TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์
ข้อมูลเบื้องต้น
"TheFirstOne เซียนกระบี่โลกวิวัฒน์"
เด็กหนุ่มอายุสิบหกปีผู้ตกเป็นเหยื่อของเหตุการณ์ประหลาดทำให้เขานิทราไปถึงห้าสิบกว่าปี เมื่อเขาตื่นขึ้นมาก็พบว่าโลกของเขานั้นเปลี่ยนไป สิ่งมีชีวิตจากต่างโลกกำลังรุกรานโลก โดยมีกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่าเวเนเตอร์คอยปกป้องโลกนี้เอาไว้
มันคงดีถ้าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นเรื่องในเกมส์ที่ตีบอสแล้วทุกอย่างจะจบลงหรือนิยายที่มีระบบอะไรต่างๆ คอยช่วยเหลือ แต่มันไม่ใช่ … เพราะนี่คือโลกแห่งความจริง ความจริงที่ทำให้ทุกคนตายได้!
เปิดเรื่องวันที่ 11 สิงหาคม 2021
นิยายเรื่องนี้เป็นลิขสิทธิ์ของนักเขียน TanSo ไม่อนุญาตให้นำไปดัดแปลงและเผยแพร่โดยไม่ได้รับอนุญาต
ติดตามการอัพเดทนิยายได้ที่เพจ https://www.facebook.com/TansoWriter
ตอนที่ 1 ปฐมบท
ตอนที่ 1 ปฐมบท
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
ปี 2030
ทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดที่ตั้งอยู่ภาคเหนือของประเทศไทย ที่ตั้งของทะเลสาบน้ำจืดแห่งนั้นตั้งอยู่กลางเมืองที่มีผู้คนมากมายพักอาศัยอยู่ พวกเขาเรียกทะเลสาบน้ำจืดแห่งนั้นว่า “กว๊าน”
ในวันที่ 14 เมษายนนั้นเอง ผู้คนมากมายต่างมารวมตัวที่ริมกว๊านเพื่อเล่นสาดน้ำในวันสงกรานต์ ข้างถนนมีทั้งพ่อค้าแม่ค้าที่กำลังขายของและผู้คนกำลังพักผ่อนมองยอดเจดีย์ของวัดโบราณที่ผุดขึ้นมา
หลายคนนั่งเรือเพื่อไปรดน้ำที่เจดีย์แห่งนั้น
สำหรับปี 2030 แม้ฟังแล้วจะดูเหมือนเป็นยุคแห่งโลกอนาคต แต่จริงๆ แล้วโลกไม่ได้ก้าวไปไกลขนาดนั้น แม้เทคโนโลยีบางอย่างจะพัฒนาก้าวหน้าอยู่บ้าง แต่ในโลกแห่งความจริงในยุคนี้กลับไม่เหมือนโลกในภาพยนตร์ที่คนยุค 2000 วาดฝัน ชีวิตความเป็นอยู่และวัฒนธรรมเดิมๆ ยังไม่หายไปไหน ผู้คนยังคงใช้ชีวิตอยู่เช่นเดิม
ท่ามกลางบรรยากาศวันสงกรานต์ที่ผู้คนมากมายกำลังรื่นเริงกับกิจกรรมอย่างสนุกสนาน ในตอนนั้นเอง จู่ๆ กว๊านก็เกิดเหตุการณ์ประหลาด
“นั่นมันอะหยั่ง?” (นั่นมันอะไรกัน?)
“อึยๆ ผ่อฮั่น! ผ่อฮั่น!” (นั่นๆ ดูนั่น ดูนั่น)
เสียงของผู้คนเริ่มดังขึ้นเมื่อพวกเขาเห็นบางสิ่งที่ผิดปกติที่เกิดขึ้น มือของพวกเขาเหล่านั้นต่างชี้ไปที่กลางกว๊าน
ระลอกคลื่นมากมายปรากฏขึ้นกลางกว๊าน มันเริ่มก่อตัวเป็นคลื่นน้ำขนาดใหญ่จนทำให้เรือยาวของชาวบ้านเกิดการพลิกคว่ำ
ครืน … ครืน … ครืน …
กระแสน้ำเริ่มแรงขึ้นจนซัดสาดทำให้เกิดคลื่นยักษ์ จนถึงกับทำให้มองเห็นพื้นดินที่อยู่ใต้กว๊าน ทว่าวินาทีนั้นคลื่นน้ำไม่ได้ซัดถล่มออกไป แต่มันกลับม้วนวนกลางอากาศ หมุนจนเกิดเป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ใจ
แล้วตอนนั้นเองใจกลางของวังวนน้ำขนาดมหึมานั้นก็ระเบิดแสงสีขาวอันน่าสะพรึงออกมา
วูมมมมมมมมมม
อากาศปรากฏระลอกคลื่นประหลาดโหมซัดออกไปพร้อมกับเสียงคำรามดุจสัตว์ร้าย
โลกนั้นราวกับจะหยุดนิ่ง ผู้คนที่กำลังสนุกสนานกับเทศกาลอันรื่นเริงบัดนี้กลับถูกทำให้หยุดชะงัก
ระลอกคลื่นแผ่ออกไปกินบริเวณพื้นที่เพียงแค่หนึ่งกิโลเมตรแล้วค่อยๆ เบาบางลง
ทว่า …
ผลกระทบจากระลอกคลื่นนี้กลับน่าหวาดหวั่นยิ่ง สิ่งมีชีวิตนับไม่ถ้วนที่อยู่ในบริเวณนั้นได้ถูกผลึกใสอันแปลกประหลาดเกาะกุม เพราะสิ่งนี้จึงทำให้ผู้คนหยุดนิ่ง แม้แต่ผู้คนที่อยู่ภายในบ้านเรือนหรือตึกที่อยู่บริเวณนั้นก็ล้วนเป็นเช่นนี้ พวกเขาถูกผลึกใสเกาะกุมจนหยุดเคลื่อนไหว
การที่จะกล่าวว่าทุกสิ่งนั้นถูกทำให้หยุดนิ่งจึงไม่เกินจริงไปนัก
เพล้ง!
