โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หนทางเอาตัวรอด ก่อนถูกท่านเสนาบดีหย่า

นิยาย Dek-D

อัพเดต 18 มี.ค. 2568 เวลา 10.46 น. • เผยแพร่ 02 ม.ค. 2568 เวลา 12.30 น. • LifetimeReader
สวี่หนิงทะลุเข้ามาในนิยายพบว่าสามีที่ไม่แม้แต่จะพูดคุยกันที่แท้จะกลายเป็นท่านเสนาบดีใหญ่ตัวร้ายในอนาคต แต่สภาพตอนนี้ข้าวจะหุงก็ยังไม่มี หนทางที่จะเอาตัวรอดคือเกาะขาสามีตัวร้ายผู้นี้ด้วยการทำให้เขาอิ่ม

ข้อมูลเบื้องต้น

สวี่หนิง เชฟฝึกหัดสาวที่ตั้งใจฝึกฝนเพื่อจะเป็นแม่ครัวมือหนึ่งในอนาคตแต่ดันถูกหม้ออัดแรงดันระเบิดใส่ แทนที่จะเสียชีวิตกลับมาโผล่ในนิยายเรื่อง ‘ทะลุมิติครานี้ ข้าต้องรอด’ บางทีถ้าทะลุมาเป็นนางเอกคงจะรอดเหมือนชื่อเรื่องอยู่หรอก แต่นางดันมาเป็นภรรยาของตัวร้ายที่บทหายไปตั้งแต่ก่อนเริ่มเรื่อง นี่ไม่ใช่แปลว่าอีกไม่นานนางจะต้องถูกเขาหย่าหรอกหรือ?

ในโลกที่ไม่คุ้นเคยและไม่มีอะไรสะดวกสบายสักอย่างเดียว สวี่หนิงตั้งใจแล้วว่า สามีพิการยากจนที่จะเติบโตขึ้นเป็นเสนาบดีคนสำคัญในอนาคตนี่แหละคือหนทางเอาตัวรอดที่นางต้องเกาะขาของเขาเอาไว้ให้ได้ก่อนที่เขาจะหย่านาง!

สวัสดีค่ะ มาเปิดเรื่องใหม่แล้วนะคะ เรื่องนี้เป็นนิยายแนวจีนโบราณที่ไรท์ชื่นชอบอ่านมากเป็นพิเศษแต่ได้โอกาสลงมือแต่งเองเป็นครั้งแรก หวังว่านักอ่านทุกท่านจะชอบนิยายสบายๆ อ่านง่าย ไม่ดราม่า แต่อาจจะหิวเล็กน้อยนะคะ

เรื่องนี้เป็นนิยาย 2 เล่มจบ

เล่ม 1 ตอนที่ 1-35 + 1 ตอนพิเศษ(ไม่มีในรายตอน) วางขายแล้วทาง DekD และ Meb นะคะ Promotion พิเศษ เพียง 149 บาทภายในเดือนมกราคมนี้เท่านั้นค่ะ

Link DekD : https://dekd.co/w/e/25656

Link MEB : https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMzgzNDE3NCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjM0MzUxNCI7fQ

Link Naiin : https://www.naiin.com/product/detail/635178

เล่ม 2 ตอนที่ 36-70 (จบ) และ 2 ตอนพิเศษไม่มีในรายตอน Promotion พิเศษ เพียง 149 บาทถึง 16 กุมภาพันธ์นี้เท่านั้นค่ะ

Link DekD https://dekd.co/w/e/26204

LinkMEB https://www.mebmarket.com/web/index.php?action=BookDetails&data=YToyOntzOjc6InVzZXJfaWQiO3M6NzoiMzgzNDE3NCI7czo3OiJib29rX2lkIjtzOjY6IjM0NjgxNSI7fQ

Link Naiiin https://www.naiin.com/product/detail/636880

สำหรับนักอ่านที่ติดตามรายตอน ไรท์จะลงจนจบเช่นเคย เพียงแต่หลังตอนที่ 15 จะมีการติดเหรียญอ่านล่วงหน้าก่อนปลดล็อกอ่านฟรีนะคะ

ขอบคุณนักอ่านทุกท่านที่สนับสนุนมาตลอด และสุขสันต์วันปีใหม่ 2025 ขอให้เป็นวันที่ดีของทุกท่านค่ะ

Lifetime Reader

ติดตามเพจ Facebook อัพเดทผลงานและพูดคุยกันได้ที่นี่นะคะ

https://www.facebook.com/profile.php?id=61564580166381&mibextid=ZbWKwL

ชีวิตใหม่

ไฟในเตาถูกจุดให้สว่างขึ้นในเวลาไม่นานด้วยฝีมือของชายร่างสูงผอมที่สวมใส่อาภรณ์สีฟ้าซีดจาง หากสังเกตให้ดียังเห็นรอยปะชุนหลายตำแหน่งแต่ไม่สามารถปิดบังความจริงที่ว่าเขามีใบหน้าหล่อเหลาอย่างไม่น่าเชื่อ

คิ้วกระบี่ขมวดเล็กน้อยเมื่อเขาถอยจากเตาชนเข้ากับหญิงสาวที่มายืนซ้อนด้านหลังเขา

“อ๊ะ ขะ ข้าขอโทษ ซูเฉิง”

ชายหนุ่มที่ชื่อซูเฉิงไม่ได้ตอบคำ เพียงขยับตัวหลบออกไปด้านข้างด้วยท่วงท่าแปลกพิกล

ที่แท้เขามีความผิดปกติที่ขาขวา เขาไม่สามารถขยับขาขวาได้ปกติทำให้ได้แต่เดินลากขาเหมือนคนพิการเท่านั้น

สวี่หนิงไม่ได้แปลกใจที่เขาไม่ตอบคำ ใครให้ตั้งแต่เธอมาที่นี่เขาก็ไม่เคยมีสีหน้าดีๆ ให้เธอมาก่อนเล่า

สวี่หนิงมาที่นี่ได้เจ็ดวันแล้ว อยู่ๆ หลังจากถูกหม้ออัดแรงดันระเบิดใส่จนเสียชีวิต ลืมตาอีกทีก็กลับมาโผล่ในบ้านเก่าคร่ำคร่าที่ดูเหมือนจะพังแหล่มิพังแหล่ทุกวัน

นอกจากสามวันแรกที่เธอยังเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นรายการทีวีซ่อนกล้องแบบที่จับปฏิกิริยาคนที่เจอเหตุการณ์แปลกๆ เพื่อความสนุกสนาน ในที่สุดสวี่หนิงก็ต้องยอมรับว่าโลกนี้ไม่ใช่ฉากในรายการโทรทัศน์ แต่เป็นโลกที่เธอไม่เคยเรียนมาจากหนังสือประวัติศาสตร์เล่มใดนอกจากในนิยายเล่มหนึ่ง

แป้งเหลือไม่มากแล้ว สวี่หนิงตวงแป้งออกมาหนึ่งถ้วย ใส่น้ำสะอาดนวดจนเข้ากัน ถึงแม้ว่าจะรังเกียจแป้งที่เนื้อหยาบกว่าที่เธอเคยใช้มาในชีวิตก่อนมากแต่เกิดเป็นคนต้องรู้จักปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์

เมื่อก้อนแป้งเข้ากันดีแล้วจึงแบ่งออกมาปั้นเป็นก้อนกลม มือบางแผ่ก้อนแป้งออกเป็นแผ่นขนาดพอเหมาะอย่างคล่องแคล่ว ก่อนเอาไปจี่ในกระทะร้อนที่ซูเฉิงมาจุดไฟให้เมื่อครู่

คนที่รู้จักแต่เตาแก๊สและเตาไฟฟ้าจนกระทั่งถูกหมออัดแรงดันระเบิดตายอย่างเธอจะจุดไฟในเตาที่ใช้ฟืนแบบนี้ได้อย่างไร

