โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สัญลักษณ์พระปรางค์วัดอรุณ ในไตรภูมิรัชกาลที่ 1 (จบ)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 13 มี.ค. 2567 เวลา 02.16 น. • เผยแพร่ 13 มี.ค. 2567 เวลา 02.16 น.

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

สัญลักษณ์พระปรางค์วัดอรุณ

ในไตรภูมิรัชกาลที่ 1 (จบ)

ดังที่ทราบโดยทั่วไปว่า สมัยรัชกาลที่ 5 มีการปฏิสังขรณ์ใหญ่พระปรางค์วัดอรุณฯ และส่วนที่มีความเปลี่ยนแปลงมากที่สุดก็คือ วิหารคด วิหารทิศ กำแพง และเก๋งจีนรอบพระปรางค์ โดยมีการรื้อส่วนนี้ออกทั้งหมด โดยคงเหลือเก็บเพียงวิหารทิศทางด้านตะวันตกเพียงหลังเดียวเท่านั้น พร้อมทั้งสร้างกำแพงแบบสมัยใหม่ขึ้นแทน ตอนล่างเป็นผนังทึบก่ออิฐถือปูน ส่วนตอนบนทำเป็นรั้วลูกกรงเหล็ก ทาสีแดง มีรูปครุฑยุดนาคติดอยู่ที่ตอนบนทุกช่องของรั้ว

นอกจากนี้ รัชกาลที่ 5 ยังทรงมีรับสั่งให้รื้อประตูเข้าพระปรางค์ออกทั้งหมดที่แต่เดิมมีอยู่ 9 ประตู แล้วโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใหม่เพียง 5 ประตู ออกแบบเป็นประตูซุ้มเหมือนวัดราชประดิษฐ์ โดยซุ้มเหนือบานประตูทั้งด้านนอกและด้านในทำเป็นรูปพระราชลัญจกรประจำพระองค์ทั้ง 5 รัชกาล ได้แก่ ประตูที่ด้านทิศตะวันออกมี 3 ประตู ทำเป็นพระราชลัญจกรรัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 4 ส่วนประตูด้านทิศตะวันตกมี 2 ประตู ทำเป็นพระราชลัญจกรรัชกาลที่ 1 และรัชกาลที่ 3

สำหรับแนวกำแพงด้านทิศตะวันตกหลังพระปรางค์ที่เหลือเพียงวิหารทิศลักษณะเก๋งจีนเก่าไว้เพียง 1 หลัง โปรดเกล้าฯ ให้ทาสีผนังภายในใหม่ทั้งหมดด้วยสีขาว แทนที่ภาพเขียนเดิมซึ่งเขียนภาพเกี่ยวกับนรก เนื่องจากทรงเห็นว่าการเขียนภาพนรกนั้นไม่งาม ส่วนรั้วด้านใต้ที่ติดกับกำแพงพระราชวังเดิมนั้น เป็นรั้วก่ออิฐถือปูนทึบตลอดด้าน

สิ่งที่น่าสนใจคือ หากเราย้อนกลับไปพิจารณาสภาพดั้งเดิมขององค์ประกอบส่วนนี้ (วิหารคด วิหารทิศ กำแพง และเก๋งจีนรอบพระปรางค์) ซึ่งถูกสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 น่าคิดนะครับว่า กลุ่มอาคารที่ล้อมรอบพระปรางค์เหล่านี้ทำหน้าที่ในเชิงสัญลักษณ์ทางคติจักรวาลอย่างไร

หากพิจารณา “แผนที่กรุงเทพฯ ฉบับธงชัย” (พ.ศ.2430) ในบริเวณพระปรางค์วัดอรุณฯ จะพบว่า การวางแผนผังของกลุ่มอาคารส่วนนี้สอดคล้องและเทียบเคียงได้กับแผนผังโครงสร้างจักรวาลที่ปรากฏใน “ไตรภูมิรัชกาลที่ 1” (รวมถึงภาพวาดในสมุดภาพไตรภูมิหลายฉบับ) โดยตำแหน่งและความหมายของกลุ่มอาคารส่วนนี้สามารถเทียบเคียงเชิงสัญลักษณ์ได้กับ “กำแพงจักรวาล”

อย่างไรก็ตาม เราเหลือหลักฐานน้อยมากในการจินตนาการถึงกลุ่มอาคารเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์ประกอบทางศิลปกรรมภายในอาคารแต่ละหลังที่จะช่วยให้เข้าใจบทบาทหน้าที่เชิงสัญลักษณ์ของอาคารที่นอกเหนือจากการเป็นสัญลักษณ์ของกำแพงจักรวาลได้

แต่กระนั้น หลักฐานที่หลงเหลืออยู่บางอย่างก็ช่วยให้เรามองเห็นเค้าเงื่อนบางอย่างอยู่บ้าง