เพล้ง! เพล้ง! เพล้ง!
ตอนนั้นเองสิ่งมีชีวิตเล็กอย่างพวกจุต้นไม้ใบหน้าต่างแตกสลาย ไม่เว้นแม้แต่พวกปลาและสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่อยู่ในทะเลสาบแห่งนี้ต่างแต่สลายสิ้น
ผลึกใสกลายเป็นละอองที่จากหายไปกับความว่างเปล่า
มีเพียงแต่เหล่ามนุษย์ที่อยู่ในบริเวณนั้นเท่านั้นที่ยังคงเป็นผลึกใสอยู่
ต้องรู้ไว้ว่าผลึกใสเหล่านี้มีผลต่ออณูวิญญาณ ยิ่งวิญญาณแข็งแกร่งเท่าไหร่อำนาจคุกคามของมันจึงมีน้อยมาก ดังนั้นแล้วเหตุที่ทำให้สิ่งมีชีวิตถูกผลึกใสนี้ผนึกนั่นก็เพราะ “วิญญาณ”
วังวนสีขาวขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นกลางกว๊าน
เพราะการปรากฏของมันจึงทำให้สิ่งมีชีวิตถูกผนึก สิ่งมีชีวิตที่มีพลังวิญญาณอ่อนแอไม่สามารถทนต่อการคุกคามนี้ได้ แต่วิญญาณของมนุษย์กลับแข็งแกร่งอย่างน่าเหลือเชื่อ ผู้คนมากมายจึงไม่ได้แตกสลายไปเหมือนต้นไม้ใบหญ้าหรือกุ้งหอยปูปลาตัวเล็กๆ เหล่านั้น
เหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วเมือง จากเทศกาลที่ควรมีความสุขสนุกสนาน กลับกลายเป็นโศกนาฏกรรมอันเศร้าสลด ผู้คนหลายพันคนที่อยู่ภายในพื้นที่บริเวณนั้นถูกผนึกจนกลายเป็นผลึกใส
เหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นที่ประเทศไทยเท่านั้น แต่มันยังเกิดขึ้นอีกสองแห่งทั่วโลก หนึ่งคือเมืองทะเลทรายเขตปกครองตนเองซินเจียงประเทศจีน อีกหนึ่งคือพื้นที่ธุรกิจนครโจฮันเนสเบิร์กประเทศแอฟริกาใต้
รัฐบาลของพวกเขาต่างตกใจเป็นอย่างมากจึงส่งคนมาตรวจสอบ เหล่าประเทศมหาอำนาจต่างๆ เองก็ตื่นตัวกับเรื่องนี้เช่นกัน
วังวนสีขาวเหล่านี้ไม่ได้หายไปไหน มันยังคงอยู่ และผู้คนที่กลายเป็นผลึกใสก็เช่นกัน
ต่อมาประเทศต่างๆ ได้อ้างตัวเข้าช่วยเหลือ พวกเขาต้องการผู้ที่กลายเป็นผลึกใสไปศึกษาและต้องการศึกษาวังวนสีขาวเช่นกัน
แต่หลังจากนั้นไม่นาน ไม่น่าเชื่อว่าผู้ที่กลายเป็นผลึกใสกลับฟื้นตื่นขึ้นมา เหล่าสหประชาชาติจึงพบว่าผู้ที่กลายผลึกใสนั้นยังไม่ได้ตายแต่นิทราหลับใหลเพียงเท่านั้น
แต่ผู้ที่ตื่นจากนิทรามีเพียงบางคนเท่านั้น ผู้ที่ตื่นคนแรกใช้เวลาเจ็ดวันหลังจากเกิดเหตุการณ์นั้น และยังมีอีกหลายคนที่เริ่มทยอยตื่นขึ้นมา
มิคาดว่าหลังจากที่พวกเขาตื่นขึ้นมาจะมีดาราหนึ่งแฉกสีขาวปรากฏขึ้นที่กลางหน้าผาก
นานาประเทศมากมายต่างต้องการนำพวกเขาไปศึกษา และต้องการศึกษาผู้ที่หลับใหลอยู่เช่นกัน
รัฐบาลเก็บรักษาพวกเขาไว้เป็นอย่างดี
แต่น่าเสียดายมนุษย์นั้นไม่ได้มีเวลามากนัก หลังจากวังวนสีขาวปรากฏขึ้นได้เพียงสามเดือนกว่า ยังไม่ทันที่มนุษย์จะได้ศึกษาอะไรได้มาก วังวนสีขาวที่เคยสงบนิ่งก็มีสายฟ้าสีขาวมากมายสาดซัดออกมา ท้องฟ้าปรากฏการเปลี่ยนแปลงอันน่าหวาดสะพรึงพร้อมกับเสียงคำรามของฝูงสัตว์ร้ายดังกระหึ่ม
สัตว์ประหลาดรูปร่างเหมือนตั๊กแตนยักษ์บุกออกมาเป็นพวกแรก พวกมันไม่ต่างอะไรไปจากหนังเอเลี่ยนบุกโลกเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่สถานที่ที่มันปรากฏออกมาเป็นวังวนสีขาวที่มนุษย์ต้องการศึกษา
ผู้ที่ถูกผนึกเป็นผลึกใสล้วนถูกเคลื่อนย้ายออกจากสถานที่แห่งนั้นแล้ว แต่ประชาชนทั่วไปที่อยู่โดยรอบยังไม่จากไปไหน ที่ผ่านมาพวกเขากลับอาศัยสถานการณ์นี้เปลี่ยนเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเสียด้วยซ้ำ เพราะผู้คนมากมายต่างหลั่งไหลเข้ามาเพื่อมาดูวังวนสีขาวนี้