แผ่นแป้งที่ถูกจี่เริ่มเปลี่ยนสีส่งกลิ่นหอม สวี่หนิงจึงพลิกอีกด้าน

เสียดายที่บ้านขาดแคลนน้ำมัน ถ้าได้ทอดน้ำมันจะต้องรสชาติดีกว่านี้อย่างแน่นอน

แผ่นแป้งจี่ถูกตักออกมาใส่จาน เมื่อกระทะว่างสวี่หนิงจึงตักน้ำมันที่มีติดก้นไหใส่ลงไปเล็กน้อย ก่อนจะนำผักจี้ช่ายที่เก็บมาเมื่อวันก่อนลงผัด ปรุงรสด้วยเกลือหยิบมือ

เฮ้อ วันนี้ก็ไม่มีเนื้อสัตว์ตามเคย

“ซูเฉิง กินข้าวเถอะ”

สวี่หนิงเข้าไปเรียกมนุษย์ผู้เดียวที่อยู่ในบ้านเดียวกับเธอและเป็นคนช่วยจุดไฟในเตาให้เมื่อครู่

ซูเฉิงกำลังคัดลอกตำราอย่างเคย เมื่อได้ยินเสียงเรียกก็เดินลากขาออกมาเงียบๆ

แผ่นแป้งจี่ที่สวี่หนิงทำนับว่ารสชาติดี แม้ว่ามีเครื่องปรุงไม่มาก แต่อาหารปรุงใหม่ทั้งร้อนและหอมกรุ่นย่อมทำให้คนพึงพอใจ ผักจี้ช่ายนี้ก็ผัดได้รสชาติกำลังดี ดูจากที่ซูเฉิงคีบได้คำหนึ่งแล้วก็คีบต่อไม่หยุด เขาคงถูกใจกระมัง

ทั้งคู่ต่างคนต่างกินไม่พูดจา

ซูเฉิงถือหลักมารยาทยามกินไม่พูดหรือไม่เธอไม่รู้ แต่สำหรับสวี่หนิงเธอกำลังลอบสังเกตชายตรงหน้าที่ได้ชื่อว่าเป็นสามีของเธอในตอนนี้อย่างสงสัย

สามวันแรกที่เธอตื่นขึ้นมาในร่างสวี่หนิง ภรรยาของซูเฉิง บัณฑิตพิการท้ายหมู่บ้านก็พบว่าทั้งคู่เป็นสามีภรรยาที่แยกห้องกัน ตัวเธอโวยวายใหญ่โตพยายามให้ซูเฉิงเฉลยว่าที่นี่เป็นรายการโทรทัศน์ที่ซ่อนกล้องไว้หรือไม่ แต่ชายพิการหน้าตาหล่อเหลากลับมีท่าทีอิดหนารำคาญใจ แววตาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและรังเกียจ

ไม่ว่าหญิงสาวจะพูดคุยอย่างไรกับเขาก็ไม่มีท่าทีสนใจจะตอบสนอง จนกระทั่งในวันที่สี่หลังจากที่เธอตื่นขึ้นมา ความทรงจำมากมายของสวี่หนิงคนเก่าก็เข้าสู่สมองของเธออย่างรวดเร็ว

สวี่หนิงที่มีชื่อและหน้าตาเหมือนเธอทุกประการนับว่าเป็นหญิงกำพร้าโฉมงามของหมู่บ้านซู คนมีใบหน้างดงามแต่กลับไม่มีบิดามารดาปกป้องย่อมต้องถูกเอาเปรียบ

สวี่หนิงที่ถูกลุงและป้าสะใภ้ขายให้ตระกูลซูเพื่อมาแต่งกับบุตรชายพิการแลกค่าสินสอดไม่กี่ตำลึง

หญิงสาวในวัยแรกแย้มกลับมีความรักกับชายหนุ่มในหมู่บ้าน ย่อมไม่ยินยอมแต่งงานกับชายพิการจึงพยายามหนีการแต่งงานไปกับชายหนุ่มคนรัก แต่กลับถูกครอบครัวลุงใหญ่ตามจับมาได้

เรื่องนี้ไม่สามารถปิดเป็นความลับได้ ทำให้ตระกูลซูไม่พอใจอย่างมาก พวกเขาเอาสินสอดไปขอสะใภ้ใบหน้างดงามแต่เป็นกำพร้าก็เพื่อมาสืบทอดทายาทให้บุตรชายพิการได้มีทายาทสืบสกุล ไหนเลยจะยอมรับพฤติกรรมผิดประเพณีเช่นนี้

บ้านหนิงยืนยันว่าสวี่หนิงเป็นหญิงสาวพรหมจรรย์ หากไม่เป็นดังนั้นยินดียกเลิกงานแต่งงานและคืนสินสอดให้ คืนวันเข้าหอ ผ้าพรหมจรรย์เปื้อนเลือดที่ซูเฉิงแอบกรีดนิ้วตัวเองทำให้การแต่งงานนี้ไม่ถูกยกเลิก แต่ทำให้สวี่หนิงรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก

สามีภรรยาไม่ปรองดองกัน อย่าว่าแต่ร่วมหอ แม้แต่การพูดคุยกันยังไม่มี ต่างคนต่างอยู่มาหลายเดือนจนกระทั่งสวี่หนิงเกิดพลัดตกหน้าผาจนมีคนในหมู่บ้านไปเจอและพากลับมาส่ง คนตื่นมาก็กลายเป็นสวี่หนิงอีกคนมาอยู่ในร่างแทนแล้ว

ตั้งแต่ได้รับความทรงจำจากร่างเดิม สวี่หนิงก็ทำใจยอมรับได้แล้วว่าเธอมาอยู่ในโลกใหม่จริงๆ แถมเป็นโลกที่ไม่สะดวกสบายเอาเสียเลย

แต่ซูเฉิงตรงหน้ากำลังทำให้เธอสงสัย ก่อนหน้านี้เขาไม่สนใจเธอแม้แต่น้อย แม้แต่อาหารก็แยกกันกิน แยกกันทำ แต่สองวันมานี้ แม้เขายังคงสงวนคำพูดเช่นเคย แต่ดูเหมือนไม่มีท่าทีต่อต้านเหมือนที่ผ่านมาอีก ใบหน้าเฉยชาแข็งกระด้างดูเหมือนจะแข็งน้อยลงไปหนึ่งส่วน

หรือเขารู้แล้วว่า เธอหวังผลประโยชน์จากท่านเสนาบดีในอนาคต?

ใช่ อีกหลายปีต่อจากนี้ ซูเฉิงที่ยากจนและพิการจะกลายเป็นเสนาบดีแห่งต้าเซี่ย

หลังจากที่ได้ความทรงของสวี่หนิงคนเก่า เธอจึงได้รวบรวมเรื่องราวและรู้ว่าซูเฉิงที่อาศัยใต้หลังคาเดียวกับเธอตอนนี้เป็นตัวละครหลักในนิยายที่เธอเคยอ่านในอดีต เรื่อง ‘ทะลุมิติครานี้ ข้าต้องรอด’ แต่ดันไม่ได้เป็นพระเอกหรือพระรอง เพราะเขาดันเป็นตัวร้ายที่เผชิญหน้ากับพระเอกอย่างดุเดือด ก่อนที่จะพ่ายแพ้ นอกจากจะไม่ได้หัวใจของนางเอกแล้ว ยังต้องเสียชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน

“ท่านกินเสร็จแล้วหรือ?”

