ส่องแผนธุรกิจ “SCGJWD” ปั๊มรายได้ ฝ่าวิกฤตทะเลแดง
แม้ธุรกิจโลจิสติกส์ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาจะเจอกับวิกฤตการแพร่ระบาดโควิด-19 ต่อเนื่องถึงภาวะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจโลกถดถอย แต่วิกฤตกลับกลายเป็นโอกาสให้กับ บริษัท เอสซีจี เจดับเบิ้ลยูดี โลจิสติกส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGJWD ทำรายได้ธุรกิจโลจิสติกส์เติบโต 300.4% จากปีก่อนหน้า มูลค่า 20,738 ล้านบาท จากภาพรวมรายได้ทั้งหมด 23,979 ล้านบาท
นายบรรณ เกษมทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม SCGJWD ระบุว่า บริษัทวางเป้าหมายสร้างการเติบโตของพอร์ตโฟลิโอ 12% จากปัจจุบันที่มีรายได้รวม 23,979 ล้านบาท คาดว่าเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap) เป็น 100,000 ล้านบาท ภายในปี 2570 โดยเตรียมแผนลงทุนในปี 2567 กว่า 4,600 ล้านบาท
โดยในปีนี้อยู่ระหว่างเจรจาเข้าซื้อและควบรวมกิจการ (M&A) 4-5 โครงการ ผ่านความร่วมมือหลายรูปแบบ ซึ่งหากเป็นการร่วมหุ้นต้องไม่ต่ำกว่า 20% การลงทุนนี้เป็นการต่อยอดจากธุรกิจเดิมในประเทศและอาเซียน หากเป็นไปตามแผนจะถือว่าต่อจิ๊กซอว์ได้ครบแล้ว 5 ประเทศหลักในอาเซียน ทั้งในไทย อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
Q2 ซื้อกิจการเวียดนาม
โดยในไตรมาส 2 เตรียมเข้าถือหุ้น 100% ในบริษัท เอสซีจี อินเตอร์ เวียดนาม จำกัด หรือ SCG Inter Vietnam จากบริษัท เอสซีจี อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายที่มาเสริมสร้างความแข็งแกร่งของเราในเวียดนาม
ทั้งนี้ SCG Inter Vietnam เป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์แก่ Long Son Petrochemicals (LSP) อันเป็นโครงการปิโตรเคมีครบวงจรแห่งแรกในเวียดนามของบริษัทเอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์ในไตรมาส 1 ของปีนี้ ภายใต้สัญญาโลจิสติกส์ 2+2 ปี
“บริษัทเตรียมจะส่งออกปูนซีเมนต์จากเวียดนามไปมาเลเซีย บังกลาเทศ ออสเตรเลีย และสหรัฐ คาดว่าไตรมาส 2 ปีนี้จะส่งออกได้อย่างเต็มที่ รายได้จากประเทศเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 1,000 กว่าล้านบาท คาดว่า อัตราการเติบโตของพอร์ตโฟลิโอเพิ่มขึ้นอีก 40-50% หลังการเข้ามาของ LSP”
ตั้งรับวิกฤตทะเลแดง
ขณะที่ปัจจัยท้าทายจากเรื่องวิกฤตทะเลแดง ถือเป็นวิกฤตครั้งใหญ่ของธุรกิจโลจิสติก์ที่จะต้องฝ่าฟันไปให้ได้ ท่ามกลางวิกฤตโลกต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกเดือดที่ทำให้ทุกธุรกิจต้องปรับตัวเข้าสู่ Net Zero ควบคู่ไปกับการรักษาผลกำไรของบริษัทให้เติบโตท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ฝืดเคือง และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
“วิกฤตทะเลแดงมีลักษณะคล้ายกับกรณีการปิดด่านเมียนมาที่ไม่สามารถขนส่งทางบกได้ ต้องใช้วิธีขนส่งทางเรือจากระนองไปแทน เช่นเดียวกับทะเลแดงซึ่งต้องหาเส้นทางขนส่งอื่นแทน แม้ว่าจะต้องใช้เวลามากกว่าเดิมหรือเสียค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่ในฐานะของผู้ให้บริการก็มีความพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบการขนส่งให้กับลูกค้าและต้องใช้การสื่อสารเพื่อสร้างความมั่นใจกรณีที่สินค้าอาจจะล่าช้าจากการเปลี่ยนเส้นทางขนส่ง”