แต่ใครจะรู้เล่าว่าวังวนสีขาวที่พวกเขาต้องการมาเยี่ยมชมนั้น บัดนี้กลับกลายเป็นนรกบนดินที่ถูกสัตว์ประหลาดรุกราน
ประเทศไทยรวบรวมกำลังทหารจำนวนมากเพื่อสกัดกั้นการรุกรานของสัตว์ประหลาดตั๊กแตนสีดำ ประเทศอื่นๆ ที่ปรากฏวังวนเหล่านี้ก็เช่นกัน ประเทศแอฟริกาใต้กำจัดหนูยักษ์ที่ตัวโตเท่ากับสุนัขและมีดวงตาหกดวง ประเทศจีนต้องเผชิญหน้ากับสิ่งมีชีวิตคล้ายปลาหมึกแต่มีหนามแหลมรอบกายไม่ต่างจากเม่น
ระยะเวลาของการทะลักของวังวนไม่เท่ากัน ประเทศไทยเกิดขึ้นภายในสามเดือนกว่า ประเทศแอฟริกาใต้เกิดขึ้นไม่กี่อาทิตย์ต่อจากนั้น ส่วนประเทศจีนเกิดหลังสุด แต่ทั้งสามประเทศเกิดขึ้นพร้อมกัน
ประเทศทั้งสามต้องเผชิญหน้ากับการรุกรานของสัตว์ประหลาด
สหประชาชาติไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขารีบหารือและเตรียมส่งกองกำลังเพื่อกำจัดสัตว์ประหลาดเหล่านั้น แต่ทว่าทั่วโลกก็เกิดความปั่นป่วนอีกครั้งเมื่อครั้งนี้ประเทศต่างๆ ทั่วทุกมุมโลกพลันเกิดวังวนสีขาวอีกสิบกว่าแห่งด้วยกัน
ในเวลานั้นเองทุกประเทศก็ต้องเตรียมรับมือการรุกรานของสัตว์ประหลาดในประเทศของตนเอง จึงไม่ได้ส่งกองกำลังเพื่อมาช่วยเหลือประเทศที่ประสบปัญหาอีกต่อไป
เหตุการณ์วุ่นวายนี้ทำให้โลกทั้งโลกเกิดความเปลี่ยนแปลง
เมืองที่เกิดเหตุสั่งอพยพพลเมืองออกจากพื้นที่แล้วถูกปิดเป็นเขตหวงห้ามทันที
เหล่าทหารทำได้เพียงสกัดกั้นสัตว์ประหลาดที่ไหลทะลักออกมาเท่านั้น ซึ่งสัตว์ประหลาดเหล่านั้นร้ายกาจเป็นอย่างมาก เพียงแค่ตั๊กแตกหนึ่งตัวก็สามารถสังหารทหารห้านายไปได้อย่างง่ายดาย
โลกนั้นตกอยู่ในความหวาดกลัวในทันใด
ทฤษฎีมากมายต่างถูกขุดค้นออกมา บางกลุ่มเชื่อว่านี่คือการรุกรานจากต่างดาว และเชื่อว่าโลกกำลังตกเป็นเป้าของเอเลี่ยนหลากหลายสายพันธุ์
เพียงเวลาแค่หนึ่งเดือนประเทศไทยศูนย์เสียทหารไปเกือบห้าร้อยนาย แต่โชคดีที่ยังวางเขตแดนไม่ให้สัตว์ประหลาดเหล่านั้นหลุดรอดออกมาได้
จากเหตุการณ์นี้ไม่ว่ามองยังไงมนุษย์ก็ไม่สามารถรอดพ้นไปจากวิกฤตนี้ได้ ยิ่งเวลาผ่านไปหลายพื้นที่ก็ยิงปรากฏวังวนสีขาวมากขึ้น
บางประเทศเกิดขึ้นสองถึงสามแห่งด้วยกัน
นักวิชาการคาดว่าหากปล่อยเวลาผ่านไปสามถึงสี่เดือนวังวนสีขาวที่ถือกำเนิดขึ้นมาใหม่จะแตกและเกิดการไหลทะลักของสัตว์ประหลาดเหมือนสามประเทศแรกที่เผชิญกับปัญหานี้
ประเทศจีนถึงกับตัดสินใจทำลายเมืองทะเลทรายแห่งนั้นโดยใช้ระเบิดทำลายล้างสูง แต่ทว่าผลที่ปรากฏออกมาคือ … แม้สัตว์ประหลาดเหล่านั้นจะถูกทำลาย แต่วังวนสีขาวนั้นกลับยังไม่หายไป
หลายคนคิดว่าโลกต้องถึงกาลอวสานเพราะเหตุนี้
ตอนที่ 2 กำเนิดเวเนเตอร์
ตอนที่ 2 กำเนิดเวเนเตอร์
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
หลายคนคิดว่าโลกต้องถึงกาลอวสานเพราะเหตุนี้
แต่ใครจะคิดเล่าว่า … ท่ามกลางอันตรายที่เกินคาดหยั่ง ในประเทศแอฟริกาใต้ชายคนหนึ่งที่ฟื้นตื่นจากการนิทราของผลึกใสที่มีชื่อว่า “อารอน มาซู” เขาคือหนึ่งในนายทหารป้องกันประเทศและได้เข้าร่วมรบกับเหตุการณ์นี้ด้วย
ในขณะที่เขากำลังร่วมรบกับสัตว์ประหลาดหนูยักษ์ที่รุกรานพื้นที่นั่น จู่ๆ ดาราสีขาวหนึ่งแฉกกลางหน้าก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ชายคนนั้นสามารถใช้พลังของมันควบรวมเป็นธนูสีขาวคันหนึ่งแล้วใช้มันร่วมต่อสู้กับสัตว์ประหลาดหนู
