โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ส่องแผนธุรกิจ “SCGJWD” ปั๊มรายได้ ฝ่าวิกฤตทะเลแดง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 18 มี.ค. 2567 เวลา 09.22 น. • เผยแพร่ 18 มี.ค. 2567 เวลา 09.22 น.

แม้ธุรกิจโลจิสติกส์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะเจอกับวิกฤตการแพร่ระบาดโควิด-19 ต่อเนื่องถึงภาวะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลกถดถอย แต่วิกฤตกลับกลายเป็นโอกาสให้กับ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGJWD ทำรายได้ธุรกิจโลจิสติกส์เติบโต 300.4% จากปีก่อนหน้า มูลค่า 20,738 ล้านบาท จากภาพรวมรายได้ทั้งหมด 23,979 ล้านบาท

นายบรรณ เกษมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม SCGJWD ระบุว่า บริษัทวางเป้าหมายสร้างการเติบโตของพอร์ตโฟลิโอ 12% จากปัจจุบันที่มีรายได้รวม 23,979 ล้านบาท คาดว่าเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) เป็น 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 โดยเตรียมแผนลงทุนในปี 2567 กว่า 4,600 ล้านบาท

โดยในปีนี้อยู่ระหว่างเจรจาเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) 4-5 โครงการ ผ่านความร่วมมือหลายรูปแบบ ซึ่งหากเป็นการร่วมหุ้นต้องไม่ต่ำกว่า 20% การลงทุนนี้เป็นการต่อยอดจากธุรกิจเดิมในประเทศและอาเซียน หากเป็นไปตามแผนจะถือว่าต่อจิ๊กซอว์ได้ครบแล้ว 5 ประเทศหลักในอาเซียน ทั้งในไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย

Q2 ซื้อกิจการเวียดนาม

โดยในไตรมาส 2 เตรียมเข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท เอสซีจี อินเตอร์ เวียดนาม จำกัด หรือ SCG Inter Vietnam จากบริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่มาเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเราในเวียดนาม

ทั้งนี้ SCG Inter Vietnam เป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แก่ Long Son Petrochemicals (LSP) อันเป็นโครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในเวียดนามของบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1 ของปีนี้ ภายใต้สัญญาโลจิสติกส์ 2+2 ปี

“บริษัทเตรียมจะส่งออกปูนซีเมนต์จากเวียดนามไปมาเลเซีย บังกลาเทศ ออสเตรเลีย และสหรัฐ คาดว่าไตรมาส 2 ปีนี้จะส่งออกได้อย่างเต็มที่ รายได้จากประเทศเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท คาดว่า อัตราการเติบโตของพอร์ตโฟลิโอเพิ่มขึ้นอีก 40-50% หลังการเข้ามาของ LSP”

ตั้งรับวิกฤตทะเลแดง

ขณะที่ปัจจัยท้าทายจากเรื่องวิกฤตทะเลแดง ถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ของธุรกิจโลจิสติก์ที่จะต้องฝ่าฟันไปให้ได้ ท่ามกลางวิกฤตโลกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกเดือดที่ทำให้ทุกธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่ Net Zero ควบคู่ไปกับการรักษาผลกำไรของบริษัทให้เติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ฝืดเคือง และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ

“วิกฤตทะเลแดงมีลักษณะคล้ายกับกรณีการปิดด่านเมียนมาที่ไม่สามารถขนส่งทางบกได้ ต้องใช้วิธีขนส่งทางเรือจากระนองไปแทน เช่นเดียวกับทะเลแดงซึ่งต้องหาเส้นทางขนส่งอื่นแทน แม้ว่าจะต้องใช้เวลามากกว่าเดิมหรือเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่ในฐานะของผู้ให้บริการก็มีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งให้กับลูกค้าและต้องใช้การสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจกรณีที่สินค้าอาจจะล่าช้าจากการเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง”

ซึ่งแนวทางสำคัญต้องเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานจากเดิมที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพเป็นหลัก ให้มาเป็นห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น (Supply Chain Resilience) กล่าวคือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจะต้องมีทางเลือกอื่นส่งของให้ลูกค้าเสมอ อาทิ การสต๊อกของเพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางบกเป็นน้ำหรืออากาศ

ฝ่าคลื่นความท้าทาย

ด้าน นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม SCGJWD กล่าวว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียนต้องเผชิญความท้าทายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากเอลนีโญ ภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันผันผวน รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ทำให้หลายบริษัทผลกำไรลดลง 30-60% โดยเฉพาะในเวียดนาม แต่บริษัท SCGJWD มั่นใจว่าได้ตั้งรับความเสี่ยงเหล่านั้น โดยกระจายไปในหลายประเทศ”

ส่วนเรื่องแลนด์บริจด์ที่รัฐบาลกำลังผลักดันนั้น มองว่าเป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจโลจิสติกส์ที่จะสร้างเส้นทางขนส่งทางเลือกอื่นให้กับลูกค้าเรา ร่นระยะเวลา แต่อย่างไรก็ต้องดูในเรื่องของต้นทุนและการยกขนพัสดุซ้ำสอง (double handling) ที่จะต้องมีกระบวนการเพิ่มเติมมากกว่าการเอาเรืออ้อมไปทางช่องแคบมะละกา ทว่าเรื่องนี้ก็คงต้องใช้เวลา