ซึ่งแนวทางสำคัญต้องเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทานจากเดิมที่เน้นเรื่องประสิทธิภาพเป็นหลัก ให้มาเป็นห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่น (Supply Chain Resilience) กล่าวคือไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นจะต้องมีทางเลือกอื่นส่งของให้ลูกค้าเสมอ อาทิ การสต๊อกของเพิ่มมากขึ้น การเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากทางบกเป็นน้ำหรืออากาศ
ฝ่าคลื่นความท้าทาย
ด้าน นายชวนินทร์ บัณฑิตกฤษดา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม SCGJWD กล่าวว่า ธุรกิจโลจิสติกส์ในภูมิภาคอาเซียนต้องเผชิญความท้าทายหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจากเอลนีโญ ภูมิรัฐศาสตร์ทั่วโลก ทำให้ราคาน้ำมันผันผวน รวมถึงธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง ทำให้หลายบริษัทผลกำไรลดลง 30-60% โดยเฉพาะในเวียดนาม แต่บริษัท SCGJWD มั่นใจว่าได้ตั้งรับความเสี่ยงเหล่านั้น โดยกระจายไปในหลายประเทศ”
ส่วนเรื่องแลนด์บริจด์ที่รัฐบาลกำลังผลักดันนั้น มองว่าเป็นประโยชน์ให้กับธุรกิจโลจิสติกส์ที่จะสร้างเส้นทางขนส่งทางเลือกอื่นให้กับลูกค้าเรา ร่นระยะเวลา แต่อย่างไรก็ต้องดูในเรื่องของต้นทุนและการยกขนพัสดุซ้ำสอง (double handling) ที่จะต้องมีกระบวนการเพิ่มเติมมากกว่าการเอาเรืออ้อมไปทางช่องแคบมะละกา ทว่าเรื่องนี้ก็คงต้องใช้เวลา
เชื่อมโยงภูมิภาค
ในการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย บริษัทวาง 3 กลยุทธ์ ได้แก่ กลยุทธ์แรกคือ “Regional Connectivity & Expansion” มุ่งเพิ่มสัดส่วนกำไรจากต่างประเทศเป็น 40% ในปี 2570 เพื่อเพิ่มศักยภาพการขนส่งให้ครอบคลุมอาเซียน-จีนตอนใต้
โดยการเข้าถือหุ้น 4.2% ในบริษัท ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SINO ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ระหว่างประเทศครบวงจรรายใหญ่ที่มีปริมาณขนส่งสินค้าทางทะเลเส้นทางไทย-สหรัฐอเมริกาเป็นอันดับ 1 ในไทยและอันดับ 6 ของโลก โดยปี 2562-2565 เติบโตเฉลี่ยปีละ 17.42%
และเมื่อต้นปี 2567 ได้เพิ่มสัดส่วนถือหุ้นเป็น 20.12% ในบริษัท เอเชีย เน็ตเวิร์ค อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ ANI ในธุรกิจตัวแทนขายระวางสินค้าแก่สายการบิน กว่า 20 สาย ครอบคลุม 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา เมียนมา จีน และฮ่องกงโดยคาดว่าจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไรจาก ANI ประมาณ 185 ล้านบาทในปีนี้
อีกทั้งยังเข้าซื้อหุ้น 20.44% ในบริษัท Swift Haulage Berhad ผู้ให้บริการโลจิสติกส์ครบวงจรรายใหญ่ ในตลาดหลักทรัพย์มาเลเซีย เพื่อเพิ่มศักยภาพให้บริการขนส่งสินค้าข้ามแดนไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์ คาดว่าจะรับรู้ส่วนแบ่งกำไร 55 ล้านบาทในปีนี้ ซึ่งทั้ง 3 บริษัทนี้มีรายได้รวมกันในปีที่ผ่านมากว่า 10,000 ล้านบาท