ซึ่งในตอนนั้นเองทุกคนก็ต่างรู้ว่าพลังการทำลายล้างของธนูสีขาวคันร้ายกาจเสียยิ่งกว่าอาวุธปืนที่พวกเขาใช้เสียอีก
สัตว์ประหลาดหนูที่พบในแอฟริกาใต้ เหล่าทหารต้องระดมยิ่งมากกว่าเจ็ดสิบนัดกว่าจะล้มมันลงได้ แต่ชายคนนั้นกลับใช้ธนูสีขาวเพียงแค่ห้าดอกเท่านั้นก็สังหารสัตว์ประหลาดหนูตัวนั้นได้แล้ว
กลุ่มนักบวชได้เรียกอารอนว่า “เวเนเตอร์” ซึ่งในภาษาละตินหมายความว่า “นักล่า”
“อารอน มาซู” จึงกลายเป็นเวเนเตอร์คนแรกของโลก
หลังจากผ่านเหตุการณ์นั้นรัฐบาลก็ได้ระดมผู้ที่ตื่นจากการนิทราและศึกษาพลังของพวกเขา โดยจากการสอบถามอารอน พวกเขาก็พบว่าอารอนนั้นทำไปโดยสัญชาตญาณ เขาเล่าว่าหลังจากที่เขาตื่นขึ้นมาจากผลึกใสแล้วปรากฏสัญลักษณ์รูปดาราสีขาวหนึ่งแฉก ภายในหัวของเขาก็มีข้อมูลบางอย่างที่ราวกับเป็นความรู้ที่ผ่านการอ่านหนังสือ
เขาสามารถอธิบายความรู้คร่าวๆ นั้นได้ แต่ไม่สามารถบอกมันออกมาได้อย่างชัดเจน ราวกับว่ามีแต่เขาเท่านั่นที่เข้าใจมัน
หลังจากนักวิชาการวิเคราะห์ในสิ่งที่อารอนเขียนออกมาแล้ว พวกเขาก็พบว่าสิ่งที่อารอนเขียนออกมาคล้ายกับตำราวิทยายุทธ์ในภาพยนตร์จีน มันคือการวิชาธนูที่มีเพียงธนูสีขาวคันนั้นเท่านั้นที่สามารถใช้ได้
หากนี่เป็นโลกแห่งเกมส์ มันอาจจะเรียกสิ่งนี้ว่าทักษะหรือสกิลแอคทีฟและพาสซิฟในเกมส์ก็ว่าได้
ธนูสีขาวของอารอนไม่สามารถหยิบยื่นให้กับคนอื่นได้ มันถูกสร้างมาจากคลื่นพลังที่ออกมาจากสัญลักษณ์กลางหน้าผาก รวมทั้งลูกธนูที่อารอนใช้ยิงด้วย
ไม่เพียงแค่อารอนเท่านั้น ผู้ที่ฟื้นตื่นจากผลึกใสแต่ละคนก็ล้วนได้รับความสามารถนี้ด้วย และสิ่งสำคัญที่พวกเขาจับจุดได้ก็คือ “สัญลักษณ์กลางหน้าผาก”
จากการศึกษาพวกเขาพบว่าแต่ละคนสามารถควบแน่นอาวุธออกมาได้แตกต่างกันไป พวกเขาไม่สามารถกำหนดหรือเปลี่ยนแปลงได้ บางคนสามารถควบแน่นเป็นจำพวกอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้โดยเฉพาะ แต่บางคนกลับควบแน่นเป็นอุปกรณ์การเกษตรหรือของใช้ภายในบ้านเสียอย่างนั้น แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ได้รับความรู้ในทักษะของสิ่งที่ควบแน่นออกมา
ทว่าของบางอย่างก็ไม่ได้เหมาะสมที่จะใช้ในการต่อสู้จริงๆ ซึ่งทักษะที่พวกเขาได้รับก็แสดงออกมาได้อย่างชัดเจน เช่นบางคนที่ควบแน่นออกมาเป็นแว่นตา แต่แว่นตานั้นมีทักษะที่สามารถมองเห็นในที่มืดได้เท่านั้น
อย่างไรก็ตามพวกเขาเหล่านั้นล้วนได้รับสิ่งของและทักษะที่หลากหลาย ซึ่งหลายคนได้รับสิ่งของและทักษะที่เหมือนกันก็มี
นาซ่าได้ส่งคนมาศึกษาเรื่องนี้ด้วยตนเองและประกาศเรื่องนี้ออกไปให้ทั่วโลกได้รับรู้ เพื่อที่จะให้ประเทศต่างๆ ได้ใช้มันปกป้องประเทศของตนเอง
หลังจากที่ประเทศต่างๆ ที่ประสบกับเหตุการณ์การรุกรานของมอนเตอร์ พวกเขาก็ศึกษาผู้ที่ฟื้นตื่นจากนิทราผลึกใสทันที แม้แต่ที่ไทยเองก็ยังมีเวเนเตอร์ออกมาสู้รบ
ผู้ตื่นจากนิทราผลึกใสถูกเรียกว่า “การอเวคเวเนเตอร์” ซึ่งผู้ที่อเวคเวเนเตอร์แต่ละคนมีระยะเวลาการอเวคไม่เท่ากัน บางคนอเวคขึ้นมาหลังจากผ่านไปสามวัน บางคนอเวคในไม่กี่นาที หรือบางคนยังคงหลับใหลกลายเป็นผลึกใสอยู่อย่างนั้น
ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงเก็บร่างผู้หลับใหลไว้เป็นอย่างดี
สัดส่วนของผู้อเวคในตอนนี้มีเพียงหนึ่งในสิบเท่านั้น แม้เวลาจะผ่านมาหลายเดือนแล้วก็ตาม