“อืม”

ชายหนุ่มร่างสูงพยักหน้าก่อนจะหยิบน้ำดื่ม สวี่หนิงอดมองไม่ได้ ใครใช้ให้เขาหล่อขนาดนี้เล่า

แต่ผอมไปหน่อยจนเห็นกระดูกชัดเจน ดูท่าตระกูลซูคงไม่ได้เลี้ยงเขาดีเท่าไร

ซูเฉิงรับรู้ถึงสายตาโลมเลียของหญิงสาวได้ เขากระแอมเบาทำให้สวี่หนิงรู้ตัวรีบลุกขึ้นยืนเก็บจานชาม

“ท่านไปพักผ่อนเถอะ ข้าเก็บล้างเอง”

สวี่หนิงเก็บจานชามบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว ยามนางเก็บล้างเสร็จ ซูเฉิงก็ลากขาพิการของเขากลับไปที่ห้องนั่งคัดลอกตำราต่อแล้ว

ซูเฉิงในนิยาย ตั้งแต่เปิดเรื่องมาก็เป็นพ่อม่ายและไม่ได้กล่าวถึงอดีตภรรยาของเขาเลย แต่อยู่ๆ ตอนนี้นางมาอยู่ในฐานะภรรยาของเขาก็คงได้แต่อนุมานว่าในอนาคตนางจะถูกเขาหย่า

สวี่หนิงไม่รู้จะวางแผนเอาตัวรอดอย่างไรกับชีวิตที่อยู่ที่นี่ หลังจากร่วมชายคากับซูเฉิงมาหลายวันจึงตัดสินใจได้ว่า การมีเขาเป็นสามีเป็นตัวเป็นตนในตอนนี้เป็นแผนการระยะสั้นที่ดีที่สุด และก่อนที่เขาจะหย่านาง นางจะต้องวางแผนอนาคตให้ตัวเองก่อน จึงตั้งใจว่าจะไม่สร้างปัญหาให้เขาและอยู่กันอย่างปรองดองให้ได้มากที่สุด

เมื่อคิดไว้แบบนี้ สวี่หนิงที่ตั้งใจจะพึ่งพาสามีในนามก็ทำอะไรที่สวี่หนิงคนเก่าไม่เคยทำ อย่างการทำอาหารให้เขา ซักผ้า ทำความสะอาด หรือแม้แต่ไปตักน้ำให้

คนที่เคยใช้อุปกรณ์อำนวยความสะดวกตลอดชีวิตอย่างนาง อยู่ๆ ต้องมาทำงานหนักอย่างนี้นับว่าลำบากมาก แค่จุดไฟในเตายังไม่สามารถทำได้เอง แต่ได้แอบมองซูเฉิงหลายครั้งนางคิดว่าจะลองทำเองให้ได้

ถังซักผ้าทำด้วยไม้ทั้งหนาทั้งหนัก สวี่หนิงแบกมันไปก็บ่นไป กว่าจะถึงแม่น้ำเพื่อซักผ้าเหงื่อก็ผุดขึ้นเต็มหน้าผาก

“สะใภ้สวี่ เจ้ามาซักผ้า แสดงว่าอาการบาดเจ็บหายดีแล้วหรือ?”

คนแรกที่ร้องทักเธอคือสะใภ้อวี๋ ภรรยาของซูต้าไจ๋ ปกติไม่ค่อยมีใครทักทายเธอ เพราะสวี่หนิงไม่พอใจแต่งงานครั้งนี้ จึงมีกิริยาฉุนเฉียวก้าวร้าวตลอดเวลา ทำให้ไม่มีใครอยากคบหาสมาคมด้วย

สวี่หนิงสบสายตาอยากรู้อยากเห็นของสะใภ้อวี๋ก็เข้าใจทันที

คงอยากรู้เรื่องซุบซิบนินทากระมัง

“ข้าหายดีแล้ว ขอบคุณพี่สะใภ้อวี๋ที่ห่วงใย”

สะใภ้อวี๋สำรวจสีหน้าสวี่หนิงมีเลือดฝาดอมชมพูสุขภาพดี ไม่เห็นร่องรอยบาดแผลจากการตกหน้าผาเมื่อเจ็ดวันก่อนก็พยักหน้าหลายครั้ง

“ดี ดี ดี เจ้าต้องดูแลตัวเองดีๆ ร่างกายแข็งแรงจึงจะมีบุตรได้ง่าย พวกเจ้าแต่งงานกันมาหนึ่งปีแล้วยังไร้ข่าวคราว ต้องรักษาตัวให้ดี ภูเขาด้านหลังเส้นทางค่อนข้างอันตราย ไม่จำเป็นก็อย่าได้ไปอีกเลย นอกเสียจากว่าเจ้าจะอยากหลบสายตาใคร”

วาจานี้เมื่อเอ่ยออกมาแล้ว หญิงสาวคนอื่นทั้งแก่และเด็กที่ริมแม่น้ำล้วนหันมามองอย่างสนใจ

เมื่อเจ็ดวันก่อน ซูต้าไจ๋ที่ออกไปหาของป่าเจอร่างหมดสติของสวี่หนิงที่ริมผาบริเวณภูเขาด้านหลัง จึงช่วยเหลือพามาส่งที่บ้านซูเฉิง ทุกคนได้ยินเรื่องนี้ต่างคาดเดาไปต่างๆ นานา และเรื่องเล่าที่ผู้คนคาดเดามากที่สุดคือสะใภ้เล็กบ้านซูเฉียนหนีตามผู้ชายอีกแล้ว!

สวี่หนิงมีสีหน้าปกติ ทำทีเป็นไม่เข้าใจความนัยที่ซ่อนอยู่

“ขอบคุณพี่สะใภ้อวี๋ที่แนะนำ วันก่อนข้าตั้งใจจะไปหาของป่าเผื่อได้เห็ดมาบำรุงร่างกายท่านพี่ของข้าบ้าง ไม่คิดเลยว่าจะพลั้งพลาดเดินตกหน้าผาไป ถ้าไม่ได้พี่ต้าไจ๋สามีท่านมาเจอก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไรบ้าง ท่านพี่กล่าวว่ามีโอกาสต้องไปขอบคุณพี่ต้าไจ๋ ติดตรงที่ท่านพี่เคลื่อนไหวไม่ค่อยสะดวก ขอพี่สะใภ้อวี๋โปรดอภัย”

ไม่เพียงถ้อยคำกล่าวอย่างฉะฉานน่าฟัง พูดจบสวี่หนิงยังคำนับให้อย่างจริงใจ

สะใภ้อวี๋ผงะ

ก่อนหน้านี้สาวงามผู้นี้ ถ้าไม่ใช่ท่าทีฉุนเฉียว ก็มักจะมีสีหน้าอมทุกข์ ไหนเลยจะมีท่าทางเปิดเผยจริงใจแบบนี้ได้

สะใภ้อวี๋รู้สึกได้หน้า ยกอกขึ้นโดยไม่รู้ตัว

“ไม่เป็นไรๆ พวกเราคนหมู่บ้านเดียวกัน ล้วนเป็นคนตระกูลซู มีอะไรต้องช่วยเหลือกันอยู่แล้ว”

“สวี่หนิงขอบคุณพี่สะใภ้อวี๋”

เมื่อคนงามแย้มยิ้ม ใบหน้าก็ยิ่งน่าดูคนที่มองอยู่โดยรอบยังอดตะลึงไม่ได้

บรรยากาศในการซักผ้าเป็นไปด้วยดี แต่ไม่ได้ทำให้สวี่หนิงเหนื่อยลดลง ปราศจากผงซักฟอกการซักผ้านี้ก็ต้องใช้แรงอย่างมาก ตอนที่หญิงสาวแบกถังซักผ้ากลับไปตากที่บ้าน แผ่นหลังเล็กบางชุ่มไปด้วยเหงื่อจนเธออดนั่งพักบนแคร่หน้าบ้านไม่ได้

“แอ๊ด”

ประตูบ้านเปิดออก คนที่ออกมาจะเป็นใครได้ถ้าไม่ใช่ซูเฉิง เขาเห็นสวี่หนิงถือถังซักผ้ากลับมาจึงตั้งใจออกมาช่วยเธอตาก

“ไม่ต้องๆ ข้าตากเองได้ เพียงเดินมาเหนื่อยจึงพักสักครู่เท่านั้น”

สวี่หนิงรีบตรงเข้าไปแย่งผ้าจากมือซูเฉิง เขาเป็นคนพิการเดินเหินลำบาก ก่อนหน้านี้สวี่หนิงคนเก่าไม่เต็มใจดูแลเขาในฐานะสามี จึงปล่อยให้เขาทำงานบ้านเอง

“ไม่เป็นไร แค่นี้ข้าทำไหว”

สวี่หนิงได้ยินคำตอบจากสามี ถึงกลับอดหันไปมองพระอาทิตย์ไม่ได้

นี่พระอาทิตย์ก็ขึ้นทิศตะวันออกถูกแล้วนี่ อยู่ๆ เขายอมพูดกับนางได้อย่างไร

“ท่านยังต้องคัดลอกตำราขายเพื่อมาเป็นรายได้ในบ้านถึงดึกดื่นทุกวัน จะให้ท่านมาทำงานบ้านอีกได้อย่างไร?”

