'บายศรี' ข้าวสุกเซ่นผีฟ้า โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
บายศรี หมายถึง ข้าวสุกแม่ข้าวเซ่นสังเวยผีฟ้าตามความเชื่อทางศาสนาผี โดยใส่กระทงหรือกระบาน ต่อมาให้ความสำคัญแก่ภาชนะเหนือข้าวสุกโดยปรับเปลี่ยนเป็นเครื่องใบตองเลียนแบบเครื่องสูงในพระราชพิธี หลังจากนั้นสร้างสรรค์เป็นรูปลักษณ์หลากหลายไกลออกไปจากข้าวสุกแม่ข้าวจนเกือบไม่เหลือความหมายเดิม
บายศรีมีต้นตอจากคำเขมรว่าบายสี หรือ บายสฺรี (บาย-เซฺร็ย) แปลว่า ข้าวสุกแม่ข้าว (บาย แปลว่า ข้าวสุก, สฺรี แปลว่า หญิง หรือสตรี)
ต่อมาคำว่า สฺรี ถูกกลืนจากคำว่า ศรี (ที่หมายถึง พระศรี คือ พระลักษมี) เลยสะกดว่าบายศรี
บายศรี คือ ข้าวสุกแม่ข้าว หรือข้าวขวัญ หมายถึงข้าวสุกที่ได้จากข้าวเปลือกผ่านพิธีทำขวัญข้าวแล้ว แบ่งไปตำซ้อมเป็นข้าวสาร (ข้าวกล้อง) ทำให้สุกชุดแรกเรียกข้าวสุกเพื่อเซ่นผีฟ้า และด้วยเหตุข้าวสุกชุดนี้ได้จากข้าวเปลือกที่ผ่านพิธีทำขวัญ จึงเรียกข้าวสุกชุดนี้ว่าข้าวขวัญ
ข้าวสุกชุดแรกน่าจะเป็นข้าวในกระบอกไผ่ที่ถูกทำให้สุกด้วยการสุมไฟด้านนอกซึ่งปัจจุบันเรียกข้าวหลาม (ไม่มีกะทิ) น่าจะเป็นวิธีเก่าสุดทำข้าวสารให้เป็นข้าวสุก (หลาม หมายถึง ทำให้สุกภายในกระบอกไม้ไผ่เผาไฟหรือสุมด้วยไฟ)
กระทงหรือกระบานทำจากใบตองและกาบกล้วยเพื่อใส่ข้าวสุกแม่ข้าวหรือข้าวขวัญเซ่นสังเวยผีฟ้าพญาแถน ถูกทำให้วิจิตรพิสดารขึ้นตามสภาพสังคมและเศรษฐกิจ-การเมืองหลังรับวัฒนธรรมอินเดีย
[กระทง หมายถึง ภาชนะใส่สิ่งของเย็บด้วยใบตองหรือกาบกล้วย ต่อมาอาจทำด้วยวัสดุอื่นๆ (เช่น กระดาษ เป็นต้น) กระบาน (สะกดด้วย น. หนู) หมายถึงภาชนะใส่เครื่องเซ่นสังเวยคล้ายกระทง, กระบะ ฯลฯ ทำจากกาบกล้วยพับหักมุมเป็นสี่เหลี่ยมหรือสามเหลี่ยมก็ได้ โดยใช้ไม้ตอกเส้นเสียบขัดแน่นเป็นตารางยึดติดกัน แล้วปูด้วยใบตองรองรับเครื่องเซ่นสังเวยใส่ตามช่องตารางในกระบาน (คนละอย่างจาก “กระบาล” สะกดด้วย ล.ลิง มาจากภาษาเขมร) แปลว่า หัวกระโหลก)]
(ซ้าย) บายศรีดั้งเดิมเริ่มแรกความสำคัญอยู่ที่ข้าวสุก หรือข้าวสารก็ได้ (ในภาพ) พร้อมไข่ต้มใส่พานน้อยตั้งข้างบน ส่วนพานใหญ่ข้างล่างมีข้าวต้มมัดกับกล้วย วางบนพานซ้อนกันอย่างง่ายๆ (ภาพบายศรีบ้านหนองขอน จ. อุบลราชธานี จากหนังสือ ของ William J. Klausner Reflections One Year in an Isaan Village Circa 1955 Bangkok: Siam Reflections Publications Co, Ltd. 2000 Page 144. อนุเคราะห์ภาพก๊อปปี้โดย ยุทธพงศ์ มาตย์วิเศษ จ. กาฬสินธุ์)
(ขวา) กระบานผี หรือกระทงกาบกล้วยรูปสี่เหลี่ยม ใบตองรองพื้น แล้วมีห้องกั้นเล็กๆ สำหรับใส่เครื่องเซ่นสะเดาะเคราะห์ให้พ้นจากโรคภัยไข้เจ็บ ได้แก่ ข้าวขาว, ข้าวดำ, ข้าวแดง ฯลฯ ที่สำคัญคือปั้นดินเหนียวรูปคนและสัตว์ เช่น วัว, ควาย ที่มีในครอบครัวเป็นตัวแทนของครอบครัวนั้นๆ [ปัจจุบันถ้าหาดินเหนียวไม่ได้ หรือไม่อยากเลอะมือปั้น ก็ใช้ดินน้ำมัน หรือซื้อตุ๊กตาสำเร็จรูป ภาพจากบุญกลางบ้าน (จัดที่โรงเรียนวัดหน้าพระธาตุ) ต. เนินพระธาตุ อ. พนัสนิคม จ. ชลบุรี เมื่อเช้าตรู่วันอาทิตย์ที่ 22 พฤษภาคม 2559 ภาพโดย นราธิป ทองถนอม]
- หลังติดต่ออินเดีย