ในที่สุดประเทศต่างๆ ก็สามารถจัดการกับมอนเตอร์ที่อยู่บริเวณโดยรอบได้ แต่ถึงอย่างนั้นมอนเตอร์เหล่านั้นก็ยังคงทะลักออกมาจากวังวนอยู่ดี พวกเขาจึงมีความคิดที่จะเข้าไปกำจัดมอนเตอร์ในวังวน
นาซ่าเรียกวังวนสีขาวที่ปรากฏขึ้นว่า “อบิส”
หลังจากที่ประเทศต่างๆ มีกองทัพเวเนเตอร์เป็นของตนเอง พวกเขาก็ต้องการที่จะเข้าไปกำจัดต้นตอของหายนะ นั่นก็คือภายในอบิส
แต่น่าเสียดายที่กองทัพอบิสของแต่ละประเทศในตอนนี้ยังมีน้อยเกินไป
นานาชาติจึงต้องการส่งทหารไปเป็นเวเนเตอร์ เพื่อเพิ่มจำนวนเวเนเตอร์ให้มากขึ้น ทว่าการนิทราผลึกใสนั้นเกิดขึ้นจากช่วงเวลาที่อบิสปรากฎเริ่มแรกเท่านั้น หลังจากที่มนุษย์เข้าใกล้อบิสแล้ว พวกเขาจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เว้นแต่มอนเตอร์จากอบิสจะเข้ามาโจมตีเท่านั้น
ดังนั้นแล้วพวกเขาจึงต้องการทดลองว่าหากมนุษย์ธรรมดาเข้าไปข้างในอบิส พลังงานที่อยู่ภายในจะทำให้พวกเขานิทราผลึกใสได้หรือไม่
การนิทราผลึกใสนั้นเสี่ยงเป็นอย่างมาก เพราะเมื่อนิทราแล้วพวกเขาอาจมีโอกาสที่จะไม่ตื่นขึ้นมา ดังเช่นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับหลายคนก่อนหน้านี้
ผ่านไปสองปีอบิสสีขาวเกิดขึ้นหลายจุดทั่วโลก รัฐบาลของแต่ละประเทศเริ่มปรับตัวกันได้แล้ว แม้ว่ารัฐบาลของบางประเทศจะไร้ศักยภาพ ผู้นำเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนกับพวกพ้อง พวกเขาจึงถูกปฏิวัติเพื่อรับมือกับวิกฤตนี้อย่างแท้จริง
หลายประเทศจึงได้รับรัฐบาลใหม่เพราะเหตุนี้ รวมทั้งประเทศไทยด้วย
ในปีนี้นาซ่าได้ประกาศว่าพร้อมแล้วที่จะส่งเวเนเตอร์เข้าไปปฏิบัติการในอบิส โดยขอความร่วมมือจากอารอน เวเนเตอร์คนแรกของโลกเป็นผู้นำในการปฏิบัติภารกิจในครั้งนี้
ภารกิจกู้โลกนี้การเข้าสำรวจอบิสถูกจัดขึ้นที่อบิสสีขาวเกาะเมอร์ริตต์ รัฐฟลอริดา สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่ตั้งขององค์กรนาซ่านั่นเอง
กองกำลังเวเนเตอร์สองร้อยคนเข้าร่วมปฏิบัติการในครั้งนี้ พวกเขาพุ่งเข้าไปในอบิสสีขาวที่พวกเขาไม่รู้จักอย่างกล้าหาญ
ภารกิจนี้กินเวลาไปถึงสามสิบเจ็ดวัน ในที่สุดก็มีเวเนเตอร์คนแรกออกมา และคนผู้นั้นก็ไม่ใช่ใคร เขาก็คืออารอนนั่นเอง
หลังจากผ่านไปสองปีมานี้อารอนได้เคี่ยวกรำทักษะธนูของเขาเป็นอย่างมาก ภารกิจในครั้งนี้กองกำลังของอารอนจากสองร้อยคนเหลือรอดกลับมาเพียงแค่ห้าสิบกว่าคนเท่านั้น
อารอนได้รายงานสถานการณ์ต่างๆ ที่อยู่ข้างในนั้น นั่นจึงทำให้โลกรู้ว่าอบิสนั้นคือช่องว่างมิติแห่งหนึ่งที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ไม่ต่างจากเกาะขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยฝูงมอนเตอร์
ที่นั่นพวกเขาได้พบอารยธรรมของมอนเตอร์ มีมอนเตอร์มากมายใช้ชีวิตและถือกำเนิดขึ้นที่นั่น การที่พวกเขาได้รับชัยชนะนั้นไม่ต่างจากการกวาดล้างอารยธรรมแห่งหนึ่ง
หลังจากจัดการกับอบิสสีขาวแห่งนั้นแล้ว อบิสนั้นก็ยังไม่หายไป พวกเขาพบว่ามนุษย์สามารถเข้าไปอาศัยอยู่ในสถานที่แห่งนั้นได้
นอกจากนี้เองอารอนยังได้พบความลับที่ว่าพลังพิเศษของเขาสามารถเพิ่มพลังขึ้นได้จากพลังงานที่อยู่ด้านใน พืชพันธุ์บางชนิดสามารถเพิ่มพลังบ่มเพาะให้กับพลังของเขาได้ เมื่อได้ยินดังนั้นนาซ่าจึงเอาของบางอย่างออกมา มันคือแกนพลังงานที่มีลักษณะเหมือนก้อนกลมที่ทอแสงสีขาว ที่พวกเขาได้มันมาจากซากของมอนเตอร์ที่พวกเขานำไปศึกษา