ในเมื่อนางตั้งใจจะพึ่งพิงเขา ก็จะต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์ให้เขาหย่าช้าหน่อย รอให้นางหาทางตั้งหลักได้ก่อน

ซูเฉิงไม่ได้สนใจตอบคำอีก เขายังคงก้มหยิบผ้าในถังมาตาก ดูท่วงท่าการก้มเห็นได้ชัดว่าปัญหาการพิการของเขาค่อนข้างรุนแรง

สวี่หนิงไม่รอช้ารีบหยิบผ้าในถังออกมาสะบัดตากอย่างรวดเร็ว

“เสร็จแล้วๆ ไปๆ ท่านรีบเข้าไปพัก นั่งคัดตำราจนปวดหลังแล้วยังมาทำงานบ้านอีก”

ไม่พูดเปล่า สวี่หนิงยกถังซักผ้าที่ว่างเปล่าขึ้นเพื่อนำไปเก็บ พร้อมใช้ศอกดันแผ่นหลังกว้างของซูเฉิงไปทางประตูบ้านเพื่อเร่งให้เขาเข้าไป แต่ก็มิได้ออกแรงเพราะคำนึงถึงอาการพิการของขาขวาของเขา

ซูเฉิงอดเหลือบมองใบหน้าขาว พวงแก้มสีชมพูเรื่อจากฤทธิ์แดด ไรผมเปียกชื้นไปด้วยเหงื่อ แต่กลับทำให้หญิงสาวอ่อนเยาว์ผู้นี้ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

เจ้าเป็นใครกันแน่ สวี่หนิง?

วันนั้นเจ้าควรหนีตามเจ้าหนุ่มแซ่อี้ไปแล้ว เหตุใดกลับมาตกหน้าผาและถูกนำตัวกลับมาได้

นี่มันไม่เหมือนในชาติก่อนของเขาเลย!

เจ้าเป็นใครกันแน่?

สามวันก่อน ซูเฉิงตื่นขึ้นจากฝันอันยาวนาน

ในฝันเขาใช้ชีวิตอย่างยากลำบากเนื่องจากร่างกายพิการ เดิมที่เป็นโรคที่พอมีหนทางรักษาได้ แต่ด้วยวิถีชีวิตที่ยากแค้นทำให้เสียโอกาสในการรักษาไป

เขาแต่งงานกับหญิงที่พี่สะใภ้จัดหาให้พร้อมทั้งถูกแยกบ้านอย่างเร่งร้อน หลังจากบิดามารดาของเขาล่วงลับ

ครอบครัวพี่ชายไม่ยินดีที่จะเลี้ยงคนพิการเช่นเขา จึงได้แบ่งสมบัติก้อนสุดท้ายของมารดา ซึ่งเขาได้เพียงเงินไม่กี่ตำลึงและบ้านหลังเล็กหลังหมู่บ้านโดยไม่ได้แบ่งที่นาให้ด้วยเหตุผลว่าเขาเป็นคนพิการไม่สามารถทำนาได้

ด้วยเกรงคำครหาว่าทิ้งน้องชายพิการ พี่สะใภ้คนโตของเขาจึงเสาะหาหญิงสาวเรียบง่ายไร้ครอบครัวหนุนหลัง สวี่หนิง หญิงกำพร้าที่ครอบครัวลุงนางต้องการสินสอดเพียงน้อยนิดจึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสม

การแต่งงานเริ่มต้นอย่างเลวร้าย ว่าที่เจ้าสาวพยายามหนีการแต่งงานไปกับผู้ชายในหมู่บ้านกลายเป็นเรื่องฉาวโฉ่ทั่ว เขาไม่ได้ร่วมหอกับนาง สามีภรรยาต่างคนต่างอยู่ ขาที่พิการทำให้เขาช่วยเหลือตัวเองอย่างยากลำบาก ได้แต่อาศัยคัดลอกตำราเลี้ยงชีพเพื่อจุนเจือปากท้องสองชีวิต จนกระทั่งวันหนึ่งหลังแต่งงานได้หนึ่งปี สวี่หนิงก็หนีตามคนรักเก่าไปอีกครั้งและไม่กลับมาอีกเลย

ภายหลังเมื่อเขามีอำนาจได้ให้คนกลับไปสืบข่าวสวี่หนิง ภรรยาเก่า เนื่องจากเกรงว่าอีกฝ่ายจะมาเรียกร้องประโยชน์จากเขาในภายหลังเพราะทั้งคู่ไม่เคยเขียนหนังสือหย่าจากกัน คนของเขาพบว่าสวี่ซื่อภรรยาของเขาหลังจากหนีตามคนรักไปก็ไม่ได้มีชีวิตดีนัก ครอบครัวสามีไม่ยอมรับให้แต่งงานตามธรรมเนียม ไร้ฐานะภรรยาตกแต่ง ไม่ใช่แม้แต่อนุ ภายหลังแท้งบุตรจนไม่สามารถมีบุตรได้ คนรักจึงแต่งงานกับหญิงสาวคนใหม่ ใช้ชีวิตอยู่ได้เพียงสามสิบปีก็ป่วยตายไป

ตอนนี้ สวี่หนิง คนนั้นกำลังเก็บล้างจานชามอยู่หลังบ้าน

อาหารที่หญิงสาวทำอย่างง่ายก็มีรสชาติดี นอกจากทำอาหารเผื่อเขาแล้ว เธอยังซักผ้าให้เขา ทำความสะอาดบ้าน เมื่อคืนวานยังถึงขั้นเข้ามาประคองเขาที่เดินสะดุด!

ความเปลี่ยนแปลงทั้งหมดของสวี่หนิงเกิดขึ้นหลังจากตกหน้าผาวันนั้น

ใช่แล้ว ในความฝันของเขา วันนั้นเป็นวันที่สวี่หนิงตัดสินใจหนีตามคนรักเก่าไปอีกครั้งและทำสำเร็จ

ซูเฉิงไม่รู้ว่าความฝันอันยาวนานของเขาเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เขาตัดสินใจสังเกตสิ่งต่างๆ อย่างเงียบเชียบก่อนจะตัดสินใจอะไร

และสิ่งที่ต้องสังเกตอย่างใกล้ชิดก็คือ สวี่หนิง!

จากหน้าต่างห้องของเขา มองเห็นเป้าหมายกำลังถือถังซักผ้ามาจากทางแม่น้ำ ดูท่าทางแล้วถังซักผ้าคงหนักพอตัว ใบหน้าและลำคอของหญิงสาวเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

ซูเฉิงลากขาที่พิการออกไปทันที

สวี่หนิงปฏิเสธความช่วยเหลือจากเขาด้วยเห็นว่าเขาพิการ แต่เขาไม่สนใจ ใครจะคิดว่าหญิงผู้นี้ถึงขั้นใช้ศอกดันหลังเขาอีกด้วย!

ใบหน้าชื้นเหงื่อที่สูงไม่ถึงคางของเขาน่ามองอย่างที่เขาไม่เคยสังเกต

จะว่าไป พี่สะใภ้ที่น่ารังเกียจของเขาเอาแต่พูดว่าเธอเอาใจใส่แค่ไหนที่เลือกภรรยาเป็นหญิงงามให้เขา

สวี่หนิงผู้นี้ต้องมีแผนการร้ายแน่นอน

ซูเฉิงรีบลากขาหนีเข้าบ้านอย่างเร็วที่สุด!

