กระจายอำนาจ-ท้องถิ่นเข้มแข็ง ลดเหลื่อมล้ำ-ชุมชนยั่งยืน
กระจายอำนาจ-ท้องถิ่นเข้มแข็ง ลดเหลื่อมล้ำ-ชุมชนยั่งยืน
อีกไม่ถึงเดือนจะมีการเลือกตั้งนายก อบจ. 47 จังหวัด และส.อบจ. 76 จังหวัด ในวันเสาร์ 1 กุมภาพันธ์นี้
หลายพื้นที่แข่งขันดุเดือด เพราะมีบางพรรคส่งตัวแทนลงชิงชัยทั้งเปิดเผย และอยู่เบื้องหลัง เพื่อหวังจะมีฐานการเมืองในระดับท้องถิ่น ซึ่งจะชิงความได้เปรียบในสนามเลือกตั้งใหญ่
ทำให้การเลือกตั้ง อบจ.ครั้งนี้คึกคักกว่าที่ผ่านมา มีการแข่งกันเสนอนโยบายที่น่าสนใจให้กับท้องถิ่น ช่วยให้คนในพื้นที่ได้ประโยชน์อย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม หลายครั้งนโยบายที่เสนอขาย เมื่อได้นั่งเก้าอี้แล้วไม่อาจทำให้เป็นจริงได้ ชาวบ้านในพื้นที่ยังตกหล่มความเหลื่อมล้ำ ชุมชนไม่ได้รับการพัฒนาให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืน
เมื่อไม่นานมานี้ มีเวทีเสวนาหัวข้อ “ทิศทางชุมชน ทิศทางประเทศไทย” ในงาน “15 ปีสัมมาชีพ สานพลังไทย สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่” ณ โรงแรมรามา การ์เด้นส์ เพื่อแลกเปลี่ยนแนวทางในการสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน
“นิพนธ์ บุญญามณี” หนึ่งในวิทยากรที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์จากการคลุกคลีกับชาวบ้านอย่างใกล้ชิด เพราะผ่านประสบการณ์ทั้งการเมืองระดับท้องถิ่นและระดับชาติมายาวนานทั้งการเป็น สมาชิกสภาจังหวัด (สจ.) สงขลาหลายสมัย เป็นประธานสภาจังหวัดสงขลา เป็นนายก อบจ.สงขลา เป็นส.ส.สงขลา 8 สมัย และเป็นรัฐมนตรีช่วยมหาดไทย โดยมี “อุตม สาวนายน” อดีตรมว.คลัง และ “สนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์” อดีต รมว.พาณิชย์ ร่วมเวทีแลกเปลี่ยนความเห็น
ทั้งนี้ “นิพนธ์” ยืนยันว่าหากต้องการทำให้ประเทศไทยเข้มแข็ง ต้องสร้างความเข้มแข็งจากฐานรากนั่นคือชุมชนและท้องถิ่น การกระจายอำนาจถือเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ ในอดีตความเจริญกระจุกตัวอยู่ในเมืองใหญ่หรือมหานคร ขณะที่ชนบทยังคงขาดแคลนทุกอย่าง โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานทุุกด้านและโอกาสในการพัฒนา
เราต้องตั้งคำถามกันและหาแนวทางกันว่า จะทำอย่างไรให้เมืองมีความเหลื่อมล้ำน้อยลง ทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ การศึกษา สาธารณสุข และโครงสร้างพื้นฐาน หากทำได้ ความยากจนเชิงโครงสร้างก็จะลดลง และชุมชนจะสามารถยืนหยัดได้อย่างยั่งยืน
อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างเมืองมหานครกับเมืองขนาดเล็กขนาดกลาง เราต้องเร่งสร้างเมืองมหานครใหม่ๆ ในภูมิภาค ให้เติบโตเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจในภูมิภาค จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกรุงเทพฯและเมืองขนาดเล็ก พร้อมกระจายความเจริญสู่ทุกภูมิภาค ต้องกระจายความเจริญไปให้ทั่วทุกพื้นที่ ทำให้ทุกจังหวัดเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาได้เหมือนกรุงเทพฯ นี่คือทางรอดในการลดความเหลื่อมล้ำอย่างแท้จริง
นโยบายการแจกเงิน ที่มักใช้แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นการแก้ปัญหาไม่ตรงจุด และจะส่งผลให้ชุมชนยิ่งอ่อนแอลง การแจกเงินเหมือนการแจกปลา แต่ไม่สอนให้จับปลา สุดท้ายคนก็จะรอว่ารัฐบาลจะแจกอะไรต่อไป โดยไม่คิดถึงการสร้างโอกาสหรืออาชีพที่ยั่งยืน
การแก้ไขปัญหาความยากจน ต้องมุ่งเน้นการสร้างรายได้จากอาชีพ ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน และกระจายโอกาสให้เท่าเทียมกัน ที่สำคัญ ต้องแก้ปัญหาให้ตรงจุด มองเห็นจุดแข็งและจุดอ่อนของแต่ละพื้นที่ แทนที่จะใช้ยาแก้ปวดสูตรเดียว แก้ทั้งประเทศ
การจะแก้ปัญหาให้สำเร็จได้ ต้องเหมือนหมอที่วินิจฉัยโรคอย่างแม่นยำ ต้องจ่ายยาให้เหมาะสมกับคนไข้ เพราะแต่ละพื้นที่ แต่ละตำบล ต่างมีจุดแข็งและจุดอ่อนแตกต่างกัน จึงต้องวางนโยบายที่ตอบโจทย์ของพื้นที่นั้นอย่างแท้จริง
แทนที่จะมุ่งเน้นการแจกเงินแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควรเปลี่ยนไปพัฒนาคน โดยสร้างทักษะและความรู้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว พร้อมปฏิรูปการศึกษาให้เหมาะสมกับบริบทของชุมชน ลดเวลาเรียนที่ไม่จำเป็น มุ่งเน้นการเรียนรู้ที่สามารถนำไปต่อยอดอาชีพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน เพื่อให้ประชาชนพึ่งพาตนเองและสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้อย่างแท้จริง
“หากเราร่วมมือกัน มันจะสร้างพลังและพลวัตรที่สำคัญในการเปลี่ยนแปลงอนาคตของประเทศได้อย่างแท้จริง และหากเรากระจายอำนาจ กระจายโอกาสให้ทุกคนอย่างเป็นธรรม เท่าเทียม ก็จะสามารถลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นได้ อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของชุมชนที่ทุกคนปรารถนาอย่างยั่งยืน” นิพนธ์สรุป
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : กระจายอำนาจ-ท้องถิ่นเข้มแข็ง ลดเหลื่อมล้ำ-ชุมชนยั่งยืน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th