พวกเขาให้อารอนทดลองใช้แกนพลังงานนั้นดู และเมื่ออารอนเขมือบแกนพลังงานนั้นเข้าไป ร่างกายของเขาก็ตอบสนองกับแกนพลังงาน อารอนพบว่าพลังในสัญลักษณ์ดาราหนึ่งแฉกกลางหน้าผากกำลังเพิ่มขึ้น เมื่อเขากินแกนพลังงานสีขาวเข้าไปเรื่อยๆ หลายสิบก้อน แม้จะใช้ระยะเวลาช่วงหนึ่งในการกลั่นพลังของแกนพลังนั้นจนหมดในแต่ละก้อน ในตอนนั้นเองกลางหน้าผากของเขาก็ปรากฏสัญลักษณ์ดาราอีกแฉกหนึ่งขึ้นมา กลายเป็นดาราสองแฉก
พลังการต่อสู้ของอารอนนั้นเพิ่มขึ้น เพราะเหตุนี้นาซ่าจึงรู้แล้วว่ามันคือความลับในการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับเวเนเตอร์
นาซ่าเรียกแกนพลังงานที่ได้จากมอนเตอร์เหล่านั้นว่า “แกนสปีริต”
มนุษย์ไม่เคยหมดความพยายามในการมีชีวิตรอด หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้พวกเขายังคงศึกษากันอย่างต่อเนื่อง แม้แต่เรื่องการทดลองนำคนธรรมดาเข้าไปในอบิสเพื่อให้เข้าสู่การนิทราผลึกใส
สิ่งที่พวกเขาสันนิษฐานก็เป็นจริง มนุษย์ธรรมดาเมื่อล่วงล้ำเข้าไปพวกเขาจะได้รับผลจากการนิทราโดยตรง หากไม่ใช่เวเนเตอร์แล้ว คนทั่วไปย่อมไม่อาจล่วงล้ำได้ เว้นแต่พวกเขาต้องการที่จะเป็นเวเนเตอร์
แล้วโลกก็ได้พัฒนาไปอีกขั้นหนึ่ง
ตอนที่ 3 โลกเปลี่ยนแปลง
ตอนที่ 3 โลกเปลี่ยนแปลง
*****ไม่อนุญาตให้นำนิยายไปดัดแปลงหรือเผยแพร่ช่องทางอื่นทุกกรณีนะครับ*****
จากที่อบิสปรากฎขึ้นเป็นภัยหายนะ บัดนี้กลับกลายเป็นผลประโยชน์ที่ผู้คนจับจ้อง
ภายในอบิสหลายๆ แห่งนั้นยังมีพืชพันธุ์และหินแร่ที่พวกเขาไม่รู้จักอีกมากมาย พวกเขาส่งทีมวิจัยเข้าไปเก็บตัวอย่างและค้นคว้าอย่างต่อเนื่อง กระทั่งยังมีบริษัทและกองทุนมากมายรวมตัวเพื่อลงทุนในวิกฤตนี้
จนในที่สุดมนุษย์โลกก็ได้ใช้ประโยชน์จากอบิสอย่างแท้จริง พวกเขาพบแร่บางชนิดที่แผ่พลังสปีริตออกมา แร่นั้นสามารถให้พลังงานมากกว่าถ่านหินถึงพันเท่า
ต่อมาอบิสและมอนเตอร์ที่ทะลักก็ได้กลายเป็นทรัพย์สินของคนกลุ่มหนึ่งที่แย่งกันประมูลซื้อมาจากรัฐบาลนั้นๆ
อบิสกลายเป็นผลประโยชน์ของชาติคล้ายๆ กับสัมปทานเหมืองแร่ ประเทศยากจนบางประเทศถึงกับเปิดให้นักลงทุนต่างชาติเข้าซื้อสัมปทาน แต่ก็ยังมีหลายๆ ประเทศที่ต้องการรักษาผลประโยชน์นี้ไว้ โดยที่พวกเขาได้ให้กองกำลังเวเนเตอร์เก็บเกี่ยวมา
อบิสสีขาวบัดนี้ได้กลายเป็นเนื้อชิ้นโตของเหล่ามนุษย์ พวกเขาแย่งกันเพื่อที่จะครอบครองอบิสเหล่านั้น หนึ่งคือต้องการทรัพยากรที่อยู่ที่นั่น และอีกหนึ่งคือต้องการเพิ่มจำนวนเวเนเตอร์ของฝ่ายตน
หลังจากอบิสถือกำเนิดขึ้นมา หลายประเทศก็ได้จัดตั้งสมาคมนักล่าขึ้นมา ซึ่งองค์กรนี้มีชื่อว่า “New Hope” ซึ่งตั้งชื่อที่แปลตรงตัวว่าความหวังใหม่ มันคือความหวังที่จะทำให้มนุษยชาติได้มีชีวิตรอดต่อไป
นิวโฮปแพร่ออกไปทั่วโลก แม้หลายประเทศจะจัดตั้งองค์กรนี้เป็นของตนเอง แต่พวกเขาก็ยังเรียกพวกมันว่านิวโฮปตามชื่อแรกที่ได้ยินมา ไม่ว่ารัฐบาลของพวกเขาจะเปลี่ยนชื่อไปเป็นอะไรหรือทำให้เป็นเอกลักษณ์ยังไง ผู้คนก็ยังเรียกที่นั่นว่านิวโฮปด์อยู่ดี ดังนั้นทั่วโลกจึงเรียกองค์กรนี้ว่านิวโฮป ด้วยวิวัฒนาการที่ก้าวกระโดด พวกเขาได้แปรรูปและใช้พลังของสปิริตออกมาได้อย่างมากมายหลากหลาย