หลังติดต่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้แล้วรับวัฒนธรรมอินเดีย มีความเคลื่อนไหวปรับเปลี่ยนทางสังคมและวัฒนธรรม กระตุ้นบายศรีมีประเพณีต่างกัน 2 ระดับที่มีความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อเนื่องถึงกัน ได้แก่ ระดับชาวบ้าน กับ ระดับราชสำนัก
ชาวบ้าน บายศรีสืบทอดประเพณีข้าวสุกแม่ข้าวเซ่นผีฟ้าใส่ภาชนะทำจากกาบกล้วยและใบตอง โดยเน้นที่ข้าวสุกแม่ข้าว
ราชสำนัก พัฒนาภาชนะที่เป็นกระทงหรือกระบานผี ทำจากใบตองและกาบกล้วย ให้เป็นเครื่องใบตองเลียนแบบฉัตรรวงข้าว (เครื่องสูง) ที่มีในพระราชพิธีธานย์เทาะห์หรือเผาข้าว ซึ่งพบในเอกสารว่า “ฉัตรอันทำด้วยรวงข้าว” (คำให้การขุนหลวงหาวัด ฉบับหอสมุดแห่งชาติ)
ครั้นนานไปบายศรีได้รับยกย่องเป็นเครื่องแสดงฐานะและอำนาจ จึงให้ความสำคัญแก่ภาชนะอยู่เหนือข้าวสุกแม่ข้าว เลยสร้างสรรค์เครื่องใบตองเป็นรูปลักษณ์หลากหลายไกลออกไปจากความหมายเดิม กระทั่งบางทีไม่เหลือความหมายเดิม โดยไม่ให้ความสำคัญข้าวสุก หรือมีข้าวสุกด้วยแต่แยกภาชนะต่างหาก หรือแปรสภาพเป็นข้าวต้มมัดก็มี
บายศรีปัจจุบันหมายถึงเครื่องเชิญขวัญทำด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทงซ้อนขึ้นเป็นชั้นๆ เรียงจากใหญ่ขึ้นไปหาเล็กตามลำดับ โดยมีต่างกันหลายแบบ เช่น บายศรีใหญ่, บายศรีปากชาม เป็นต้น พบกลอนพรรณนาในเพลงยาวรำพันพิลาป ของ สุนทรภู่ แสดงความเปรียบว่าตนตกยากเหมือนบายศรีเสร็จงานก็เป็นแค่ใบตอง
เหมือนบายศรีมีงานท่านถนอม เจิมแป้งหอมน้ำมันจันทน์ให้หรรษา
พอเสร็จการท่านเอาลงทิ้งคงคา ต้องลอยมาลอยไปเป็นใบตอง
เครื่องบูชา เสมาหินอีสานมีภาพสลักเป็นภาชนะรูปหม้อ ซึ่งมีกรวยสูงครอบปากหม้อ น่าจะเป็นต้นแบบทุกวันนี้เรียกกระทงบูชาทำจากใบตอง [จากบทความเรื่อง “จารึกใบเสมาบ้านพันนา” โดย ก่องแก้ว วีระประจักษ์ พิมพ์ในนิตยสาร ศิลปากร ของกรมศิลปากร ปีที่ 50 ฉบับที่ 2 (มี.ค.-เม.ย.) 2550 หน้า 52-57]
ร่องรอยหลักฐานเหล่านี้น่าจะมีพัฒนาการต่อไปเป็นเครื่องสูงต้นแบบบายศรี (หนังสือ ทวารวดีในอีสาน ของ ผศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2558)
“บายศรี” ข้าวสุกเซ่นผีฟ้า มีความเป็นมาเกี่ยวข้องเรื่องราวของแม่โพสพ (ดูใน แม่โพสพ “เทวีข้าว” ในรัฐนาฏกรรม ใน ศิลปวัฒนธรรมออนไลน์ https://www.silpa-mag.com/history/article_126175)
(ซ้ายบน) บายสี ในนิทานเรื่องท้าวปาจิต นางอรพิม ฮูปแต้มในสิมวัดบ้านยาง ต. ยาง อ. บรบือ จ. มหาสารคาม (ภาพจากหนังสือ สู่ขวัญ : คน สัตว์ พืช และสรรพสิ่งในเอกสารใบลานอีสาน สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2558 หน้า 108)
(ซ้ายล่าง) บายสี ฮูปแต้มวัดโพธาราม บ้านดงบัง ต. ดงบัง อ. นาดูน จ. มหาสารคาม (ภาพจากหนังสือ สู่ขวัญ : คน สัตว์ พืช และสรรพสิ่งในเอกสารใบลานอีสาน สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2558 ปกหลัง)
(ขวา) บายสีสู่ขวัญ กัณหา-ชาลี ฮูปแต้มวัดเลไลย์ บ้านหนองพอก ต.ดงบัง อ.นาดูน
จ.มหาสารคาม (ภาพจากหนังสือ สู่ขวัญ : คน สัตว์ พืช และสรรพสิ่งในเอกสารใบลานอีสาน สถาบันวิจัยศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. 2558 ปกหน้า)
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘บายศรี’ ข้าวสุกเซ่นผีฟ้า โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th