เชื่อมโยงภูมิภาค

ในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย บริษัทวาง 3 กลยุทธ์ ได้แก่ กลยุทธ์แรกคือ “Regional Connectivity & Expansion” มุ่งเพิ่มสัดส่วนกำไรจากต่างประเทศเป็น 40% ในปี 2570 เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งให้ครอบคลุมอาเซียน-จีนตอนใต้

โดยการเข้าถือหุ้น 4.2% ในบริษัท ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SINO ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศครบวงจรรายใหญ่ที่มีปริมาณขนส่งสินค้าทางทะเลเส้นทางไทย-สหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 1 ในไทยและอันดับ 6 ของโลก โดยปี 2562-2565 เติบโตเฉลี่ยปีละ 17.42%

และเมื่อต้นปี 2567 ได้เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเป็น 20.12% ในบริษัท เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ ANI ในธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้าแก่สายการบิน กว่า 20 สาย ครอบคลุม 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา จีน และฮ่องกงโดยคาดว่าจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก ANI ประมาณ 185 ล้านบาทในปีนี้

อีกทั้งยังเข้าซื้อหุ้น 20.44% ในบริษัท Swift Haulage Berhad ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรรายใหญ่ ในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย เพื่อเพิ่มศักยภาพให้บริการขนส่งสินค้าข้ามแดนไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ คาดว่าจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไร 55 ล้านบาทในปีนี้ ซึ่งทั้ง 3 บริษัทนี้มีรายได้รวมกันในปีที่ผ่านมากว่า 10,000 ล้านบาท

ขยายห้องเย็น-จัดเก็บรถอีวีบูม

กลยุทธ์ที่ 2 “Strengthen & Scale up Cold Chain & Automative” ใช้จุดแข็งด้านความสามารถการให้บริการคลังสินค้าห้องเย็นครบวงจรแบบ End-to-End และการให้บริการโลจิสติกส์แก่ผลิตภัณฑ์ยาทั่วประเทศ จะสร้างรายได้เติบโต 10% จากปีที่ผ่านมา

และวางแผนขยายคลังสินค้าห้องเย็นอีก 5 ทำเล รองรับสินค้าอีก 34,000 ตัน ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้าห้องเย็น ย่านรังสิต 2 หลัง ขนาด 23,000 ตัน, เชียงใหม่ขนาด 1,500 ตัน, ขอนแก่น 1,500 ตัน, คลังห้องเย็นสระบุรีเฟส 2 อีก 8,000 ตัน

ขณะที่ธุรกิจบริการจัดเก็บและบริหารยานยนต์ วางเป้าหมายรายได้ปีนี้ เติบโต 10% ตามการเติบโตของตลาดอีวีในประเทศ ซึ่งเราเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 30-35% มีพื้นที่ให้บริการ 870,000 ตารางเมตร

โฟกัส 3 ธุรกิจใหม่

กลยุทธ์สุดท้ายคือ “New Business Opportunities” โฟกัส 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจคลังสินค้าที่ก่อสร้างตามความต้องการของผู้เช่า (Built-to-Suit ) ภายใต้บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด ปัจจุบันมีโครงการที่เปิดดำเนินการและอยู่ระหว่างพัฒนารวม 9 ทำเล มีพื้นที่ให้เช่า 500,000 ตารางเมตร รวมถึงมีแผนนำคลังสินค้าจัดตั้งกองรีทส์ (REIT) ในปีนี้ 200,000 ตารางเมตร ในทำเลบางนา แหลมฉบัง รังสิต และลำลูกกา มูลค่า 3,500-3,800 ล้านบาท

ทั้งจะร่วมกับพันธมิตรขยายบริการโลจิสติกส์แก่อุตสาหกรรมเฮลท์แคร์และยาที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดยเตรียมคลังสินค้าในย่านบางนา กม.22 พื้นที่กว่า 28,000 ตารางเมตรไว้รองรับ คาดว่าจะสร้างรายได้ 70 ล้านบาทในปีนี้ นอกจากนี้วางเป้าหมายรายได้จากธุรกิจ “MeSpace Self Storage” ซึ่งเป็นธุรกิจให้เช่าพื้นที่เก็บสินค้ามีพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร จะเติบโต 53% จากปีก่อน หรือ 112 ล้านบาท

หนุน โลจิสติกส์สีเขียว

นอกจากนี้บริษัทยังมุ่งสู่ Net Zero เพื่อมุ่งสู่ “โลจิสติกส์สีเขียว” โดยตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 10% ในปีนี้ และในปี 2568 ทุกบริการต้องเป็นโลจิสติกส์สีเขียวให้ได้ โดยจะเพิ่มจำนวน EV fleet 200 คัน และมุ่งสู่ Net Zero ให้ได้ภายในปี 2593

“เรายังอยากเรียกร้องให้ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนทางภาษีให้กับรถขนส่งสินค้า รถขนส่งสาธารณะ หรือแม้แต่รถแท็กซี่ เพื่อช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยเช่นเดียวกับประเทศจีน ซึ่งแม้ว่ารถสาธารณะจะคิดเป็น 20% บนท้องถนน แต่การเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะทั้งหมดเป็นอีวี ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 60%”

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องแผนธุรกิจ “SCGJWD” ปั๊มรายได้ ฝ่าวิกฤตทะเลแดง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...