สวี่หนิงมองดูแผ่นหลังของสามีที่ลากขาพิการเข้าไปในบ้านอย่างเร่งร้อนราวกับมีหมูป่าวิ่งไล่

คนพิการอย่างเขาคงทนอากาศร้อนไม่ไหวสินะ บอกแล้วว่าไม่ต้องช่วยก็ไม่เชื่อ

หญิงสาวส่ายหน้ากับตัวเองและตามเข้าไปในบ้าน

งานบ้านยังเหลืออีกมาก ซักและตากผ้าเสร็จก็ได้เวลาทำความสะอาดบ้าน

บ้านไม้เก่าที่มีพื้นเป็นพื้นดินเช่นนี้มีฝุ่นสกปรกตลอดเวลาต้องคอยทำความสะอาด เธอใจดีทำความสะอาดห้องเขาด้วยเพราะคิดว่าคนป่วยจำเป็นต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี

กว่าจะเสร็จก็ล่วงเลยเป็นเวลาเที่ยง

คนบ้านนอกในยุคสมัยนี้ ปกติกินอาหารแค่สองมื้อ คือมื้อเช้าก่อนไปทำนา และมื้อเย็นเท่านั้น ส่วนกลางวันอย่างมากก็มีหมั่นโถวหรือแป้งทอดพกไปกินเพียงเล็กน้อย

สวี่หนิงท้องร้องโครกคราก นางไม่เข้าใจตัวเองเลย แม้ว่าวิญญาณจะมาจากโลกที่สะดวกสบายกินอาหารสามมื้อ แต่ร่างกายก็อยู่ที่นี่มาตลอด ทำไมพอเปลี่ยนเป็นวิญญาณของเธอแล้วกลับไม่สามารถทนหิวได้เลย

เอาเถอะ เมื่อหิวก็ต้องกิน

แผ่นแป้งเมื่อเช้ายังเหลืออยู่เพียงแต่เย็นชืดแล้ว แต่สวี่หนิงไม่อยากรบกวนซูเฉิงมาจุดไฟให้จึงพยายามจุดไฟเองตามวิธีที่เห็นเขาทำมาหลายวัน

“โอ๊ย ทำไมจุดไฟมันยากอย่างนี้นะ!”

“ส่งมา”

มือขาวซีดผอมจนเห็นปุ่มกระดูกนูนของซูเฉิงยื่นมาขอไม้ก่อไฟจากหญิงสาว เธอส่งให้ทันทีโดยไม่ทันคิด

ไม่นานไฟในเตาก็ถูกจุดติด

“ขอบคุณท่านมาก”

ซูเฉิงลากขาออกจากห้องครัวทันทีไม่ตอบคำ

สวี่หนิงไม่สนใจเขาอีก เอาแผ่นแป้งมาอุ่นซ้ำในกระทะร้อน พลางชงชาเพิ่ม

ที่ว่าชงชา แท้จริงแล้วบ้านเก่ายากจนหลังนี้ไม่มีใบชาที่เป็นสินค้าราคาแพง แต่เมื่อครั้งก่อนที่ไปเก็บต้นจี้ช่าย สวี่หนิงยังเจอต้นหม่อน จึงได้เก็บใบหม่อนมาล้างน้ำแล้วลวกน้ำร้อน ก่อนจะผึ่งให้แห้งแล้วนำมาคั่วไฟอ่อน เก็บใส่โถปิดสนิท นำมาใช้ชงชาใบหม่อนได้

สวี่หนิงยกจานไปวางที่โต๊ะเขียนหนังสือของซูเฉิงในขณะที่เขากำลังคัดลอกตำราอย่างที่คิด

“ท่านพักเสียหน่อยเถอะ กินอะไรเสียก่อน”

ไม่รอให้เขาตอบปฏิเสธ สวี่หนิงรีบเผ่นออกจากห้องก่อน

ซูเฉิงมองแผ่นแป้งจี่สีน้ำตาลกำลังดี เสิร์ฟพร้อมชาใบหม่อนแล้วนับว่าดูดี ถ้าไม่ติดว่าถ้วยชาเก่าคร่ำคร่ามีรอยบิ่น

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอื้อมมือไปบิแผ่นแป้งเข้าปาก แม้จะเป็นของเหลือจากเมื่อเช้า แต่เมื่อนำมาอุ่นให้ร้อนก็ยังนับว่าอร่อย พลันรู้สึกลำคอแห้งจึงยกถ้วยชาขึ้นจิบ

ชาชนิดนี้เขาไม่เคยกิน ที่จริงเขาก็ไม่ได้กินชาบ่อยนักยกเว้นสมาคมกับเพื่อนบัณฑิตในอดีตก่อนที่เขาจะพิการ กลิ่นหอมของชาอบอวลในลำคอจนเขาอดสูดลมหายใจให้ลึกขึ้นไม่ได้

สวี่หนิง เจ้าเป็นใครกันแน่?

ขงจื๊อสอนให้เชื่อในหลักการปฏิบัติตัว ไม่ให้เชื่อเรื่องผีสางและสิ่งลี้ลับ แต่พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปของภรรยาแต่งเขาถ้าไม่ใช่สิ่งลี้ลับเขาก็ยังคิดหาเหตุผลอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ออก ไหนจะมีเรื่องความฝันของเขาอีก

สวี่หนิงไม่รู้ว่าในหัวของสามีกำลังขบคิดมากมาย ตอนนี้ในบ้านแทบไม่มีอะไรให้กินแล้ว รายได้ก็มีแค่ค่าจ้างคัดลอกตำราของซูเฉิงเท่านั้น เธอรู้ว่าเขานั่งนานแล้วจะมีอาการปวดหลังอย่างมากเนื่องจากอาการป่วยที่กระดูกสันหลังของเขา แต่เขาก็ยังคงตั้งใจคัดลอกตำราทั้งวันทั้งคืนจนกระทั่งถึงเวลาดับไฟเพื่อหาเงิน

หนึ่งปีที่ผ่านมา จะว่าเขาไม่ไยดีภรรยาใช้ชีวิตต่างคนต่างอยู่ แต่ข้าวของเครื่องใช้ในบ้านทุกอย่างก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของเขาที่หามาได้อย่างยากลำบาก เธอไม่ควรเอาเปรียบเขาเกินไป

หลังกินแผ่นแป้งไปสองแผ่นให้ท้องเจ้ากรรมเลิกส่งเสียงประท้วง สวี่หนิงก็เอาตะกร้าเก่าที่มีเพียงใบเดียวของบ้านสะพายขึ้นหลังตรงไปทางปลายแม่น้ำ

บริเวณนี้ไม่ค่อยมีคนมาซักผ้า เพราะต้องเดินออกมาไกลเหมือนจุดที่เธอไปเมื่อเช้า แต่เมื่อไม่กี่วันก่อนสวี่หนิงพบว่าที่นี่มีผักป่าขึ้นกระจายตัวกันอย่างอุดมสมบูรณ์ และดูเหมือนคนอื่นในหมู่บ้านจะไม่ค่อยกินมัน หรืออย่างน้อยก็ไม่มีใครมาเก็บ

สวี่หนิงเลือกเก็บผักจี้ช่ายที่มีหลายกอในบริเวณแม่น้ำที่ตื้นจนเต็มตะกร้า นอกจากนี้บริเวณเชิงเขายังพบผักจิงจูฉ่ายอีกหลายกอให้เก็บมา

เสียดายที่ไม่มีเห็ดเลย บางทีคงจะต้องเข้าไปในป่าบนภูเขา แต่เธอไม่กล้า เห็นว่าบนภูเขาเส้นทางสูงชันและยังมีสัตว์ป่า ไม่เข้าใจสวี่หนิงคนเก่าจริงๆ ที่เลือกเส้นทางหนีตามคนรักอย่างไรที่อันตรายเพียงนั้น

