โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“ไปรษณีย์ที่ 8” ที่ทำการไปรษณีย์ ส่ง “โพยก๊วน” ไปจีนเป็นหลัก สร้างรายได้จำนวนมากแก่ไทย

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 08 มี.ค. 2568 เวลา 18.37 น. • เผยแพร่ 08 มี.ค. 2568 เวลา 18.36 น.
ที่ทำการ

“ไปรษณีย์ที่ 8” ที่ทำการไปรษณีย์ ส่ง “โพยก๊วน” ไปจีนเป็นหลัก สร้างรายได้จำนวนมากแก่ไทย

ใน พ.ศ. 2451 ทางการไทยได้จัดตั้งที่ทำการ “ไปรษณีย์ที่ 8” ขึ้นเป็น “ที่ทำการไปรษณีย์จีน” โดยก่อนการจัดตั้งที่ทําการไปรษณีย์จีนแห่งนี้ ทางการไทยจัดการแก้ไขปัญหาการลักซ่อนรับส่ง “โพยก๊วน” หรือ “การส่งเงินทางจดหมายไปเมืองจีน”

เพราะแม้ว่า ไทยเข้าเป็นสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์ และเปิดการไปรษณีย์กับต่างประเทศตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2428 และกรมไปรษณีย์โทรเลขได้จัดตั้งที่ทำการ “ไปรษณีย์ที่ 2” เป็นที่ทำการสำหรับการรับแลกเปลี่ยนไปรษณียภัณฑ์ต่างประเทศโดยเฉพาะ ที่ตึกเล็กบริเวณโรงภาษีร้อยชักสาม ตำบลสี่พระยา

หากช่วงเวลานั้น จีนยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์ การรับ-ส่งโพย ทางประเทศจีน จึงยังเป็นหน้าที่ของบรรดาเอเยนต์โพยก๊วนที่ตั้งอยู่ตามท้องถิ่นเช่นเดิม ส่วนการส่งกลับเข้ามาก็ยังอาศัยการมัดรวมเป็นห่อฝากเข้ามากับเรือกลไฟเอเยนต์โพยก๊วนในประเทศไทย

รัชกาลที่ 5 จึงรับสั่งให้ไม่ต้องปฏิบัติตามกฎข้อบังคับที่ใช้ไปยังประเทศอื่นๆ โดยอนุญาตให้นายหน้าโพยก๊วนรวบรวมจดหมายที่ชาวจีนฝากส่งถึงประเทศเข้าเป็นห่อ โดยกำหนดให้เอเยนต์โพยก๊วนในไทยต้องนำห่อจดหมายมาเสียค่าธรรมเนียม ณ ที่ทำการไปรษณีย์ที่ 2 แต่กลับพบปัญหาลักลอบส่งโพยก๊วน, จดหมายฝาก ฯลฯ เพื่อหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียม ดังความในบาญชีรายงานกรมไปรษณีย์ จํานวน ร.ศ. 110 ถึง 113 ว่า

“…การหนีไปรสนีย์ในส่วนหนังสือฝากจากกรุงสยามส่งไปยังเมืองจีนเป็นต้นนั้น จะห้ามปรามให้หมดยังเป็นการขัดข้องทำไปไม่ได้ตลอด แต่อย่างไรก็ดีเหนด้วยเกล้าฯ ว่า

ยังมีทางอยู่อย่างหนึ่งที่ภอจะเป็นการช่วยต่อสู้ความทำผิดกฎหมายนั้นให้เบาบาง ลงได้บ้างคือคิดตั้งออฟฟิศไปรสนีย์เฉภาะสำหรับการหนังสือจีน เหมือนอย่างที่เขามีใช้กันอยู่แล้วที่เมืองสิงคโปร์ขึ้นในกรุงเทพฯสักออฟฟิศหนึ่งการนี้ควรจะต้องให้รีบมีขึ้นโดยเร็ว

….คนชาติจีนซึ่งพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ มีถึงกว่า 100,000 คน แลรวมทั้งกรุงสยามมีประมาณล้านคน…คงจะต้องมีการลักลอบส่งหนังสือออกไปยังเมืองจีนโดยทางผิดกฎหมายไปรสนีย์ คือส่งไปโดยคนสามัญพาไปบ้าง แลคนลูกจ้างในเรือเมล์พาไปบ้างปีละหลายพันฉบับ…ถ้าแม้ได้ตั้งออฟฟิศไปรสนีย์พิเสศสำหรับพวกจีนดั่งที่ได้อธิบายแล้วนั้นคงจะมีผลประโยชน์แก่พระราชทรัพย์ขึ้นได้อีกเป็นอันมาก” [จัดย่อหน้าใหม่ และสั่งเน้นคำโดยผู้เขียน]