แต่ว่าหลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็ได้พบกับโศกนาฏกรรมที่น่าสลด เมื่ออบีสสีขาวแห่งหนึ่งได้พังทลาย เหล่านักวิทยาศาสตร์จึงได้ชี้ชัดไปว่าอบิสแต่ละแห่งเป็นมิติชั่วคราวซึ่งมีโอกาสที่จะพังทลายได้
เหล่าผู้คนที่คิดจะยึดอบิสเป็นสถานแหล่งกบดานหรือคิดที่จะใช้มันเป็นฐานปฏิบัติการทำในเรื่องที่อันตรายจึงได้ล้มเลิก
สิ่งที่พวกเขาทำในตอนนี้คือต้องรีบขนถ่ายทรัพยากรทั้งหมดออกจากอบิส และรีบจัดการให้เร็วที่สุดก่อนที่มันจะพังทลาย
โลกได้ปรับตัวกับเหตุการณ์นี้อีกครั้ง
ซึ่งนั่นไม่ใช่เรื่องร้ายแรงเพียงเรื่องเดียวที่เกิดขึ้น เพราะต่อมาหลังจากห้าปีผ่านไปเมื่ออบิสสีขาวกลายเป็นขนมหวานสำหรับมนุษย์ อบิสสีแดงก็ได้ปรากฏขึ้นเป็นครั้งแรก
แน่นอนว่ามนุษย์ไม่ต้องการให้อบิสแตกจนมอนเตอร์ทะลักออกมา หลายปีมานี้หลังจากที่อบิสปรากฎขึ้นนอกจากที่พวกเขาจะเก็บเกี่ยวมนุษย์ที่นิทราผลึกใสไว้อย่างดีแล้ว พวกเขายังส่งกองกำลังเวเนเตอร์เข้าไปกวาดล้างมอนเตอร์ที่อยู่ข้างในนั้นอีกด้วย
แต่ทว่าเหตุการณ์นี้กลับต่างออกไป กองกำลังเวเนเตอร์ที่ถูกส่งเข้าไปกลับไม่มีใครออกมาได้เลยสักคน แม้แต่เวเนเตอร์ที่ส่งไปสืบข่าว พวกเขาก็ไม่กลับออกมาเลยเช่นกัน
ตอนนั้นเองมนุษย์ก็พบว่าอบิสสีแดงนี้คือหายนะที่อันตรายขึ้นไปอีกระดับหนึ่ง
“New Hope Federation” หรือสมาพันธ์นักล่านานาชาติได้กลับมาร่วมมือกันอีกครั้ง
ครั้งนี้พวกเขาได้ส่งเวเนเตอร์ที่ฝีมือดีที่สุดทั่วโลกเพื่อออกไปปฏิบัติภารกิจนี้ เพราะพวกเขาคิดว่าอีกไม่นานทั่วโลกจะต้องปรากฏอบิสระดับนี้ขึ้นมาอีกแน่นอน
ตลอดเวลาที่ผ่านมา เวเนเตอร์รู้ว่าพวกเขาสามารถพัฒนาความสามารถโดยการบ่มเพาะสัญลักษณ์ที่อยู่กลางหน้าผาก ดาราขาวเก้าแฉกคือขีดจำกัดของพวกเขา แต่ถึงอย่างนั้นก็มีเวเนเตอร์คนหนึ่งสามารถทะลวงขีดจำกัดนี้ขึ้นเป็นดาราแดงหนึ่งแฉกได้ เขาคนนี้ก็คือ “อารอน” เวเนเตอร์คนแรกของโลกนั่นเอง
เพราะเหตุนี้อารอนจึงได้นำทีมปฏิบัติการอีกครั้ง เขานำกองกำลังนับร้อยที่มีแต่เวเนเตอร์ดาราขาวเจ็ดแฉกขึ้นไป บุกเข้าไปยังอบิสสีแดง
ผลที่ออกมาก็คือกองกำลังของอารอนสามารถกลับออกมาได้ แต่สูญเสียกำลังพลไปเป็นจำนวนมาก มิหนำซ้ำยังไม่สามารถยึดครองอบิสสีแดงแห่งนั้นได้หมด
เมื่อเห็นดังนั้นเหล่ารัฐบาลต่างๆ จึงทุ่มทรัพยากรอย่างมหาศาลเพื่อบ่มเพาะเวเนเตอร์ดาราแดงออกมา
การบุกอบิสสีแดงเกิดขึ้นหลายครั้ง ในที่สุดพวกเขาก็สามารถพิชิตมันได้ ซึ่งทรัพยากรที่อยู่ข้างในนั้นมีพลังสปีริตที่เข้มข้นกว่าอบิสสีขาวมาก แต่กว่าจะได้มันมาก็อันตรายมากเช่นเดียวกัน
หลังจากผ่านเหตุการณ์ในครั้งนั้น อารอนจึงถูกนับว่าเป็นเวเนเตอร์ที่เก่งที่สุดในโลก เพราะผลงานที่เขาทำไว้ในอบิสสีแดงนั้นดีมาก แล้วเรื่องที่ทุกคนคาดเดาก็เกิดขึ้น ภายในสิบปีหลังจากนั้นอบิสสีแดงเริ่มทยอยเกิดขึ้นทั่วโลก
จนกระทั่งเมื่อเข้าปีที่สามสิบหลังจากอบิสแห่งแรกปรากฏขึ้น อบิสสีน้ำเงินก็ปรากฏขึ้นมา
แต่ตอนนี้มนุษย์ได้เรียนรู้การใช้พลังสปีริตได้มากพอแล้ว นิวโฮปของแต่ละประเทศนั้นแข็งแกร่งมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งเทคโนโลยีต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากพลังสปีริต นั่นจึงทำให้โลกที่มนุษย์คิดว่ามันไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หรือมันก็เป็นเพียงโลกจินตนาการในภาพยนตร์เท่านั้นได้กลายเป็นจริง