ขยายห้องเย็น-จัดเก็บรถอีวีบูม
กลยุทธ์ที่ 2 “Strengthen & Scale up Cold Chain & Automative” ใช้จุดแข็งด้านความสามารถการให้บริการคลังสินค้าห้องเย็นครบวงจรแบบ End-to-End และการให้บริการโลจิสติกส์แก่ผลิตภัณฑ์ยาทั่วประเทศ จะสร้างรายได้เติบโต 10% จากปีที่ผ่านมา
และวางแผนขยายคลังสินค้าห้องเย็นอีก 5 ทำเล รองรับสินค้าอีก 34,000 ตัน ได้แก่ ศูนย์กระจายสินค้า คลังสินค้าห้องเย็น ย่านรังสิต 2 หลัง ขนาด 23,000 ตัน, เชียงใหม่ขนาด 1,500 ตัน, ขอนแก่น 1,500 ตัน, คลังห้องเย็นสระบุรีเฟส 2 อีก 8,000 ตัน
ขณะที่ธุรกิจบริการจัดเก็บและบริหารยานยนต์ วางเป้าหมายรายได้ปีนี้ เติบโต 10% ตามการเติบโตของตลาดอีวีในประเทศ ซึ่งเราเป็นผู้ให้บริการโลจิสติกส์ที่ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณ 30-35% มีพื้นที่ให้บริการ 870,000 ตารางเมตร
โฟกัส 3 ธุรกิจใหม่
กลยุทธ์สุดท้ายคือ “New Business Opportunities” โฟกัส 3 ธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจคลังสินค้าที่ก่อสร้างตามความต้องการของผู้เช่า (Built-to-Suit ) ภายใต้บริษัท แอลฟา อินดัสเทรียล โซลูชั่น จำกัด ปัจจุบันมีโครงการที่เปิดดำเนินการและอยู่ระหว่างพัฒนารวม 9 ทำเล มีพื้นที่ให้เช่า 500,000 ตารางเมตร รวมถึงมีแผนนำคลังสินค้าจัดตั้งกองรีทส์ (REIT) ในปีนี้ 200,000 ตารางเมตร ในทำเลบางนา แหลมฉบัง รังสิต และลำลูกกา มูลค่า 3,500-3,800 ล้านบาท
ทั้งจะร่วมกับพันธมิตรขยายบริการโลจิสติกส์แก่อุตสาหกรรมเฮลท์แคร์และยาที่มีศักยภาพเติบโตสูง โดยเตรียมคลังสินค้าในย่านบางนา กม.22 พื้นที่กว่า 28,000 ตารางเมตรไว้รองรับ คาดว่าจะสร้างรายได้ 70 ล้านบาทในปีนี้ นอกจากนี้วางเป้าหมายรายได้จากธุรกิจ “MeSpace Self Storage” ซึ่งเป็นธุรกิจให้เช่าพื้นที่เก็บสินค้ามีพื้นที่ 30,000 ตารางเมตร จะเติบโต 53% จากปีก่อน หรือ 112 ล้านบาท
หนุน โลจิสติกส์สีเขียว
นอกจากนี้บริษัทยังมุ่งสู่ Net Zero เพื่อมุ่งสู่ “โลจิสติกส์สีเขียว” โดยตั้งเป้าลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้ 10% ในปีนี้ และในปี 2568 ทุกบริการต้องเป็นโลจิสติกส์สีเขียวให้ได้ โดยจะเพิ่มจำนวน EV fleet 200 คัน และมุ่งสู่ Net Zero ให้ได้ภายในปี 2593
“เรายังอยากเรียกร้องให้ภาครัฐมีมาตรการสนับสนุนทางภาษีให้กับรถขนส่งสินค้า รถขนส่งสาธารณะ หรือแม้แต่รถแท็กซี่ เพื่อช่วยสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยเช่นเดียวกับประเทศจีน ซึ่งแม้ว่ารถสาธารณะจะคิดเป็น 20% บนท้องถนน แต่การเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะทั้งหมดเป็นอีวี ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 60%”
- ฮูตีโจมตีเรือน้ำมันในทะเลแดง ดันราคาน้ำมันดิบโลกทะลุ 80 เหรียญ/บาร์เรล
- ราคาน้ำมันดิบโลกต่ำสุดในรอบ 6 เดือน วิกฤตทะเลแดง-อสังหาฯจีน ทุบเศรษฐกิจซึม
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องแผนธุรกิจ “SCGJWD” ปั๊มรายได้ ฝ่าวิกฤตทะเลแดง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net