี้ว่า OPEC ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงวิกฤต เช่น การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่กลุ่มสามารถประสานการลดกำลังการผลิตเพื่อพยุงราคาน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น การถอนตัวของ UAE จึงไม่ใช่เพียงเหตุการณ์เฉพาะหน้า แต่เป็นสัญญาณของการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างของตลาดพลังงานโลก จากระบบควบคุมร่วมกันไปสู่การแข่งขันของแต่ละประเทศ และตั้งคำถามสำคัญว่า ในอนาคต OPEC จะยังคงเป็นผู้กำหนดเกมของตลาดน้ำมันโลก หรือจะกลายเป็นเพียงหนึ่งในผู้เล่นในตลาดที่ผันผวนมากขึ้น
อ้างอิง : iea.org, opec.org, eia.gov