โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ทำไม จีน ผ่อนคลาย “นโยบายลูกคนเดียว” มาแล้ว 10 ปี แต่วิกฤตประชากรกลับรุนแรงขึ้น

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 พ.ย. 2567 เวลา 17.03 น. • เผยแพร่ 12 พ.ย. 2567 เวลา 00.00 น.

ทำไม จีน ผ่อนคลาย "นโยบายลูกคนเดียว" มาแล้ว 10 ปี แต่วิกฤตประชากรกลับรุนแรงขึ้น Nomura เปิดบททวิเคราะห์สาเหตุที่ทำให้ยังไม่ประสบความสำเร็จ

แม้ว่าประเทศจีนจะเริ่มผ่อนปรน "นโยบายลูกคนเดียว" ที่เข้มงวดมาเกือบ 10 ปีแล้ว แต่อัตราการเกิดยังคงลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยมีเด็กเกิดใหม่ 9.02 ล้านคนในปี 2566 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ แต่นักวิเคราะห์กล่าวว่าความพยายามของจีนยังไม่สามารถแก้ไขสาเหตุหลักของการลดลงอย่างรวดเร็วนี้ได้

ตามการวิเคราะห์ข้อมูลของ Nomura บริษัทผู้ให้บริการทางการเงินในเดือนพฤศจิกายน 2567 ว่า ในแง่ของการจดทะเบียนสมรสใหม่พบลดลง 25% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้าในไตรมาสที่ 3 โดยบ่งชี้ว่ายอดรวมทั้งปีจะลดลงเหลือ 6.4 ล้านราย ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2522

จากประเด็นดังกล่าวลอเรน จอห์นสตัน ผู้ช่วยศาสตราจารย์จากศูนย์ศึกษาจีนแห่งมหาวิทยาลัยซิดนีย์ กล่าวว่า แทนที่จีนจะพยายามกระตุ้นให้อัตราการเกิดพุ่งสูงขึ้น นโยบายของจีนจนถึงขณะนี้กลับเน้นไปที่การอุดหนุนค่าใช้จ่ายของครอบครัว ที่ต้องการมีลูกคนที่ 2 หรือ 3 คน สามารถทำได้ง่ายกว่าและประหยัดกว่า”

เมื่อเดือนตุลาคม 2567 ทางการจีนได้ประกาศแผนระดับสูงสำหรับการอุดหนุนและการลดหย่อนภาษีให้กับครัวเรือนที่มีเด็กอายุต่ำกว่า 3 ขวบ มาตรการดังกล่าวยังขยายระยะเวลาการลาคลอดจาก 98 วัน เป็น 158 วัน เมื่อปีที่แล้ว จีนได้เพิ่มการลดหย่อนภาษีการเลี้ยงดูบุตรเป็น 2 เท่า เป็น 2,000 หยวน หรือ 280 ดอลลาร์ต่อเดือน

โดยที่ผ่านมานั้นอัตราการเกิดใน จีน ลดลงอย่างมากนับตั้งแต่รัฐบาลประกาศใช้ “นโยบายลูกคนเดียว” ทั่วประเทศในปี 2523 ในเดือนกรกฎาคม องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ว่าจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 ของโลก อาจสูญเสียประชากรมากกว่าครึ่งหนึ่งภายในปี 2543 ซึ่งถือเป็นการลดลงที่มากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ

Harry Murphy Cruise นักเศรษฐศาสตร์จาก Moody’s Analytics กล่าวว่า อาการเมาค้างทางอารมณ์จากนโยบายลูกคนเดียวยังคงหลงเหลืออยู่และทำให้ทัศนคติของคนหนุ่มสาวที่มีต่อครอบครัวเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ช้าลงยังส่งผลให้คนหนุ่มสาวลังเลใจหรือเลื่อนแผนการเริ่มต้นมีครอบครัวออกไป

ขณะที่ข้อมูลของธนาคารโลกแสดงให้เห็นว่าอัตราการเจริญพันธุ์ ซึ่งกำหนดเป็นจำนวนการเกิดต่อสตรี 1 ราย อยู่ที่ 1.2 ในประเทศจีนในปี 2565 ซึ่งต่ำกว่า 1.7 ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งได้รับประโยชน์จากนโยบายการย้ายถิ่นฐานที่เปิดกว้างมากขึ้น

ออสติน ชูมัคเกอร์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์การวัดสุขภาพที่สถาบันการวัดและการประเมินผลสุขภาพ มหาวิทยาลัยวอชิงตัน คาดว่าสัดส่วนของการเกิดของชาวจีนทั่วโลกจะลดลงเหลือประมาณ 3% ในปี 2100 จาก 8% ในปี 2564

โดยกล่าวว่า “การศึกษาปัจจุบันเกี่ยวกับนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคลอดบุตรแสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งการคาดการณ์แสดงให้เห็นว่าจะไม่เพียงพอที่จะฟื้นการลดลงของจำนวนประชากรได้ …อย่างไรก็ตามนวัตกรรมใหม่ๆ และการวิจัยเพื่อปรับปรุงความพยายามในปัจจุบันและการพัฒนาสิ่งใหม่ๆ อาจทำให้สิ่งนี้เป็นไปได้”