นอกจากผักเต็มตะกร้า สวี่หนิงยังเก็บเศษไม้ไปทำฟืนได้กองใหญ่มัดรวมกันหิ้วกลับบ้านอีกด้วย

สาบานเลยว่าชีวิตก่อนนางไม่เคยใช้แรงงานขนาดนี้

ผักจี้ช่ายนั้นล้างทำความสะอาดให้ดีนำมาปรุงอาหารได้อย่างอร่อย แต่สวี่หนิงไม่อยากออกไปเก็บทุกวันเนื่องจากมีเรื่องอื่นในบ้านที่ต้องทำอีกมาก จึงนำผักล้างให้สะอาดและเรียงลงบนกระจาดตากแดดที่ลานบ้านตั้งใจจะเก็บเป็นผักตากแห้ง

จิงจูฉ่ายที่ได้มาใหม่น่าจะเอามาต้มจืดได้ แต่มองไปในครัวไม่มีเนื้อสัตว์แม้แต่น้อยก็หดหู่ใจ

ถึงไม่ใช่เชฟชื่อดังเป็นแค่เชฟฝึกหัด แต่การทำอาหารง่ายๆ ที่ทำกินเองในบ้านเธอล้วนทำได้ จนใจที่วัตถุดิบอัตคัดขัดสน ไม่ต้องพูดถึงซีอิ๊ว น้ำปรุงรสต่างๆ แม้แต่เกลือก็ใกล้จะหมดแล้ว

*

ตกเย็น ซูเฉิงซดน้ำแกงจิงจูฉ่ายอย่างพึงพอใจ

ตอนบ่ายเขาคิดถึงความเป็นไปได้ต่างๆ นานา เรื่องภรรยาสาวของเขา ไม่ว่าจะเป็นคนร้ายที่เป็นมนุษย์และใส่หน้ากากหนังมนุษย์ที่เป็นเรื่องเล่าในยุทธภพ หรือเป็นคนที่มีความบังเอิญหนึ่งในสิบหมื่นที่มีใบหน้าเหมือนสวี่หนิงคนเก่ามาหลอกลวง หรือเป็นปีศาจร้าย ผีสาวที่มาสิงร่างมนุษย์ ปีศาจจิ้งจอกในเรื่องเล่าของคนเล่านิทานก็มักจะมีใบหน้างดงามใช่หรือไม่?

แต่ในฐานะคนร่ำเรียนตำราขงจื๊อเช่นเขาก็ยังคิดถึงอีกความเป็นไปได้ที่คนผู้หนึ่งเกิดปรับปรุงพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นได้ด้วยการเกิดพุทธิปัญญา

ดวงตาคมแอบตวัดมองใบหน้าเล็กที่กำลังซดน้ำแกงอย่างพึงพอใจเช่นกัน หลังจากซดน้ำแกงอึกใหญ่ หญิงสาวก็ทำท่าเหมือนจะเรอออกมาอย่างลืมตัว แต่รีบเอามือปิดปากไว้ นางเลื่อนสายตามองเขาอย่างแตกตื่น

เมื่อเห็นว่าสามีในนามจ้องมองอยู่ สวี่หนิงได้แต่ยิ้มอย่างขัดเขิน ดวงตาดอกท้อเวลายกยิ้มแล้วน่ามองมาก แม้แต่เขาที่ไม่เคยสนใจอิสตรียังอดจ้องมองต่ออีกครู่ไม่ได้ก่อนจะรู้สึกตัว

“อะ แฮ่ม! ค่อยๆ กิน ประเดี๋ยวติดคอ”

“ได้ๆ ข้าเชื่อท่าน”

สิ้นสุดมื้ออาหาร สวี่หนิงลุกขึ้นเก็บจานชามตามปกติ ซูเฉิงก็เลิกปฏิเสธความช่วยเหลือของนางแล้ว เขาลากขาเข้าไปในห้องตามเดิมก่อนจะกลับออกมาอย่างรวดเร็ว

“ท่านต้องการอะไรเพิ่มหรือ?”

สวี่หนิงจ้องหน้าเขาอย่างสงสัย

ซูเฉิงยื่นมือออกมา วางเงินหนึ่งตำลึงไว้ที่โต๊ะ

“เอาไว้ซื้อข้าวของในบ้าน”

หญิงสาวเบิกตาโตอย่างตกใจ ก่อนหน้านี้แม้เขาจะเป็นคนรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้าน แต่ไรมาล้วนจัดการเองไม่ว่าจะลากขาพิการออกไปซื้อของเอง หรือไหว้วานซูหยวนผู้มีเกวียนเทียมวัวในหมู่บ้านไปซื้อให้ก็ตาม

เมื่อตั้งสติได้ ชายหนุ่มก็หายเข้าห้องไปแล้ว

เอาเถอะ พรุ่งนี้ค่อยถามว่าเขาชอบกินอะไร จะพระเอกหรือตัวร้ายก็ล้วนต้องกินข้าวทั้งนั้น

โลกใจดีกับคนงามเสมอ

บทที่ 3 โลกใจดีกับคนงามเสมอ

สวี่หนิงตั้งใจจะไปตลาดที่อยู่ในตัวอำเภอ จึงสอบถามซูเฉิงอย่างที่ตั้งใจไว้ตั้งแต่เมื่อวานถึงอาหารที่เขาชอบ

“ข้ากินได้ทุกอย่าง”

“แต่คนเราต้องมีของที่ชอบหรือไม่ชอบบ้างกระมัง?”

ซูเฉิงชะงักตะเกียบ

“ข้าไม่มีอะไรที่กินไม่ได้ ถ้าพูดถึงชอบอาจจะเป็นหน่อไม้กระมัง”

สวี่หนิงพยักหน้ารับอย่างตั้งใจ

“ข้าจดจำไว้แล้ว”

ท่าทางตั้งใจนี้ ทำให้เขาอดลอบมองไม่ได้

“เจ้าจะไปตลาดอย่างไร?”

“เดินไปก็ไม่ไกลเท่าไรนัก”

เขาไม่ได้ตอบรับ เพียงกินอาหารเช้าต่อเงียบๆ

ตอนที่สวี่หนิงกำลังจะออกจากบ้าน นางเดินไปแจ้งเขาที่ห้องก่อน เมื่อหมุนตัวจะออกมาเพราะคิดว่าเขาคงไม่ตอบคำกลับได้ยินเสียงตอบที่ไม่คาดคิด

“ขากลับถ้าเจ้าซื้อของมามากก็นั่งรถเกวียนหมู่บ้านของซูโหย่วกลับมาเถอะ ไม่กี่อีแปะ”

ตลาดในตัวอำเภอมีขนาดไม่ใหญ่นัก เดินแค่ไม่กี่อึดใจก็นับว่าทั่ว สวี่หนิงเดินสำรวจไม่รีบร้อนเพื่อทำความเข้าใจ

ความทรงจำของร่างเดิมมีโอกาสมาที่ตัวอำเภอไม่บ่อยนัก อีกทั้งยังเป็นเด็กสาวกำพร้าที่ถูกเลี้ยงดูโดยครอบครัวลุง ที่เป็นพี่ชายของบิดาอย่างกระเบียดกระเสียร ไม่ได้ร่ำเรียนหนังสือหรือมีวิชาอื่นใดติดตัว นอกจากทำงานบ้านและทำงานในไร่นาเท่านั้น

ร้านค้าในอำเภอ แม้ไม่ถึงกับคึกคักแต่ก็นับว่ามีคนผ่านไปมามาก ส่วนใหญ่น่าจะเป็นนักเดินทางที่มาพักแรมก่อนเดินทางต่อไปยังอำเภอข้างเคียงที่ท่าเรือใหญ่