นั่นก็คือ เก๋งจีนทางด้านทิศตะวันตก โดยเก๋งจีนหลังนี้ จากหลักฐานเอกสารการบูรณะสมัยรัชกาลที่ 5 บอกไว้ว่า ภาพจิตรกรรมที่ปรากฏอยู่ภายในคือภาพเล่าเรื่องเกี่ยวกับนรกภูมิ แต่รัชกาลที่ 5 ไม่โปรดจึงมีพระราชดำริให้ลบภาพทิ้งทั้งหมด

จากหลักฐานทำให้เราสันนิษฐานได้ว่า เก๋งจีนทางด้านทิศตะวันตกอาจจะทำหน้าที่ในเชิงสัญลักษณ์แทนความหมายของ “นรกภูมิ” ตามโครงสร้างจักรวาลแบบพุทธเถรวาทสยามสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่ถูกอธิบายไว้ในไตรภูมิรัชกาลที่ 1 และสมุดภาพไตรภูมิทั้งหลาย

ซึ่งความหมาย ณ ตำแหน่งนี้ยังสอดรับกับความนิยมในการสร้างงานสถาปัตยกรรมยุคต้นรัตนโกสินทร์อื่นๆ ด้วย อาทิ วัดพระเชตุพนฯ ที่มีการกำหนดให้ศาลาการเปรียญที่อยู่ทางทิศตะวันตกของผังพุทธาวาส ทำหน้าที่แสดงสัญลักษณ์ของนรกภูมิ ผ่านการเขียนภาพจิตรกรรมนรกบนผนังอาคาร

สิ่งที่น่าคิดต่อไปก็คือ แม้เราจะไม่ทราบว่าภาพจิตรกรรมภายในของเก๋งจีนหลังอื่นเคยเขียนภาพจิตรกรรมอะไรไว้บ้าง แต่ก็น่าเชื่อว่าจะถูกเขียนขึ้นเป็นภาพนรกภูมิในรูปแบบเดียวกัน ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นจริง เก๋งจีนหลังอื่น (รวมทั้งวิหารทิศ) ที่ถูกรื้อออกไปจะสอดคล้องลงตัวมากกับการระบุตำแหน่งของ “โลกันตนรก” ที่ปรากฏในคัมภีร์ต่างๆ และสมุดภาพไตรภูมิ ที่นิยมแสดงตำแหน่งโลกันตนรกอยู่โดยรอบของแนวขอบด้านนอกกำแพงจักรวาล (ดูภาพประกอบ)

จากที่กล่าวมา องค์ประกอบวิหารคดและเก๋งจีน แม้จะมีหลักฐานให้ศึกษาและสันนิษฐานน้อย แต่สิ่งที่ยืนยันชัดเจนในเชิงความหมายก็คือ กลุ่มอาคารเหล่านี้มีความเป็นไปได้มากที่จะทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของกำแพงจักรวาล

ส่วนเก๋งจีนทางทิศตะวันตกสื่อสัญลักษณ์ของความหมายนรกภูมิ และยิ่งไปกว่านั้น ภาพจิตรกรรมดังกล่าวอาจมีความหมายที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นที่สื่อถึงโลกกันตนรกที่อยู่รอบนอกกำแพงจักรวาล

ซึ่งหากเป็นเช่นนี้จริงก็จะทำให้พระปรางค์วัดอรุณฯ เป็นการสื่อสารสัญลักษณ์ของจักรวาลผ่านงานสถาปัตยกรรมได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ที่สุดในยุคต้นรัตนโกสินทร์ และอาจจะสมบูรณ์ที่สุดในประวัติศาสตร์งานช่างในสังคมสยามก็เป็นได้

ประเด็นสุดท้ายที่อยากพูดคือ ความเชื่อเกี่ยวกับโลกและจักรวาล ชนชั้นนำสยามต่างพยายามจำลองให้เห็นเป็นรูปธรรมในหลายลักษณะ เช่น จิตรกรรมฝาผนัง ภาพเขียนสมุดไทย และจำลองผ่านการสร้างงานศิลปะสถาปัตยกรรมนานาประเภท ซึ่งนักวิชาการที่ผ่านมาส่วนใหญ่เชื่อว่า ต้นแบบที่เป็นเสมือนพิมพ์เขียวของการจำลองความเชื่อนี้ของสังคมไทยมาโดยตลอดก็คือคัมภีร์ “ไตรภูมิพระร่วง”