โดยปัจจัยที่เร่งด่วนมากขึ้นสำหรับครอบครัวในประเทศจีนคือ ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับรายได้ในการเลี้ยงดูบุตร โดยหลังจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วมาหลายทศวรรษ เศรษฐกิจของจีนก็ชะลอตัวลง ซึ่งเป็นผลมาจากภาวะซบเซาของภาคอสังหาริมทรัพย์ การปราบปรามบริษัทสอนพิเศษ การเงิน และแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต ก็ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานในอุตสาหกรรมที่เคยเป็นที่นิยมในหมู่บัณฑิตจบใหม่ด้วย

ขณะเดียวกันอัตราการว่างงานของเยาวชนจีน ซึ่งวัดจากกลุ่มอายุ 16 ถึง 24 ปี และไม่ได้เข้าเรียนเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 18.8% ในเดือนสิงหาคมและลดลงเล็กน้อยในเดือนกันยายน

ด้าน Sheana Yue นักเศรษฐศาสตร์จาก Oxford Economics กล่าวว่า “ปัญหาที่แท้จริงก็คือ คนส่วนใหญ่ไม่มีความมั่นใจที่จะหาเลี้ยงตัวเอง ไม่ต้องพูดถึงการคิดว่าจะมีเงินพอเลี้ยงลูกด้วยซ้ำ” พร้อมเสริมว่า มาตรการที่จริงจังในการเพิ่มรายได้และลดค่าครองชีพของครัวเรือนจะมีส่วนช่วยอย่างมากในการพัฒนาทัศนคติเกี่ยวกับการมีลูกในประเทศจีน

สำหรับในปี 2567 เจ้าหน้าที่สาธารณสุขแห่งชาติพยายามส่งเสริมให้ธุรกิจต่างๆ สนับสนุนการลาคลอด โดยเน้นย้ำถึงเงินทุนของรัฐในการจ่ายเงินให้กับพนักงานหญิงที่คลอดบุตร

นอกจากนี้นักวิชาการส่วนใหญ่สังเกตเห็นความเชื่อมโยงระหว่างการขยายตัวของเมืองและอัตราการเกิดที่ลดลง โดยในปี 2566 ชาวอเมริกันราว 83% อาศัยอยู่ในเมือง เมื่อเทียบกับ 65% ในจีนตามตัวเลขของธนาคารโลก ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 19% ในปี 1980 ซึ่งในขณะนั้นอัตราการขยายตัวของเมืองในสหรัฐอยู่ที่ 74%

Darren Tay หัวหน้าฝ่ายความเสี่ยงประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ BMI กล่าวว่า “ตารางงานที่ยุ่งวุ่นวายและเครียดในเมืองใหญ่ๆ มักทำให้การแต่งงานและการเกิดลดน้อยลง ซึ่งอาจทำให้ลดผลกระทบของแรงจูงใจที่มุ่งหวังจะส่งเสริมการเกิดลง”

นักเศรษฐศาสตร์ของ Nomura กล่าวว่า สัดส่วนประชากรจีนที่มีอายุระหว่าง 20 ถึง 39 ปี ลดลงแล้ว ซึ่งบ่งชี้ว่าจะมีการแต่งงานน้อยลงในอนาคต

นักเศรษฐศาสตร์กล่าวว่าแนวโน้มดังกล่าวน่าจะส่งผลให้อัตราการเกิดลดลงในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เว้นแต่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีสาระสำคัญในแรงจูงใจสำหรับคู่สามีภรรยา ซึ่งคาดว่าในการประชุมรัฐสภาประจำปีในเดือนมีนาคม จีนอาจประกาศใช้งบประมาณสูงถึง 500,000 ล้านหยวน หรือราว 70,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อส่งเสริมอัตราการเกิด

อย่างไรก็ตามดูเหมือนว่าจะขาดแรงจูงใจที่เหมาะสมในการเพิ่มอัตราการเกิด ในขณะที่ขั้นตอนบางอย่างอาจละเมิดข้อมูลที่สังคมหลายแห่งถือว่าเป็นข้อมูลส่วนตัว

เทียนเฉิน ซู นักเศรษฐศาสตร์อาวุโสแห่งหน่วยข่าวกรองเศรษฐกิจ ชี้ให้เห็นว่านโยบายก่อนหน้านี้ที่สนับสนุนให้มีการเกิดมากขึ้นนั้นไม่สอดคล้องและไม่เพียงพอ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการเงินของรัฐบาลท้องถิ่นและความเต็มใจที่จะให้ความสำคัญกับมาตรการต่างๆ ทั้งนี้เพื่อฟื้นอัตราการเกิดที่ลดลง จีนจำเป็นต้องมีแรงจูงใจทางการเงินโดยตรงที่แข็งแกร่งผสมผสานกัน โดยเฉพาะเงินอุดหนุนและสวัสดิการด้านที่อยู่อาศัย

อ้างอิง : cnbc.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจจีน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...