หนังสือประวัติศาสตร์ทุกเล่มที่เผยแพร่ให้ผู้คนทั่วโลกได้เรียนรู้ได้เรียกโลกในยุคนี้ว่า “ยุคแห่งสปีริต”
เวเนเตอร์กลายเป็นเหนือมนุษย์ที่มีพลังต่อสู้ที่น่ากลัว พวกเขาหลายคนแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ทั่วไปและมีอาวุธที่ร้ายกาจเสียยิ่งกว่าอาวุธทั่วไปที่มนุษย์เคยใช้กัน
แม้หลายบริษัทจะนำแร่สปีริตที่ได้มาจากอบิสไปพัฒนาเป็นอาวุธ แต่ผลลัพธ์ของมันกลับด้อยกว่าพลังของอาวุธที่เวเนเตอร์บ่มเพาะด้วยซ้ำ
การถือกำเนิดของเวเนเตอร์ไม่ใช่เรื่องที่ดีเพียงอย่างเดียว มันยังมีเวเนเตอร์บางคนที่ใช้พลังสปีริตในทางที่ผิด ก่อให้เกิดเป็นอาชญากรรม แต่ถึงอย่างนั้นก็มีเวเนเตอร์ที่เข้าร่วมกับรัฐบาลร่วมกันปราบปรามเช่นกัน
เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป เวเนเตอร์ไม่ใช่บุคคลพิเศษเหมือนยุคเริ่มแรก ในยุคสมัยนี้ไม่ว่าใครก็สามารถกลายเป็นเวเนเตอร์ได้ทั้งสิ้น เพียงแต่การเป็นเวเนเตอร์นั้นมีความเสี่ยง เพราะมีผู้นิทราผลึกใสหลายคนนั้นยังไม่ตื่นจากการนิทรา
แม้ว่าเวลาจากผ่านมาหลายสิบปีแล้ว ไม่น่าเชื่อว่าจนถึงตอนนี้ยังมีผู้ที่ไม่สามารถตื่นจากการนิทราได้ถึงสองในสิบส่วนจากผู้ที่นิทราทั้งหมด
นิวโฮปจึงมีข้อมูลสถิติผู้รู้ตื่นจากนิทราและเก็บรักษาร่างของพวกเขาไว้เป็นอย่างดี ไม่เท่านั้นทั่วโลกยังมีผลงานวิจัยต่างๆ เกี่ยวกับอบิสเช่นเรื่องการคงสภาพของมันก่อนจะเกิดการล่มสลาย ทั้งนี้เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ที่ได้รับสัมปทานในการเก็บเกี่ยวทรัพยากรที่อยู่ข้างในนั้น
โดยที่อบิสทั่วไปจะคงมีสภาพอยู่ได้เพียงสิบสองเดือนถึงสิบหกเดือนเท่านั้น แต่ถึงอย่างนั้นก็มีอบิสบางแห่งที่คงอยู่มานับสิบปีก็มี ซึ่งอบิสนั้นๆ ถือว่าเป็นสถานที่ที่พิเศษเป็นอย่างมาก ทั่วโลกจะปรากฏขึ้นเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น
อบิสเหล่านั้นจึงถูกจัดเป็นสถานที่ทำการวิจัยหรือศูนย์ฝึกอบรมเวเนเตอร์ของแต่ละประเทศ เพราะเรื่องนี้ถึงกับมีบางประเทศยอมทุมเงินมหาศาลเพื่อซื้อสิทธิ์ในอบิสพิเศษแบบนั้น
อบิสจึงกลายเป็นขุมทรัพย์ของโลกอย่างแท้จริง
แต่ถึงอย่างนั้นอบิสระดับสีน้ำเงินก็ยังคงเป็นสถานที่ที่น่ากลัวอยู่ดี เพราะการจะจัดการอบิสระดับนี้ก่อนที่มันจะเกิดการแตกทะลักนั้นเป็นเรื่องที่ยากและอันตรายเป็นอย่างมาก สมาคมนักล่าต้องใช้เวเนเตอร์ที่มีฝีมือสูงในการจัดการ
ในยุคนี้เวเนเตอร์จึงถือเป็นอาชีพยอดนิยม เพราะยิ่งพวกเขาแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งได้รับค่าตอบแทนที่สูง เวเนเตอร์บางคนถึงกับมีการซื้อตัวไปอยู่นิวโฮปของต่างประเทศก็มี มันเรียกได้ว่าอาชีพเวเนเตอร์ในยุคนี้เป็นอาชีพที่ทำรายได้ดีและร่ำรวยเป็นอย่างมาก
แต่ในโลกนี้ก็ไม่ได้มีอะไรที่ง่ายดายแบบนั้น เพราะไม่ใช่ว่าผู้ที่เป็นเวเนเตอร์ทุกคนจะร่ำรวยเสมอไป หากไอเทมสปีริตที่พวกเขาควบแน่นไม่ได้มีประโยชน์ในการต่อสู้ หรือผู้ที่อ่อนแอไม่เป็นประโยชน์ต่อภารกิจ
เวเนเตอร์ที่ร่ำรวยมากๆ จึงเป็นพวกที่อยู่บนยอดพีระมิด และที่สำคัญก็คืองานของพวกเขาคือต้องเสี่ยงชีวิตเพื่อที่จะได้มันมา
แม้อาชีพนี้จะมีอันตรายตั้งแต่ขั้นตอนการเริ่มต้นเป็นเวเนเตอร์หรืองานที่พวกเขาทำ แต่ถึงอย่างนั้นอาชีพนี้ก็เป็นที่นิยมมากอยู่ดี