ด้วยเหตุนี้ เมื่อนักวิชาการที่ผ่านมาต้องการอธิบายแนวคิดและคติสัญลักษณ์การออกแบบวัดอรุณฯ จึงมักอธิบายโดยอาศัยอ้างอิงไตรภูมิพระร่วงเป็นหลักมาโดยตลอด เสมือนหนึ่งว่าเป็นคัมภีร์เพียงเล่มเดียวที่อธิบายถึงเรื่องโลกและจักรวาลของสังคมสยาม โดยมิได้ตระหนักคัมภีร์เล่มนี้ถูกแต่งขึ้นก่อนยุครัตนโกสินทร์หลายร้อยปี

ที่สำคัญคือไตรภูมิพระร่วงเป็นเอกสารที่คนในยุคต้นรัตนโกสินทร์ไม่ได้ให้ความสำคัญแต่อย่างใด

ดังปรากฏให้เห็นชัดว่า เมื่อคราวรัชกาลที่ 1 โปรดให้พระราชาคณะและราชบัณฑิตร่วมกันแต่งคัมภีร์เกี่ยวกับโลกและจักรวาลขึ้นใหม่ในชื่อว่า “ไตรภูมิโลกวินิจฉัย” (ไตรภูมิรัชกาลที่ 1) ก็มิได้มีการอ้างอิงหรือกล่าวถึงไตรภูมิพระร่วงเลย

นั่นเท่ากับว่าไตรภูมิพระร่วงอาจไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ เลยต่อการออกแบบพระปรางค์วัดอรุณฯ โดยเอกสารที่น่าจะเป็นต้นธารความคิดที่แท้จริงในการออกแบบมากที่สุด (แต่กลับไม่ได้รับความสนใจในงานศึกษาที่ผ่านมามากนัก) คือ ไตรภูมิรัชกาลที่ 1 ต่างหาก

ในทัศนะผม ไตรภูมิรัชกาลที่ 1 คือคัมภีร์เล่มหลักที่มอบแรงบันดาลใจทั้งหมดในการกำหนดแนวความคิดในการออกแบบงานสถาปัตยกรรมวัดอรุณฯ (ไม่ใช่เฉพาะแค่พระปรางค์) แต่เป็นที่น่าเสียดายว่า งานศึกษาเกี่ยวกับแนวคิดในการออกแบบวัดอรุณฯ ที่ผ่านมาให้ความสนใจน้อยมากต่อเอกสารนี้

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะวงวิชาการมักเชื่อว่า ฐานความรู้เกี่ยวกับเรื่องโลกและจักรวาลของสังคมไทยที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์ต่างๆ ล้วนมีเนื้อหาที่แทบจะไม่มีความแตกต่างอะไรในสาระสำคัญ และเชื่อว่าในบรรดาคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับโลกศาสตร์เหล่านี้ “ไตรภูมิพระร่วง” คือเล่มแม่บท หรือเป็นเล่มหลักที่สังคมไทยทุกยุคทุกสมัยรับรู้และใช้เป็นคัมภีร์สำคัญมาโดยตลอด

แต่ปัจจุบัน เริ่มเป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า เนื้อหาในคัมภีร์เกี่ยวกับโลกและจักรวาลในสังคมไทยแต่ละฉบับมีรายละเอียดหลายอย่างที่แตกต่างกัน และหลายจุดมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญมาก ซึ่งเกิดขึ้นจากความเชื่อทางศาสนา ค่านิยม และสภาพทางสังคม ณ ช่วงเวลาที่คัมภีร์แต่ละฉบับได้ถูกเขียนขึ้นนั้นมีลักษณะที่แตกต่างกัน

ดังนั้น การใช้คัมภีร์ที่เขียนขึ้นในยุคสมัยหนึ่งมาอธิบายแนวคิดทางสถาปัตยกรรมอีกยุคสมัยหนึ่งซึ่งห่างกันหลายร้อยปีจึงเป็นเรื่องที่อาจก่อให้เกิดความคลาดเคลื่อนหรือไม่สมบูรณ์มากพอต่อการทำความเข้าใจหรือตีความแนวความคิดได้

ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นที่มาของบทความที่พยายามชี้ให้เห็นความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นแทบจะทุกรายละเอียดของการออกแบบพระปรางค์วัดอรุณฯ กับเนื้อหาที่ถูกพรรณานาไว้ในคัมภีร์ไตรภูมิรัชกาลที่ 1

และหากสังคมไทยต้องการเข้าใจความหมายและคติสัญลักษณ์ต่างๆ ที่แท้จริงของงานสถาปัตยกรรมชิ้นสำคัญที่สุดในยุคต้นรัตนโกสินทร์ชิ้นนี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้ความสนใจกับ “ไตรภูมิรัชกาลที่ 1” หรือชื่ออย่างเป็นทางการคือ “ไตรภูมิโลกวินิจฉัย” มากกว่า “ไตรภูมิพระร่วง”

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สัญลักษณ์พระปรางค์วัดอรุณ ในไตรภูมิรัชกาลที่ 1 (จบ)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...