สวี่หนิงพึ่งเป็นเชฟฝึกหัดได้หนึ่งปี ก่อนที่จะตายลงและมาอยู่ในร่างนี้ ความรู้ความสามารถมีแค่การทำอาหาร แต่ก็ไม่ได้ถนัดอาหารโบราณมากนัก คงต้องไปที่ร้านเครื่องปรุงรสก่อน เพื่อทำความเข้าใจวัฒนธรรมอาหารของที่นี่

หญิงสาวเดินผ่านเหลาอาหารและโรงเตี๊ยมไปเพราะคำนึงถึงเงินอันน้อยนิดที่มีอยู่

คนเขานั่งคัดตำราจนปวดหลังจะให้เอามาให้นางกินอาหารที่เหลาคงไม่ได้กระมัง

ร้านเครื่องปรุงรสมีไหน้อยใหญ่วางเรียงรายอยู่มากมาย แม้สวี่หนิงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าเก่าแต่ใบหน้านั้นนับว่าเป็นสาวงาม คนงานในร้านอดให้ความสนใจและออกมาต้อนรับไม่ได้

“ข้าพึ่งมาอยู่ที่อำเภอนี้ตามสามีได้ไม่นาน ไม่คุ้นชินกับเครื่องปรุงรสที่นี่ ท่านช่วยแนะนำข้าได้หรือไม่เจ้าคะ?”

เสียงหวานไพเราะ ท่าทางสุภาพประกอบกับใบหน้างดงาม คนงานในร้านที่ว่างงานอยู่จึงเต็มใจให้คำแนะนำกับนาง

โลกใจดีกับคนงามเสมอ

สวี่หนิงทราบสัจธรรมข้อนี้ดี ก็ใครให้เธอสวยมาตั้งแต่ชาติที่แล้วกันเล่า

หลังฟังคำอธิบายต่างๆ อีกทั้งยังได้ชิมรสเครื่องปรุงหลายชนิด คนงานที่ร้านที่มีนามว่า ซานโก่ว นอกจากอธิบายชนิดและราคาเครื่องปรุงรสแล้วยังแนะนำเมนูอาหารที่เหมาะกับการใช้ให้อีกด้วย สวี่หนิงเข้าใจวัฒนธรรมการกินอาหารที่นี่มากขึ้น จึงเลือกซื้อของจำเป็นไปอย่างละเล็กน้อย ที่ขาดไม่ได้คือ เกลือและน้ำส้มสายชู ส่วนน้ำมันและน้ำตาลนั้นเป็นของราคาแพง นางหักใจซื้อมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“ขอบคุณท่านซานโก่วมากเจ้าค่ะ”

ซานโก่วทำงานเป็นคนงานที่ร้าน ไหนเลยจะมีลูกค้าพูดจาสุภาพและให้เกียรติเยี่ยงนี้บ่อยๆ จึงอดยิ้มกว้างไม่ได้

“หน้าที่ของข้าอยู่แล้ว ขอบคุณแม่นางที่อุดหนุน”

หลังซื้อเครื่องปรุงรส เงินที่ซูเฉิงให้มายังคงเหลืออยู่ สวี่หนิงเดินวนรอบตลาดเปรียบเทียบราคาสินค้าก่อนจะเลือกซื้อแป้ง ถั่วเหลือง ข้าวสาร หมูหนึ่งจิน รู้อีกทีของก็เต็มตะกร้าเสียแล้ว

ขณะกำลังคิดจะไปขึ้นรถเกวียนของหมู่บ้านตามที่ซูเฉิงแนะนำก็เห็นร้านขายผ้าเสียก่อน ทีแรกคิดจะเดินผ่านก็พลันคิดถึงรอยขาดที่เสื้อของซูเฉิง

อุ้งมือสัมผัสถุงเงินที่มีเงินเหลือไม่มาก

เอาเถอะ เงินก็ของเขา ซื้อของให้เขาก็ถูกแล้ว

สวี่หนิงเลือกซื้อผ้าฝ้ายเนื้อปานกลางสีครามเข้มหนึ่งพับ สีแบบนี้ดูแลง่ายหน่อย เนื้อผ้าก็แห้งเร็ว อาจไม่ดีมากนักแต่ก็นับว่าสวมใส่สบาย หน้าร้อนใส่สบาย หน้าหนาวก็นับว่าไม่แย่

บนรถเกวียนของซูโย่วที่จอดหน้าประตูเมืองมีคนในหมู่บ้านมานั่งจับจองที่หลายคน ตรงกลางเกวียนเต็มไปด้วยตะกร้าใส่ของ สวี่หนิงหาที่นั่งได้ก็วางตะกร้าลง

สะใภ้อวี๋และเอ้อยาบุตรสาววัยสิบสองที่มาด้วยชะโงกหน้ามองอย่างสนใจ ด้วยเพราะก่อนหน้านี้ไม่เคยเห็นสวี่หนิงออกมาจับจ่ายที่อำเภอ

“สะใภ้สวี่ เจ้าก็มาซื้อของหรือ?” สวี่หนิงไม่รังเกียจที่สะใภ้อวี๋อยากรู้อยากเห็น ด้วยคิดว่าเป็นนิสัยปกติธรรมดาจึงพยักหน้าตอบ

“เจ้าค่ะ ของใช้ที่บ้านใกล้หมด ท่านพี่เดินเหินไม่สะดวกข้าจึงออกมาจับจ่าย”

“นั่นสินะ ซูเฉิงน่าสงสารมาก ตั้งแต่เกิดล้มป่วยจนพิการเมื่อสองปีก่อนก็ไม่สามารถเดินไกลได้อีก แม้แต่ทำไร่ทำนาก็ไม่ไหว เดิมคิดว่าคนเป็นบัณฑิตอีกหน่อยสอบติดขุนนางก็ไม่ต้องลำบากแล้ว แต่หลังจากขาพิการทุกอย่างก็ติดขัดไปหมด เฮ้อ เวรกรรมจริงๆ”

สวี่หนิงรู้เรื่องที่ซูเฉิงไม่ผ่านการสอบซิ่วไฉเมื่อปีกลาย ทำให้ทางบ้านพี่ชายและพี่สะใภ้ของเขาเห็นว่าเขาเป็นคนพิการไร้ประโยชน์ เรื่องจะสอบขุนนางก็คงเป็นไปไม่ได้แล้ว จึงตัดสินใจหาภรรยาให้เขาและแยกบ้านกัน และตัวนางก็คือตัวเลือกภรรยาของเขาในตอนนั้น

“ถึงท่านพี่จะทำไร่ทำนาไม่ไหว ก็ยังสามารถคัดลอกตำราหาเลี้ยงชีพได้เจ้าค่ะ”

และอนาคตเขาก็ยังสามารถสอบขุนนางได้ สวี่หนิงคิดต่อในใจ

สะใภ้อวี๋มองสีหน้าแววตาจริงใจของสวี่หนิงอย่างประหลาดใจ ก่อนจะคลี่ยิ้ม

“ดี เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็ดีมาก สามีภรรยาช่วยดูแลกัน วันข้างหน้าไม่ลำบาก”

“ขอบคุณค่ะ พี่สะใภ้อวี๋”

สวี่หนิงคลี่ยิ้มเบิกบาน ใบหน้าสวยงามยิ่งผุดผาด เอ้อยาไม่เคยเห็นหญิงสาวคนไหนในหมู่บ้านสวยเท่าสวี่หนิง อีกทั้งแต่ก่อนก็ไม่เห็นว่านางจะสวยแบบนี้ เด็กสาวอดพูดตามใจคิดไม่ได้

“สะใภ้สวี่สวยมากเจ้าค่ะ”

สวี่หนิงมองดูเด็กสาวที่ชื่นชมเธออย่างแปลกใจ ตลอดทางทั้งสามพูดคุยกันอย่างถูกคอจนคนอื่นบนรถเริ่มหันมาสนทนาด้วยหลายประโยค