จนเมื่อ พ.ศ. 2450 (ร.ศ. 125) จีนเข้าร่วมเป็นสมาชิกสหภาพสากลไปรษณีย์ ได้เปิดที่ทำการไปรษณีย์ขึ้นตามท่าเรือต่างๆ ไทยจึงได้ติดต่อเพื่อที่จะส่งหนังสือโพยก๊วนโดยทางไปรษณีย์ตรงไปยังที่ทำการของกรมไปรษณีย์จีนตามท่าเรือต่างๆ ซึ่งจีนก็ตกลงยินยอมจะจัดส่งต่อไปให้ยังผู้รับ

ทางการไทยจึงคิดเปิดที่ทำการไปรษณีย์สำหรับรับส่งหนังสือจีนโดยเฉพาะขึ้น และนัดประชุมหัวหน้าจีนในกรุงเทพฯ เพื่อสอบถามความคิดเห็นหลายครั้ง ก่อนได้ผลสรุปว่า จะขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเปิดที่ทำการไปรษณีย์ที่ 8 ขึ้น ที่ถนนเยาวราช ใต้ตรอกเข้าสาร ตำบลสำเพ็ง สำหรับรับส่งหนังสือพวกจีนแลใช้เจ้าพนักงานจีน

กำหนดเปิดที่ทำการไปรษณีย์ ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2451 ประเมินว่าจะมีรายได้ไม่น้อยกว่า 160,000 บาท/ปี ส่วนเงินเดือนและค่าใช้จ่ายต่างๆ คงไม่เกิน 10,000 บาท/ปี น่าจะทำกำไรสุทธิประมาณ 150,000 บาท/ปี นับว่าเป็นรายได้ที่สูงมากในขณะนั้น

ไปรษณีย์ที่ 8 ได้รับความนิยมอย่างมาก วันที่เรือเมล์ออกจะมีหนังสืออย่างน้อย 6,500 ฉบับ พระยาสุขุมนัยวินิต เสนาธิการกระทรวงโยธาธิการ จึงทำหนังสือขอรับพระราชทานพระบรมราชานุญาตใช้แสตมป์ฤชากรมาแทนตั๋วตราไปรษณีย์เป็นการชั่วคราว

ด้วยการติดตั๋วตราไปรษณีย์ที่มีราคาสูงสุดดวงละ 1 บาท เป็นเรื่องยุ่งยาก เพราะหนังสือห่อหนึ่งต้องติดตั๋วตราไปรษณีย์ 200-300 ดวง จึงปรึกษากับกระทรวงการคลังมหาสมบัติ และเห็นควรใช้แสตมป์ฤชากรดวงละ 10, 20 และ 40 บาท แทนเป็นการชั่วคราว จนกว่าตั๋วตราไปรษณีย์ที่มีราคาสูงแบบใหม่จะเข้ามาถึง

พ.ศ. 2500 ไปรษณีย์ที่ 8 ย้ายสำนักงานใหม่ไปตั้งอยู่ที่ตำบลป้อมปราบ และเรียกชื่อใหม่ว่า “ที่ทำการไปรษณีย์ป้อมปราบ” พ.ศ. 2518 เมื่อสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสองประเทศ คนจีนโพ้นทะเลในไทยสามารถเดินทางไปเยี่ยมครอบครัวที่เมืองได้ด้วยตนเอง หรือโอนเงินผ่านธนาคารพาณิชย์แทน การส่งโพยก็ยุติลง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

อ้างอิง :

สุชาดา ตันตสุรกฤกษ์. โพยก๊วน การส่งเงินกลับประเทศโดยชาวจีนโพ้นทะเลในประเทศไทย, สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, พิมพ์ครั้งที่ 1 ตุลาคม 2532

วิภา จิรภาไพศาล. ” ‘โพยก๊วน’ ประวัติศาสตร์สังคมและเงินตราของจีนโพ้นทะเล” ใน, ศิลปวัฒนธรรม ฉบับเดือนสิงหาคม 2551

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 21 มีนาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : “ไปรษณีย์ที่ 8” ที่ทำการไปรษณีย์ ส่ง “โพยก๊วน” ไปจีนเป็นหลัก สร้างรายได้จำนวนมากแก่ไทย

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...