คนในหมู่บ้านล้วนไม่เคยสนทนากับสวี่หนิง นอกจากได้ยินว่าเจ้าสาวของซูเฉิงเป็นเด็กสาวกำพร้าจากหมู่บ้านข้างๆ ที่พยายามหนีตามผู้ชายเพื่อหนีการแต่งงานจนเป็นที่ขบขันของเพื่อนบ้าน ครั้งนี้ได้พูดคุยกับหญิงสาวแล้วต่างก็รู้สึกว่าไม่ได้เหมือนที่คิดไว้นัก สาวงามพูดจาเปิดเผยจริงใจ ทำให้คนที่คุยด้วยรู้สึกสบายใจ

ทางสวี่หนิงเองก็ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์ที่หาไม่ได้จากความทรงจำของสวี่หนิงคนเก่ามากมาย

ตอนลงจากเกวียน สะใภ้อวี๋สัญญาว่าจะขายแม่ไก่และข้าวเปลือกให้สวี่หนิงราคาถูกกว่าซื้อที่อำเภออีกด้วย

เมื่อกลับถึงบ้าน สวี่หนิงจึงจัดเก็บของที่ซื้อมาอย่างเรียบร้อย แม้จะเป็นแค่เชฟฝึกหัดแต่สิ่งพื้นฐานเรื่องความเป็นระเบียบและความสะอาดนั้นสวี่หนิงเคร่งครัดมาก

ไหใส่เครื่องปรุงทุกชนิดถูกล้างและทำความสะอาดเป็นอย่างดีก่อนจะบรรจุเครื่องปรุงลงไป ทุกไหนางทำเครื่องหมายที่ซูเฉิงอ่านไม่ออกแต่นางเข้าใจคนเดียวว่าอะไรเป็นอะไร

ช่วยไม่ได้ ข้าเขียนอักษรโบราณไม่เป็น แค่จับพู่กันก็ลำบากแล้ว

ตั้งแต่สวี่หนิงคนใหม่มาอยู่ที่นี่ บ้านเก่าก็เป็นระเบียบเรียบร้อยสะอาดสะอ้านอย่างมาก

“ก๊อก ๆ ๆ”

สวี่หนิงเคาะห้องของซูเฉิงหลังจัดเก็บของเสร็จ

“นี่เงินที่เหลือ”

ซูเฉิงมองดูเงินอีแปะในมือเล็ก

“เจ้าเก็บไว้เถอะ เอาไว้ซื้อของจำเป็นในบ้าน”

ในเมื่อเขาพูดอย่างนี้ สวี่หนิงก็ไม่อิดออดเอาเงินอีแปะเก็บใส่ถุงเงินทันที

“ท่านกินอาหารกลางวันหรือยัง?”

สวี่หนิงนึ่งหมั่นโถวไส้ผักเอาไว้ให้เขากินเป็นอาหารเที่ยงก่อนออกไปตลาด

“อืม”

หมดเรื่องพูดแล้ว สวี่หนิงก็ทำท่าจะหมุนตัวออกไป ก่อนออกไปพลันนึกได้

“ข้าขอยืมเสื้อของท่านหน่อยนะ”

พูดจบก็ถือวิสาสะหยิบเสื้อผ้าของซูเฉิงที่วางบนชั้นไม้ออกไปทันที

สวี่หนิงรู้ว่าซูเฉิงมีเสื้อผ้าแค่สามชุดเท่านั้น สองชุดนั้นเก่าเสียจนมีรอยปะแทบทุกส่วนเพราะใส่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนทุกวัน ในขณะที่อีกชุดที่เหลือเก่าน้อยที่สุด นับว่ายังมีรอยปะชุนไม่มากเท่าเขาเอาไว้สวมใส่ออกไปข้างนอก

ได้เสื้อผ้าของเขามาสวี่หนิงก็เริ่มลงมือทาบขนาดเพื่อตัดชุดใหม่ให้เขาจากผ้าที่ซื้อมา

โชคดีจริงที่เคยลงเรียนวิชาเลือกอย่างการตัดเสื้อมาก่อน

ค้นหาอุปกรณ์ตัดเย็บจากความทรงจำของร่างเดิมไม่นานก็หาเจอ

เมื่อลงมือทำ สวี่หนิงก็พบว่าซูเฉิงนั้นมีรูปร่างสูงมากทีเดียว ติดตรงที่ผอมไปเสียหน่อย บางทีเขาควรกินโปรตีนมากกว่านี้

ตัดชิ้นผ้าเรียบร้อย นางจึงเอาชุดเดิมของซูเฉิงไปคืน ตั้งใจว่างานเย็บค่อยเอาไว้ทำในเวลาว่างไม่ต้องรีบร้อน

สวี่หนิงนำเนื้อหมูครึ่งจินที่ซื้อมาแล่เป็นแผ่นบางๆ แบ่งไปตากแดดส่วนหนึ่ง อีกส่วนนำมาหมักเกลือ ตั้งใจเก็บไว้กินทีหลัง ปันเนื้อหมูออกมาเล็กน้อยทำเป็นไส้เกี๊ยวตั้งใจต้มเกี๊ยวเป็นอาหารเย็น

นางตักเกี๊ยวแบ่งใส่ถ้วยเดินออกไปบ้านซูต้าไจ๋เพื่อขอซื้อแม่ไก่ตามที่สะใภ้อวี๋สัญญา

“วันนี้ข้าทำต้มเกี๊ยว จึงนำมาแบ่งให้พี่สะใภ้อวี๋เจ้าค่ะ”

“ตายแล้ว เจ้าเนี่ยล่ะก็ ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้”

แม้พูดอย่างนั้นแต่กลิ่นหอมของต้มเกี๊ยวทำให้ใบหน้าสะใภ้อวี๋เต็มไปด้วยรอยยิ้ม ในซุปยังมีผักบางอย่างลอยอยู่

“นี่มัน ผักจี้ช่าย?”

“ใช่เจ้าค่ะ”

สะใภ้อวี๋ใช้ช้อนคนอย่างแปลกใจ เพราะสีของผักจี้ช่ายไม่เหมือนที่นางเคยเห็น

“ทำไมสีถึงเข้มแบบนี้ล่ะ?”

“ข้านำผักจี้ช่ายมาล้าง และตากแดดให้แห้ง เวลาจะทำกินก็เอาออกมาแช่น้ำชั่วครู่ค่อยเอามาต้มเจ้าค่ะ วิธีนี้ทำให้ผักเก็บได้นานและยังทำให้รสชาติเข้มข้นขึ้นด้วย”

“จริงหรือนี่? ดูน่าอร่อยมาก ไว้ข้าชิมแล้วจะลองทำอย่างเจ้าบ้าง”

สวี่หนิงไม่ได้หวงวิธีการถนอมผัก ทั้งยังแนะนำเพิ่มเติมอีก หากใช้เกลือด้วยจะช่วยดูดน้ำจากผักและเก็บได้นานขึ้น แต่เพราะก่อนหน้านี้มีเกลือไม่พอจึงได้แต่ตากแดดเท่านั้น

สะใภ้อวี๋ให้สวี่หนิงเลือกแม่ไก่ที่ชอบไปหนึ่งตัว สวี่หนิงตั้งใจเอามาฟักไข่ไว้ทำกิน แต่ยังไม่มีเงินมากพอซื้อพ่อไก่เพื่อให้ไข่ที่ออกสามารถฟักเป็นตัวและแพร่พันธุ์ได้ จึงตั้งใจว่าไว้คราวหน้าค่อยมาขอซื้อพ่อไก่

นอกจากแม่ไก่ ยังได้ข้าวเปลือกจากสะใภ้อวี๋มาถุงใหญ่ เมื่อสวี่หนิงหิ้วแม่ไก่กลับบ้านเพราะไม่ได้มัดให้ดี แม่ไก่จึงได้พยายามหลบหนีทำให้สวี่หนิงต้องไล่จับมันจนผมเผ้ารุงรัง

หน้าประตูบ้าน ซูเฉิงมองภาพตรงหน้าด้วยสายตาพิลึก

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...